อนุสรณ์ ติปยานนท์ : In Books We Trust (32) หนังสือชื่อเดียว (4)

อนุสรณ์ ติปยานนท์[email protected]

ท่าอากาศยานต่างความคิด

อนุสรณ์ ติปยานนท์ / [email protected]

 

In Books We Trust (32)

หนังสือชื่อเดียว (4)

 

คืนนั้นเขาฝันร้าย

หากเราเรียกสิ่งใดว่าฝันร้าย เราย่อมหมายถึงความฝันอันไม่รื่นรมย์ ฝันร้ายของเขาในคืนนั้นไม่เพียงแต่ไม่รื่นรมย์ มันยังสุดแสนทรมานด้วยซ้ำไป

ในฝันเขาพบตนเองเป็นแมลงจำนวนมากที่แฝงตัวอยู่ในหนังสือ

บางคนอาจนึกถึงเพียงว่ามีแต่ปลวกเท่านั้นที่รักใคร่ชอบพอในหนังสือ ทว่าในความจริง มีแมลงอีกมากมายที่แฝงตนในหนังสือ ตัวไร แมลงสาบ ไปจนถึงแมลงมีปีกอย่างต่อหรือแตน

หากพบว่าที่ใดเป็นที่ปลอดภัย แมลงเหล่านั้นจะสร้างรังของมันทันที

และหนังสืออาจถือได้ว่าเป็นสถานที่ปลอดภัยไม่กี่แห่งในโลกนี้สำหรับแมลง

ในฝันนั้น เขาเป็นแมลงหลายชนิดนับไม่ถ้วน เขากลายร่างเป็นแมลงสาบ ตัวแมลงเต่าทอง ผึ้งโพรง ยุงลาย ไปจนถึงตัวด้วงมะพร้าว

แม้ว่าเขาจะตกอยู่ในสภาพของแมลงที่แตกต่างกันมากมาย ทว่าเป้าหมายและการกระทำเดียวของเขาคือการเปลี่ยนชื่อหนังสือที่ตัวแมลงใช้อาศัยอยู่ให้เป็นชื่อชื่อหนึ่ง

แมลงเหล่านั้นจะกัดทำลายหนังสือชื่อเดิมและติดตั้งหนังสือชื่อใหม่ในเวลาต่อมา

แต่ละแมลงมีวิธีการของตน แต่การกระทำนั้นเหมือนกันคือการเปลี่ยนชื่อหนังสือให้เป็นไปตามที่ใจมันปรารถนา

การกระทำดังกล่าวนั้นควรเป็นไปอย่างราบรื่นหากจะไม่ถูกขัดขวางโดยชายผู้หนึ่ง

ในทุกขณะที่การณ์กำลังจะสำเร็จลง ชายผู้นั้นจะดึงหนังสือเล่มนั้นออกจากชั้นเสมอ เขาจะเปิดหนังสือเล่มดังกล่าว พบเห็นตัวแมลงก่อนที่จะนำหนังสือเล่มนั้นไปทำลายหรือซ่อมแซม

ความพยายามที่ไม่สัมฤทธิผลในฐานะของแมลงนั้นทำให้เขาอ่อนแอและอ่อนเพลีย

และความอ่อนแอและอ่อนเพลียนั้นเองที่ทำให้เขาประสบฝันร้าย

ความพยายามที่ไม่สมหวังนั้นเองสร้างความปวดร้าวให้กับเขาอย่างมากในฝันจนนำพามันไปสู่ “ฝันร้าย”

 

เขาสะดุ้งตื่นกลางดึก เป็นการตื่นกลางดึกครั้งแรกในรอบหลายปี

เขาเปิดไฟในห้องจนสว่างโพลง ก่อนจะนั่งนิ่งๆ เพื่อพยายามลบภาพตนเองที่กลายเป็นแมลงทับปีกเขียวในฝัน

หลังจากนั้นเขาตั้งน้ำร้อน ชงกาแฟร้อนหนึ่งแก้ว ก่อนจะจุดบุหรี่ขึ้นสูบ

เขาไม่ได้สูบบุหรี่นานแล้ว ดังนั้น จึงเสียเวลาค้นหาซองบุหรี่ที่เขานำหลบไว้บนชั้นหนังสือ เขาไม่ได้สูบบุหรี่นานแล้ว เขาจึงใช้เวลานานในการค้นหาที่เขี่ยบุหรี่บนชั้นหนังสือ

หลังพ่นควันบุหรี่ออกจากปาก เขารู้สึกผ่อนคลายขึ้น เขาพบว่าทุกอย่างเป็นเพียงความฝัน

และเขายังคงเป็นมนุษย์อยู่หาได้เปลี่ยนตนเองไปเป็นแมลงแม้แต่อย่างใด

หากเขาไม่ได้กลายเป็นแมลง เขาย่อมคงเป็นมนุษย์คนเดิม

และหากเขายังเป็นมนุษย์คนเดิม ทำไมผู้คนรอบตัวเขาจึงเปลี่ยนแปลงไป

ทำไมบรรณาธิการของเขาจึงเป็นคู่รักของหญิงสาวคนนั้น

ทำไมหญิงสาวคนนั้นจึงกลายเป็นหญิงสาวที่แปลกแตกต่างไปจากหญิงสาวคนเดิม

และหากเขายังคงเป็นมนุษย์คนเดิม เพราะเหตุใด หนังสือทุกเล่มที่เคยมีชื่อเฉพาะตนจึงกลับกลายเป็นหนังสือชื่อเดียวกันไปได้

เขาเข้านอนอีกครั้งในเวลาใกล้รุ่งสาง ในครานี้เขาไม่มีความฝันใดๆ ในครานี้เขาหลับสนิทจนถึงเวลาสาย เสียงโทรศัพท์ปลุกเขาให้ตื่นขึ้น

เป็นเสียงโทรศัพท์จากบรรณาธิการของเขาเอง

 

การนัดหมายมีขึ้นในเวลาเที่ยงที่สำนักพิมพ์ เขาขอโทษบรรณาธิการสำหรับการหลงลืมเมื่อวาน เสียงปลายสายบอกเขาว่าไม่มีปัญหาอะไร “ถือว่าคุณทำให้ผมได้ออกไปเยี่ยมชมโลกภายนอกในช่วงเวลาสั้นๆ ก็ได้”

เมื่อปราศจากท่าทีเคียดขึ้ง เขาก็รู้สึกเบาใจ อย่างไรก็ตามมีปริศนาบางอย่างที่เขาต้องการจะถามบรรณาธิการของเขา และเขาคิดว่าการถามแบบเผชิญหน้าน่าจะให้ผลดีที่สุด

เขาใช้เวลาทำความสะอาดร่างกายชั่วครู่ เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่เบาสบายก่อนจะหยิบสมุดบันทึกส่วนตัว หนังสือเล่มที่เขาอ่านค้างอยู่ และโทรศัพท์ติดมือออกจากบ้าน

เขาตัดสินใจเรียกรถรับจ้างตรงไปยังสำนักพิมพ์ บางอย่างมีความร้อนรุ่มในใจของเขาเกินกว่าจะประวิงเวลา

บรรณาธิการของเขาต้อนรับเขาด้วยทีท่าที่เป็นปกติ “เอากาแฟสักแก้วไหม? ดูคุณเหมือนพักผ่อนไม่เต็มที่” เขาตอบรับคำเชื้อเชิญนั้น หลังได้กาแฟ เขานั่งลงที่โซฟาหน้าโต๊ะยาว ส่วนบรรณาธิการลากเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งมาเผชิญหน้าเขา

“มีเรื่องราวบางเรื่องราวเกิดขึ้นและผมคิดว่าควรต้องแจ้งคุณด้วยตนเอง”

เขาขบคิดถึงหญิงสาวผู้นั้นอีกครั้ง บรรณาธิการอาจเล่าว่าเขาได้ตกปากรับคำเริ่มต้นชีวิตกับเธอ และเนื่องจากเขารู้จากเธอว่าเธอได้มาพบกับเขาก่อนจึงจำเป็นต้องเล่นละครว่าไม่รู้จักเขา หรือบรรณาธิการอาจบอกว่าเรื่องเมื่อวานนั้นมีความเข้าใจผิดบางประการ “ผมไม่คิดว่าคุณจะปรากฏตัวที่นั่นและผมทำอะไรไม่ถูก” เขาปรารถนาจะได้ยินถ้อยคำแบบนี้ เขาปรารถนาจะได้ยินถ้อยคำเช่นนี้

แต่ไม่ สิ่งที่เขาได้ยินคือข้อเสนอเรื่องงานเขียนชิ้นใหม่

 

“ตอนนี้คุณมีงานที่ต้องทำติดพันไหม?”

เขาพยักหน้า

“นวนิยายเรื่องนั้นที่เราเคยคุยกันล่ะสิ ผมจำได้ แต่เอาแบบนี้ มีงานด่วนเข้ามาหนึ่งงาน ผู้ว่าจ้างต้องการให้คุณเขียนอะไรก็ได้ที่คุณอยากเขียน ขอเพียงความหนาราวสักสามร้อยหน้าของหนังสือที่เราพิมพ์กัน ค่าจ้างไม่มีปัญหา เขาจ่ายเงินล่วงหน้าบางส่วนให้คุณและสำนักพิมพ์เรียบร้อยแล้ว ขอเพียงแต่ว่าให้เสร็จภายในหนึ่งเดือนนี้ ผลตอบแทนมากกว่าปกติ คุณแค่เพียงนั่งทำงานให้ได้วันละสิบหน้าซึ่งผมเชื่อว่าไม่หนักหนาสำหรับคุณ เงินรายได้น่าจะพอให้คุณอยู่สบายได้อีกหนึ่งปีเต็ม เรื่องอะไรก็ได้ ไม่มีปัญหาเลย”

“คุณหมายความว่าผมสามารถเขียนอะไรก็ได้ ให้มันมีความเป็นนวนิยายและมีความหนาราวสามร้อยหน้าแค่นั้นหรือ?”

“ใช่ ทางผู้ว่าจ้างขอเพียงเท่านั้นเอง ปกและชื่อหนังสือเราออกแบบเสร็จเมื่อเช้านี้ รอเพียงแต่ต้นฉบับจากคุณ อย่าหาว่าผมกดดัน แต่นี่คือสิ่งที่ต้องถือว่าเรามีความเร่งรีบจริงๆ”

“โครงเรื่อง?”

“แล้วแต่คุณ”

“ตัวละคร?”

“แล้วแต่คุณอีกเช่นกัน อย่างที่ผมบอก ไม่มีข้อจำกัดใดๆ ดีไหมได้ทำงานแบบปลดปล่อยจิตใจแบบนี้ โดยไม่มีแรงกดดันอะไรเลย หาได้ยากแท้ คุณถือว่าโชคดีเอามากๆ ถ้าไม่มีปัญหาอะไร ผมเตรียมเงินใส่ซองไว้ให้คุณเรียบร้อยแล้ว เซ็นรับเอาจากเลขาฯ หน้าห้องผมได้เลย”

“แม้แต่ชื่อหนังสือ ผมก็ไม่ต้องคิดเองกระนั้นหรือ?”

“ไม่จำเป็นเลย เจ้าของเงินทุนส่งชื่อหนังสือมาก่อนอื่น คุณอยากเห็นชื่อหนังสือไหม เผื่อว่าคุณจะได้แนวคิดอะไรบ้าง” บรรณาธิการลุกออกจากเก้าอี้ เขากลับมาพร้อมกับเอกสารหนึ่งแผ่น เป็นเอกสารสัญญาว่าจ้างสำนักพิมพ์ให้จัดทำนวนิยาย ในเอกสารนั้นระบุชื่อหนังสืออย่างชัดเจน เขาอ่านชื่อหนังสือนั้นทวนไปมาสามถึงสี่รอบ

ชื่อหนังสือที่ว่านั้นเป็นชื่อหนังสือเดียวกันกับชื่อหนังสือทุกเล่มในบ้านของเขา

ชื่อหนังสือที่ว่านั้นเป็นชื่อหนังสือเดียวกับที่เขาพบในร้านหนังสือเมื่อวันก่อน