การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ : ทวีปที่สาบสูญ กระดาษแผ่นหนึ่งฉีกบาดแก้วตาฉัน

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์[email protected]

ชีวิตของฉัน

อยู่ไปวันวันแค่นี้

มันไม่เคยมีอะไรดี

ไม่มีอะไรดีขึ้นมา

ชีวิตของคนอื่น

ต้องมีบ้างที่สุขชื่นหรรษา

หลายคนที่ฉันเคยพบหน้า

อย่างน้อยมีแสงสว่างในดวงตาของพวกเขา

ต่างกันลิบลับ

กับตัวฉันในโลกใบเก่าเก่า

ที่นี่มีแต่เงื้อมเงา

และความโง่เขลาตลอดมา

ฉันจะอยู่ไปทำไม

กับชีวิตที่ไร้ค่า

หากสักวันฉันเอ่ยลา

คงไม่มีน้ำตาใครให้กับฉัน

 

[มีแต่ตัวหนังสือเท่านั้นเป็นเพื่อนของฉัน ทั้งในยามหลับฝันและยามที่ฉันตื่น มีข้อความมากมายไหลวกวนอยู่ในอกของฉัน แต่ไม่รู้ว่าจะพูดมันออกไปกับใคร

เจ้าสมุดที่รัก ฉันเหนื่อยเหลือเกิน ฉันไม่รู้จะไปทางไหน ฉันอยากกลับบ้านแต่ก็ไม่มีบ้านให้กลับ บางทีฉันก็อดคิดถึงพ่อแม่ไม่ได้ แต่พ่อแม่คงไม่คิดถึงฉัน ชีวิตของฉันเกิดมาเพื่อจะอาภัพอับจนเท่านั้นหรือ

เมื่อก่อนหน้านี้ ฉันก็เคยคิดว่า ชีวิตคนเราจะต้องดีขึ้น ชีวิตของตัวฉันต้องดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉันเป็นคนคนหนึ่งที่มีมือมีเท้า ฉันจะใช้สองมือสองเท้าของฉัน มุ่งฝ่าฟันไปข้างหน้าเพื่อปูเส้นทางให้กับตัวเอง มันต้องมีสักวัน ที่ฉันจะมีชีวิตดีกว่าที่เป็นอยู่

แต่อนาคตของฉันอยู่ที่ไหน

สมุดเอ๋ย ใครๆ ก็ต้องการจะมีเงินทอง มีความร่ำรวยและสุขสันต์ ถ้ามีเงินก็ให้เรียนหนังสือไปสูงๆ จะได้ไปเป็นเจ้าคนนายคน (แต่ฉันรังเกียจคำนี้ยิ่งนัก!) ถ้าไม่ได้เรียนสูงก็ต้องขยันในการงาน แต่ฉันมาคิดๆ ดูแล้ว ชีวิตในหมู่บ้านไม่มีทางให้ฉันมีความสุขได้แน่

ฉันคงเห็นแก่ตัว เพราะฉันต้องการอิสระมากกว่าที่คนอื่นๆ จะเข้าใจ ฉันไม่อยากเป็นทาสของเงิน (แต่ตอนนี้ฉันก็มุ่งหน้าหาเงิน!)

ฉันไม่ต้องการเป็นทาสของเงินเพราะอะไร ก็เพราะเงินเป็นของมีอำนาจมากที่สุด ถ้าฉันมีเงินฉันก็จะได้เรียนต่อ จะได้รับการศึกษา ฉันคงหางานทำได้มากขึ้นในวันข้างหน้า แต่เพราะฉันไม่มีเงิน ฉันจึงไม่สามารถเข้าโรงเรียนได้ ฉันต้องไปรับจ้างทำงานเพื่อหาเงิน ซึ่งแล้วเงินก็หลุดลอยไปจากฉันครั้งแล้วครั้งเล่า

แต่ก็เพราะเงิน ทำให้ฉันได้เห็นธาตุแท้ของคนตั้งมากมาย ทำไมฉันจะไม่รู้ว่าพี่โฟไม่ต้องการให้ฉันไปเรียนต่อ ถ้าเพียงแต่ฉันจะหาเงินได้เอง ก็จะไม่มีใครห้ามอะไรฉันได้ แต่เพราะฉันไม่ได้หาเงินเอง ทุกๆ คนจึงมีสิทธิ์เหนือตัวฉัน แม้แต่พ่อแม่ก็ตกเป็นทาสของเงิน ทุกคนอ่อนแอกันมาก เหมือนกับทุกอย่างจะสิ้นสุดลงเมื่อเราไม่มีเงิน

เงิน เงิน เงิน เงิน เงิน เงิน

แล้วทุกคนก็จะต้องมุ่งหน้าหาเงิน (ฉันด้วย!) ก็เพราะอะไรล่ะ ก็ถ้าไม่มีเงิน เราก็อยู่บนโลกนี้อย่างยากลำบากใช่มั้ย ดูอย่างตัวฉันนี้เป็นต้น ในเมื่อไม่มีทุนรอนอะไร การจะตั้งต้นชีวิตมันก็ยากเย็นแสนเข็ญ

ถ้าฉันมีเงินมากกว่าที่มีอยู่ในตอนนี้ (ใบแดงสองใบ!) ฉันก็อาจจะทำอะไรได้อีกมากมาย แต่เพราะฉันมีแค่นี้ ฉันจึงต้องออกแสวงหามันมาเพิ่ม ต้องหามาให้ได้ เพื่ออิสระที่ปรารถนา

ถ้าหากฉันมีเงินของตัวเอง ฉันก็จะมีสิทธิ์ใช้มันได้ ฉันคงจะยืนได้อย่างเต็มเท้า และมองหน้าใครๆ ได้อย่างทระนงกว่านี้

สมุดเอ๋ย ฉันเหนื่อยเหลือเกิน ฉันไม่มีความสุขสบายใจเลยที่ต้องอาศัยอยู่กับคนอื่น ถ้าเป็นลูกจ้างไปเลยก็คงจะดีกว่านี้ ฉันตัดสินใจแล้ว! ฉันจะต้องไปจากที่นี่ ฉันจะต้องไป ฉันต้องไม่กลัวอะไร! เพราะความกลัวมันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น หากวันหนึ่งมีคนพบสมุดเล่มนี้ของฉัน ก็ขอให้รู้ไว้ด้วยว่าฉันได้พยายามแล้วที่จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด…

หากวันหนึ่งมีคนพบสมุดเล่มนี้ของฉัน ก็ขอให้รู้ไว้ด้วยว่าฉันได้พยายามแล้วที่จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด…

หากวันหนึ่งมีคนพบสมุดเล่มนี้ของฉัน ก็ขอให้รู้ไว้ด้วยว่าฉันได้พยายามแล้วที่จะ…

หากวันหนึ่งมีคนพบสมุดเล่มนี้ของฉัน ก็ขอให้รู้ไว้ด้วยว่าฉันได้พยายาม…

หากวันหนึ่งมีคนพบสมุดเล่มนี้ของฉัน ก็ขอให้รู้ไว้ด้วยว่า…

หากวันหนึ่งมีคนพบสมุดเล่มนี้ของฉัน…]

 

“อีพี่!!”

เสียงทุบประตูห้องดังปังๆ ท่ามกลางความง่วงงุนหนักอึ้งในหัวสมอง

ยังคงเห็นแต่ภาพตัวหนังสือเรียงรายเหล่านั้น…

เสียงคนที่อ่านมัน

เสียงของฉัน

หรือเสียงของใครอีกคนหนึ่ง

 

ฉันไม่รู้ว่า

ตัวฉันมีค่าสักเท่าใด

ทุกอย่างที่ฉันทำ ตกต่ำลงแค่ไหน

กรีดอกจกดูหัวใจ

ฉันอาจไม่ใช่มนุษย์

ฉันเป็นเพียงผ้าขี้ริ้วผืนหนึ่ง

ซึ่งสกปรกอย่างที่สุด

ฉันคือชิ้นส่วนที่ชำรุด

บังเอิญบางคนขุดพบฉัน

พวกเขาคิดถูกหรือ

จะยื้อเวลาซักผ้านั่น

เปื่อยยุ่ยรุ่ยร่ายเส้นด้ายนั้น

มันอาจเป็นของห่อตัวผู้ชั่วช้า

สักวัน…ถ้าฉันนิ่งนอนหงาย

สดุดีความตายเบื้องหน้า

ใครกันหนอจะหลั่งน้ำตา

แล้วกล้าใช้ผ้าขี้ริ้วซับ

[ฉันรู้นะ ว่ากลอนที่เขียนมันห่วยสิ้นดี ไม่มีสัมผัสฉันทลักษณ์ถูกต้อง แต่มันก็ลากเอาหัวใจฉันออกมา…]

[ตัวหนังสือของฉัน ผุดขึ้นเรื่อยๆ บนแผ่นกระดาษ ทีละหน้า ละหน้า บางคำฉันขีดฆ่า แต่บางคำก็เติมกลับเข้าไป ในเวลาที่หัวใจเจ็บจนไม่อาจข่มกลั้นได้ ฉันได้แต่เขียนและเขียน]

ฉันอยากจะไปที่ไหนสักที่

ที่มีทุกอย่างอย่างฝัน

ถ้าไปถึงยังที่แห่งนั้น

ฉันคงจะพอใจ

ที่แห่งนั้นจะมีบ้าน

ปลูกดอกไม้เต็มลานกว้างใหญ่

มะม่วง มะพร้าว จะปลูกไว้

ข้างรั้วให้เป็นดอกกรรณิการ์

ขึ้นบันไดไปมีห้องโถง

เปิดหน้าต่างโล่งรับแดดจ้า

เมื่อสายลมพัดมา

ฉันจะชวนเธอนั่งหย่อนขาที่ระเบียง

ท้องฟ้าคงจะสวยเหลือเกิน

นกน้อยบินเหินส่งเสียง

วันนั้นที่ฉันมีเธอเคียง

แต่มันก็เป็นเพียงแค่ความฝัน…

 

[สวัสดีคะเน, เธอชื่อนี้จริงๆ หรือ

แปลกใจละสิที่เจอฉันในนี้ จะรอดูนะว่าเธอจะรู้เมื่อไหร่ว่ามีใครอยู่แถวนี้…(มีการ์ตูนตัวหนึ่ง) เห็นหรือยัง เธอเห็นฉันหรือยัง

ฉันต้องขอโทษเธอด้วยซีนะที่ละลาบละล้วงเข้ามาในสมุดของเธอ เอาน่า จะว่าอะไรก็ว่า ฉันรู้ว่าคนมีสติดีย่อมจะต้องโกรธ โกรธฉันได้ถ้าจะทำให้เธอสบายใจ

ฉันแอบอ่านสมุดของเธอหมดแล้วล่ะ ก็เป็นเรื่องธรรมดาสิ ฉันก็ต้องอยากรู้ว่าเธอเป็นใครที่มาอยู่ในบ้านของพ่อแม่ฉัน…

เมื่อฉันได้อ่านสมุดของเธอ และสมุดของใครอีกคนหนึ่งคนนั้น ฉันก็รู้สึกว่าค่อยๆ รู้จักเธอมากขึ้น และทำให้ตัดสินใจว่า ฉันจะคุยกับเธอบ้าง แต่ถ้าฉันไม่ได้คุยกับเธอทางนี้ เธอก็คงไม่ไว้ใจฉัน…

คะเน…เธอเป็นคนเศร้ามากเลยนะ เธอรู้ตัวเองมั้ย บทกลอนของเธอมันเสียดแทงเหลือเกิน ฉันเป็นคนชอบอ่านกลอนมาก แต่ฉันเขียนไม่เป็น เวลาร้องเพลงที่ร้าน ฉันก็จะชอบเลือกเพลงที่มีเนื้อร้องกินใจ เอาไว้ฉันจะร้องเพลงที่ชอบๆ ให้เธอฟัง ถ้าเธออยากฟังมันบ้าง…]

“อีพี่!!”

เสียงของพี่โฟยังคงกังวานเข้ามาในโสตประสาทไม่หยุดหย่อน ขณะในหัวของฉันบรรจุก้อนหินเอาไว้นับร้อยพันก้อน

บอกไม่ถูกว่ามันคือความเจ็บปวดหรือไม่ รู้เพียงว่า ในม่านตา ยังคงมีกระดาษพลิกเปิดผ่านไป ผ่านไป ผ่านไปพร้อมกับเสียงของใคร…ใครกัน

ใครกำลังเขียนถึงฉัน

หรือฉันต่างหากกำลังเขียนถึง…ถึงใคร

[เอาไว้ฉันจะร้องเพลงที่ชอบๆ ให้เธอฟัง ถ้าเธออยากฟังมันบ้าง

…เอาละ ฉันจะเขียนถึงเธออีกเมื่อมีโอกาส ถ้าเธอได้อ่านหน้านี้แล้ว คงไม่ยากที่จะหาฉันเจออีกในหน้าต่อๆ ไป ]

 

ไม่เห็นมีจริงสักหน่อยเลย ไม่มีห่าเหวอะไรทั้งสิ้นเลย! ฉันไม่เคยได้ฟังบทเพลงเหล่านั้นเลย!

หรือเพราะว่า หูของฉันต้อยต่ำหยาบช้า ทุกคนจึงพลัดพรายหายไปจากฉัน…แต่หรือว่า…หรือว่า ตัวฉันต่างหากที่สูญสลายจากไป

แต่ทำไมล่ะ ทำไม จึงยังได้ยินเสียงพี่โฟอีก

“อีพี่!! มึงทำแบบนี้ทำไม!!”

เสียงของหนักๆ กระแทกดังโครมหนึ่ง พี่โฟหวีดร้องลั่น กระดาษแผ่นหนึ่งฉีกบาดแก้วตาฉัน

ในขีดรอยคมกริบดุจอสุนีบาต โลกในตาฉันไหวพร่า

เลือดสีแดงกระเซ็นเปื้อนหน้า…ใบหน้าใครในเสี้ยวแผ่นกระจกที่ตกลงมา

ฉันฆ่าตัวตายอีกครั้ง แต่มันก็ยังไม่สำเร็จอยู่ดี