เครื่องเสียง : Polk Reserve Series ลำโพงที่ใครก็เป็นเจ้าของได้

เครื่องเสียง

พิพัฒน์ คคะนาท / [email protected]

 

Polk Reserve Series

ลำโพงที่ใครก็เป็นเจ้าของได้

 

เมื่อช่วงต้นไตรมาสได้เคยนำลำโพงวางหิ้งที่เป็น Large Premium Bookshelf ของค่ายนี้มาเล่าสู่กันฟังไปหนหนึ่งแล้ว นั้นคือลำโพงในอนุกรม The Legend ที่ Polk Audio บอกว่าเป็นลำโพงดีที่สุดเท่าที่เขาเคยผลิตออกมา

ซึ่งหลังจากนั้นอีกไม่นาน ค่ายนี้ก็ได้ออกลำโพงมาอีกซีรีส์ โดยบอกว่าใช้แนวทางของลำโพงรุ่นเรือธงนั่นละเป็นต้นแบบ

แต่หนนี้ทำออกมาให้อยู่ในกลุ่ม Budget ที่มิตรรักนักฟังส่วนใหญ่ซึ้อหามาฟังกันได้โดยไม่ลำบากกระเป๋า (สตังค์) สักกี่มากน้อย

โดยให้ชื่อลำโพงในอนุกรมนี้ว่า The Reserve ครับ

 

Polk Reserve Series มีจำนวนรุ่นย่อยมากกว่า Legend Series ด้วยมีเจตนาให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายให้กว้างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ขณะเดียวกันก็ตั้งใจให้แต่ละรุ่นนั้นเป็นทางเลือกแรกๆ ของแต่ละกลุ่มด้วย ออกแบบโดยเจตนาให้แต่ละรุ่นมีความคุ้มค่าสูงสุดในบรรดาคู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน

พูดง่ายๆ ก็คือ ต่างก็เป็น Best Budget of Range นั่นเอง

และที่สำคัญอีกประการของการมีจำนวนรุ่นย่อยให้เลือกมากก็คือ สามารถเลือกความเหมาะควรของแต่ละรุ่นมาจัดรวมเป็นซิสเต็ม สำหรับการทำงานในระบบมัลติ-แชนเนล เพื่อรองรับการใช้งานในรูปแบบของ Home Theatre ได้ลงตัวกับทุกขนาดห้องทั้งในแง่ของพื้นที่ และปริมาตร ได้อย่างถึงที่สุดนั่นเอง

เที่ยวนี้นำลำโพงค่ายนี้มาพูดคุยด้วยอีกหนในเวลาที่ไม่ห่างกันนัก ก็เนื่องเพราะเห็นข่าวการมาถึงของลำโพงอนุกรมนี้แล้ว ก็ให้รู้สึกน่าสนใจ ด้วยมีอยู่รุ่นหนึ่งละม้ายคล้ายแบบที่ว่าใกล้เคียงกันมากๆ กับรุ่นที่เพิ่งพูดถึงไป คือ Legend L200 ก็เลยใคร่นำมาลองฟังเพื่อตั้งข้อสังเกตว่าแตกต่างกันอย่างไร ด้วยมีราคาแตกต่างกันร่วมเท่าตัว ขณะที่ดูจากโครงสร้างและภาพลักษณ์ภายนอกแล้ว มีความแตกต่างกันค่อนข้างน้อยมาก

ลำโพงคู่ที่ว่าก็คือ Polk Reserve R200 ครับ

 

ขณะที่ลำโพงในกลุ่มเรือธงของค่ายอย่าง Legend Series มีเพียง 5 รุ่น ลำโพงในอนุกรม The Reserve มีอยู่ด้วยกันทั้งหมดถึง 9 รุ่น

โดยแบ่งออกเป็นลำโพงแบบวางพื้น จำนวน 3 รุ่น ลำโพงแบบวางหิ้งที่ต้องวางบนขาตั้ง จำนวน 2 รุ่น ลำโพงสำหรับเซ็นเตอร์ แชนเนล ในระบบเสียงแบบ Home Theatre จำนวน 3 รุ่น และมีลำโพงเฉพาะกิจสำหรับใช้งานกับแชนเนลพิเศษของฟอร์แม็ตเสียงอย่าง Dolby Atmos หรือ DTS:X อีก 1 รุ่น ซึ่งใช้งานโดยให้นำลำโพงนี้ไปวางด้านบนของลำโพงคู่หลัก หรือลำโพงคู่หน้าซ้าย/ขวาที่เป็น Front Speakers L/F Channel หรือจะแขวนเข้าผนังเหนือลำโพงคู่หลักที่ว่านั้นก็ได้

สำหรับเทคโนโลยีที่เป็นสิทธิบัตรเฉพาะและใช้อยู่ในลำโพงอนุกรมสูงสุด ซึ่งได้นำมาใช้ในลำโพงซีรีส์นี้อย่างเป็นสำคัญ ก็คือ Pinnacle Ring Radiator Tweeter กับ Turbine Cone Woofer ที่เคยเล่าสู่กันฟังไปแล้วเมื่อคราวที่ได้พูดถึง Legend L200 ใคร่ขอนำมาทบทวนอีกครั้ง ดังนี้

โดย Pinnacle Ring Radiator ซึ่งเป็นนวัตกรรมตัวขับเสียงย่านความถี่สูงนั้น เป็นทวีตเตอร์แบบ Soft Dome ขึ้นรูปด้วยเส้นใย Polyester เป็นไดรเวอร์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความละเอียดเสียงระดับ Hi-Resolution โดยเฉพาะ ซึ่งเหมาะทั้งการฟังเพลงแบบ 2-แชนเนล สเตอริโอ และการชมภาพยนตร์ด้วยระบบเสียงแบบมัลติ-แชนเนล 3D โดยสามารถทำงานกับระบบเสียงในฟอร์แม็ตต่างๆ ของปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์

เป็นทวีตเตอร์ที่สามารถให้เสียงในย่านความถี่สูงด้วยความคมชัด และมีความกระจ่างใสเป็นพิเศษระดับ Ultra-Clear Sound ที่ไร้การแต้มแต่งสีสันและปลอดความพร่าเพี้ยนอย่างสิ้นเชิง ออกแบบโดยมี Phase-Plug ปลายแหลมซึ่งเป็นท่อนำคลื่นเสียงที่ได้รับการปรับแต่ง Wave-Guide รอบโดม ทวีตเตอร์มาอย่างละเอียด เพื่อช่วยเพิ่มการกระจายเสียงให้ครอบคลุมพื้นที่ได้มากขึ้น

ขณะเดียวกันก็เป็นการขยายวง Sweet-Spot ให้กว้างขึ้น เพื่อให้ผู้ฟังได้รับอรรถรสของเสียงอย่างเท่าเทียมแม้จะนั่งต่างตำแหน่งในห้องเดียวกัน ทั้งยังช่วยให้สามารถทอดขยายย่านความถี่เสียงไปได้ไกลถึง 40kHz ด้วยความราบรื่นยิ่ง

นอกจากนั้น แผงหลังของห้องบริเวณที่ติดตั้งทวีตเตอร์ซึ่งอยู่ภายในตู้ ยังได้ถูกออกแบบและเสริมด้วยวัสดุซับเสียง ที่ช่วยขจัดเสียงก้องสะท้อน หรือ Resonance ส่วนเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

น้ำเสียงที่ให้ออกมาจึงมีความสะอาดและถ่ายทอดรายละเอียดต่างๆ ออกมาได้หมดจด ครบถ้วน ด้วยความเที่ยงตรงสูง

 

ส่วนอีกนวัตกรรมคือ Turbine Cone Woofer นั้น เป็นกรวยลำโพงที่ขึ้นรูปด้วยวัสดุ Polymer แบบ Foam-Core ด้วยการหล่อให้บางจุดโดยรอบมีสันนูนลักษณะคล้ายครีบกังหัน หรือระหัดวิดน้ำ (อันเป็นที่มาของคำว่า Turbine) ซึ่งเป็นกรรมวิธีเพิ่มความแกร่งให้กับกรวย รวมทั้งลดแรงสั่นสะเทือนลงได้มากขึ้น โดยมิพักต้องเพิ่มมวลวัสดุแต่อย่างใด ทำให้ได้คุณสมบัติในการ Damping ที่ดีขึ้น

ผนึกเข้ากับขอบกรวย (Surround) ที่ใช้ยางสังเคราะห์พิเศษแบบ Nitrile-Butadiene Rubber ซึ่งมีคุณสมบัติด้านความทนทานและมีความเสถียรสูง ส่งผลให้การถ่ายทอดคลื่นเสียงเป็นไปอย่างเที่ยงตรงด้วยความราบรื่น นุ่มนวล มีความต่อเนื่อง และอุดมไปด้วยรายละเอียดทั้งเสียงกลางและเบส

อีกเทคโนโลยีที่เป็นความโดดแด่นของลำโพงค่าย Polk Audio มาโดยตลอดก็คือการออกแบบ Port หรือท่ออากาศ ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำงานของลำโพงระบบ Bass Reflex ซึ่งมีรูปแบบแตกต่างกันไป โดยการออกแบบด้วยเทคโนโลยี Power Port สำหรับที่ใช้ในลำโพงอนุกรม The Reserve เป็นแบบ X-Port ที่เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด

ซึ่งมีชื่อเรียกเฉพาะว่า Power Port 2.0

 

X-Port ที่เป็นสิทธิบัตรเฉพาะนี้ จะทำหน้าที่ขจัดเสียงรบกวนไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้น เมื่อคลื่นอากาศเคลื่อนผ่านพอร์ตออกจากตู้ไปด้วยความเร็วสูง ซึ่งเป็นข้อด้อยและเป็นจุดอ่อนของลำโพงระบบท่ออากาศแต่ไหนแต่ไรมา โดยท่ออากาศแบบ X-Port ทำให้ผู้ฟังมั่นใจได้ว่า จะสามารถสัมผัสประสบการณ์ฟังที่เข้าถึงดนตรีจริงได้อย่างเต็มอิ่ม อันพร้อมไปด้วยรายละเอียดของเสียงในย่านความถี่ต่ำที่ปราศจากความพร่าเพี้ยน และปลอดจากอาการบิดเบือน รวมทั้งยังให้สัมผัสได้กับเสียงในย่านความถี่กลางที่มีความชัดเจนยิ่งอีกด้วย

นอกจากออกแบบทางกายภาพของปากท่ออากาศเพื่อขจัดเสียงรบกวนไม่พึงประสงค์ดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว X-Port ยังมีระบบการทำงานที่ทำให้เสียงก้องสะท้อนภายในอันเนื่องมาจากโครงสร้างตู้ หรืออาการรีโซแนนซ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หมดไปอย่างสิ้นเชิงอีกด้วย

ผลที่ได้จากการนำเทคโนโลยีอันผสมผสานกันระหว่างการออกแบบพอร์ตทางด้านกายภาพ และระบบการทำงานภายใน จึงช่วยให้ผู้ฟังสัมผัสได้ถึงเสียงเบสที่สะอาดสะอ้าน นุ่มนวล และปราศจากความพร่าเพี้ยนทุกรูปแบบ รวมทั้งยังให้ออกมาได้อย่างต่อเนื่อง ลื่นไหล เป็นไปตามธรรมชาติของคลื่นเสียงอย่างแท้จริง

อีกทั้งยังเป็นเบสที่มีความสมดุลสูง เหมาะกับการนำไปใช้งานทั้งในแง่ของการดูหนังและฟังเพลง ด้วยมิได้เป็นเสียงเบสให้ออกมามากเกินจนรู้สึกอึดอัด หรือมีน้อยเกินจนรู้สึกได้ว่าขาดหายไปนั่นเอง

บทความก่อนหน้านี้เขย่าสนาม : ศึกชิงเจ้าภาพลูกหนัง ‘ซูซูกิ คัพ’ ปูทาง ‘ช้างศึก’ สู่บัลลังก์อาเซียน
บทความถัดไปก่อสร้างและที่ดิน : อสังหาฯ ขาลง / นาย ต.