โดมิโนล้มในอัฟกานิสถาน! บทเรียนการสงคราม/ยุทธบทความ สุรชาติ บำรุงสุข

สุรชาติ บำรุงสุข

ยุทธบทความ

สุรชาติ บำรุงสุข

 

โดมิโนล้มในอัฟกานิสถาน!

บทเรียนการสงคราม

 

“หากแม้ทหารสหรัฐจะอยู่ [ในอัฟกานิสถาน] นานกว่านี้อีกหลายปีก็ไม่อาจเปลี่ยนทิศทางของเหตุการณ์ได้ อาจทำได้แค่เพียงเลื่อนระยะเวลา [ชัยชนะของทาลิบัน] ออกไปเท่านั้น… สิ่งที่รออยู่เบื้องหน้าไม่ใช่ภาพของความสุข [แน่นอน]”

Vanda Felbab-Brown (Brooking Institute)

 

วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นเหมือน “วันช็อกโลก”… หลังจากการต่อสู้อย่างยาวนานถึง 20 ปีในสงครามอัฟกานิสถาน กองกำลังของกลุ่มทาลิบันกลับเข้ามายึดคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถานอีกครั้ง

แม้รัฐบาลทาลิบันซึ่งถูกโค่นล้มด้วยกำลังทหารของสหรัฐหลังเหตุการณ์การโจมตีอาคารเวิลด์เทรดเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 แล้ว นักรบกลุ่มนี้ประสบความสำเร็จในการเดินทัพเข้าสู่คาบูลได้อีกอย่างไม่น่าเชื่อ

และผลของชัยชนะในครั้งนี้กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของการเมืองในเอเชียกลาง

ภาพชัยชนะของทาลิบันปรากฏในอีกด้านที่สนามบินคาบูล คือภาพของ “การหนีตาย” ของฝูงชนที่ต้องการเดินทางออกจากอัฟกานิสถาน

ภาพของความสับสนอลหม่านของผู้คนเป็นจำนวนมากเช่นนี้บ่งบอกถึงภาวะของประเทศที่แพ้สงคราม

และภาพเช่นนี้อาจทำให้เราต้องหวนรำลึกถึงภาพวันสุดท้ายของสงครามเวียดนามระหว่างการออกจากไซ่ง่อน กับการออกจากคาบูล

 

วันสุดท้ายที่ไซ่ง่อน

หลังจากการส่งสัญญาณผ่านสถานีวิทยุของทหารอเมริกันในไซ่ง่อนในวันที่ 29 เมษายน 1975 (พ.ศ.2518) แล้ว คนที่เกี่ยวข้องรับรู้อย่างดีว่าการอพยพออกจากเวียดนามใต้กำลังเริ่มขึ้น…

สัญญาณการแตกของไซ่ง่อนปรากฏเป็นระยะมาก่อน แต่ในวันที่ 29 นี้ กองกำลังเวียดนามเหนืออยู่ในระยะที่สามารถยิงปืนใหญ่ถล่มฐานทัพอากาศของสหรัฐในไซ่ง่อนได้ จนทำให้ในที่สุดการอพยพเหลือทางเดียวคือการใช้เฮลิคอปเตอร์

ดังนั้น ภาพของคนจำนวนมากที่พยายามหนีออกจากไซ่ง่อนด้วยเฮลิคอปเตอร์จากดาดฟ้าของสถานทูตอเมริกัน จึงเป็นภาพแทนที่ชัดเจนของการพ่ายแพ้สงครามเวียดนาม

วันนี้ภาพที่ไม่แตกต่างกันเกิดขึ้นที่คาบูล คนจำนวนมากพยายามหนีออกจากการแพ้สงคราม จนเกิดการเปรียบเทียบว่า สหรัฐหลังสงครามเวียดนามแพ้สงครามอีกครั้งที่อัฟกานิสถาน

จนไม่น่าเชื่อว่าหลังเหตุการณ์การโจมตีเวิลด์เทรด อันนำไปสู่สงครามอัฟกานิสถาน และตามมาด้วยการโค่นล้มรัฐบาลทาลิบันในปี 2001 แล้ว กลุ่มทาลิบันสามารถกลับเข้ายึดอำนาจรัฐได้อีก

แต่สงครามจบด้วยการถอนตัวของสหรัฐในปี 2021 แม้จะมีการประเมินก่อนหน้านี้ว่า สหรัฐไม่อาจเอาชนะสงครามครั้งนี้ได้ แต่ก็ไม่มีใครคิดว่าจุดสุดท้ายจะรวดเร็วเช่นนี้

20 ปีของสงครามอัฟกานิสถานปิดฉากลงแล้ว… หนึ่งในฉากสงครามที่สหรัฐต้องเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างยาวนานสิ้นสุดลง และสหรัฐไม่เป็นผู้ชนะ!

สงครามอัฟกานิสถานที่เริ่มต้นด้วยชัยชนะอย่างง่ายดายในทางทหารสำหรับรัฐบาลอเมริกัน และรัฐบาลทาลิบันถูกโค่นลงอย่างรวดเร็วในปี 2001 แต่ผลสุดท้ายกลับกลายเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง คือในวาระครบรอบ 20 ปีของเหตุการณ์การโจมตีเวิลด์เทรดและสงครามอัฟกานิสถาน กลุ่มทาลิบันสามารถพลิกกลับสถานการณ์ จน “รัฐมหาอำนาจใหญ่” อย่างสหรัฐต้องถอนตัวออก…

ในมุมมองทางทหาร สนามรบในอัฟกานิสถานเป็นดัง “สุสานของรัฐมหาอำนาจ” เพราะในยุคอาณานิคม กองทัพอังกฤษก็ไม่สามารถเข้าควบคุมพื้นที่นี้ได้อย่างแท้จริง อันทำให้อัฟกานิสถานเป็นหนึ่งในประเทศเอกราชในยุคอาณานิคม (ไม่แตกต่างจากสยาม)

ต่อมาในช่วงปลายยุคสงครามเย็น กองทัพของสหภาพโซเวียตไม่สามารถยึดครองและเอาชนะนักรบกองโจรในอัฟกานิสถานได้ จนต้องถอนตัวออกในปี 1989

และต่อมาในยุคสงครามต่อต้านการก่อการร้าย กองทัพสหรัฐอาจโค่นรัฐบาลทาลิบันลงได้ แต่สุดท้ายสหรัฐกลับไม่สามารถเอาชนะสงคราม จนต้องถอนทหารออก

ไม่น่าเชื่อว่าการอพยพในวันที่ 29 เมษายน 1975 หวนกลับมาเป็นภาพที่ “เขย่า” การเมืองโลกอีกครั้งในวันที่ 15 สิงหาคม 2021

ซึ่งน่าสนใจอย่างมากในอนาคตว่า ผลของของสงครามที่จบลงที่เป็นความพ่ายแพ้อีกครั้งของสหรัฐเช่นนี้ จะกระทบอย่างไรกับการเมืองระหว่างประเทศในอนาคต

โดยเฉพาะผลที่จะเกิดขึ้นกับการแข่งขันระหว่างรัฐมหาอำนาจใหญ่ในเอเชียกลาง

 

บทเรียนการสงคราม!

ผลลัพธ์ของสงครามที่เกิดเช่นนี้อาจมีข้อถกเถียงมากมายว่า อะไรคือปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นจนนำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาลอัฟกานิสถาน

และอาจไม่ต่างกับการถกแถลงเรื่องของสงครามเวียดนามที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

สงครามทุกสงครามมีบทเรียน และการพ่ายแพ้สงครามมีบทเรียนให้คนรุ่นหลังต้องเรียนรู้เสมอ

อีกทั้งการเรียนรู้จากความพ่ายแพ้อาจจะทำให้เราเห็นปัญหาชัดเจนมากกว่าการเรียนจากชัยชนะ แม้ความพ่ายแพ้จะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความขมขื่นสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องก็ตาม

ความพ่ายแพ้มาจากปัญหา 3 ประการหลัก คือ

 

– การประเมินขีดความสามารถของฝ่ายข้าศึก

ในช่วงต้นสงครามอัฟกานิสถานจะเห็นได้ว่ากลุ่มทาลิบันพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว จนทำให้เกิดการประเมินของฝ่ายตะวันตกว่ากลุ่มดังกล่าวได้แพ้อย่างย่อยยับไปแล้ว และโอกาสฟื้นตัวในทางทหารมีอยู่น้อยมาก

แต่ในความเป็นจริงหลังจากความพ่ายแพ้ดังกล่าว กลุ่มสามารถฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ดังจะเห็นได้ว่ากลุ่มขยายปฏิบัติการทหารอย่างต่อเนื่อง และขยายพื้นที่การควบคุมเพิ่มขึ้นในแต่ละปีมาโดยตลอด อีกทั้งกลุ่มยังสามารถต่อสู้กับกองกำลังของรัฐบาลและกำลังของฝ่ายพันธมิตรได้ แม้จะมีกำลังน้อยกว่า

หากเปรียบเทียบกำลังรบ มีประมาณการว่ากำลังติดอาวุธของกลุ่มทาลิบันมีราว 75,000 นาย และไม่ได้มียุทโธปกรณ์ทันสมัยที่สามารถเปรียบเทียบได้กับกองทัพของตะวันตก

แต่ไม่ต่างจากยุคสงครามเย็น นักรบของทาลิบันมีความเชื่อว่าพวกเขาต่อสู้บนอุดมการณ์ของโลกมุสลิม ในขณะที่ทหารและตำรวจของรัฐบาล ต่อสู้ในสงครามครั้งนี้เพื่อผลตอบแทนด้านเงินตรา

อีกทั้งฝ่ายตะวันตกอาจจะละเลยประเด็นสำคัญว่า กลุ่มทาลิบันนอกจากมีสถานะเป็นองค์กรก่อการร้ายแล้ว กลุ่มมีความเป็นขบวนการทางการเมืองอีกด้วย

ฉะนั้น กลุ่มจึงขยายฐานสนับสนุนทางการเมืองในหมู่ประชาชนได้อย่างมาก

ดังจะเห็นได้ว่าแม้รัฐบาลทาลิบันอาจจะถูกโค่นล้มลง แต่กลุ่มยังดำรงความเป็นขบวนการทางการเมืองและเปิดการเคลื่อนไหวในพื้นที่ต่างๆ

 

– การประเมินขีดความสามารถทางทหารของฝ่ายรัฐบาล

กองกำลังความมั่นคงของอัฟกานิสถานมีขีดความสามารถทางทหารในการรับมือกับการรุกของฝ่ายทาลิบันต่ำกว่าที่หลายฝ่ายประเมิน

หากเปรียบเทียบแล้ว กองทัพอัฟกานิสถานมีขนาดใหญ่กว่า และมีอำนาจทางยุทโธปกรณ์สูงกว่าฝ่ายต่อต้านอย่างมาก

ตัวเลขกำลังพลของกองทัพอัฟกานิสถานมีประมาณ 300,000 นาย (ตัวเลขในรายงาน และตัวเลขจริงน้อยกว่านี้)

นอกจากนี้ หน่วยรบพิเศษของอัฟกานิสถานที่ได้รับการฝึกและการติดอาวุธอย่างดีจากกองทัพสหรัฐ จนสามารถเทียบเคียงได้กับกำลังรบพิเศษในภูมิภาค ซึ่งน่าจะต้านทานข้าศึกได้ในระยะเวลาหนึ่ง เพราะข้าศึกไม่ได้มีขีดความสามารถทางทหารเหนือกว่ากำลังรบของรัฐบาล

การแตกของคาบูลอย่างง่ายดายจึงเป็นการ “ช็อก” ในทางการเมืองและการทหาร

แต่ในอีกด้านก็พบว่าเสียงของประชาชนชาวอัฟกานิสถานที่เคยสนับสนุนการคงทหารอเมริกันไว้ในประเทศลดลงจากร้อยละ 90 ในช่วงทศวรรษที่แล้ว เหลือเพียงร้อยละ 55 ในปีปัจจุบัน

ดังนั้น หากมองในมิติของกำลังรบแล้ว กองทัพอัฟกานิสถานน่าจะรับมือกับการรุกทางทหารของกลุ่มทาลิบันได้ และน่าจะมีเวลาอย่างน้อยอีก 2-3 ปี ซึ่งก็จะเป็นช่วงเวลาเหลือให้ทำเนียบขาวและรัฐบาลอัฟกานิสถานมีโอกาสพอที่จะเตรียมรับมือกับการโจมตีที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

แต่ขีดความสามารถในความเป็นจริงกลับพบว่า กองทัพอัฟกานิสถานมีกำลังพลน้อยกว่าตัวเลขในรายงาน มีปัญหาคอร์รัปชั่นภายในกองทัพอย่างมาก

และผู้นำทหารและรวมถึงผู้นำรัฐบาลอีกส่วนแสวงหาผลประโยชน์และความมั่งคั่งให้แก่ตนเอง

 

– ปัญหาประสิทธิภาพของรัฐบาล

ปัญหาสำคัญเกิดจากความล้มเหลวของรัฐบาลอัฟกานิสถานเอง แม้จะมีความพยายามอย่างมากที่จะสร้างประชาธิปไตยโดยการผลักดันของรัฐบาลตะวันตก ดังจะเห็นได้ว่ามีการร่างรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง เป็นต้น

แต่ความเป็นจริงของรัฐบาลกลับพบความขัดแย้ง และการต่อสู้ของกลุ่มต่างๆ ในการแย่งชิงอำนาจ

จนคำว่า “รัฐบาลเอกภาพ” ที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาของประเทศ กลับมีสภาพเป็น “รัฐบาลไร้เอกภาพ” และไม่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้

รัฐบาลไม่ได้รับความเชื่อถือจากประชาชน และไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนอีกด้วย

ดังจะเห็นจากการเลือกตั้งในปี 2019 ว่า คนออกมาเลือกตั้งเพียง 1.8 ล้านคน ทั้งที่ประเทศมีประชาชน 39 ล้านคน

แม้ทำเนียบขาวมีความหวังในอีกด้านว่า รัฐบาลเอกภาพของอัฟกานิสถานน่าจะเกิดขึ้นได้จริง เพราะพวกเขาต้องเผชิญกับภัยคุกคามร่วมกันจากการรุกของกลุ่มทาลิบัน

แต่สิ่งนี้ก็เป็นเพียงความหวัง และความจริงทางการเมืองคือ รัฐบาลคาบูลมีความอ่อนแออย่างมาก ไร้เอกภาพในการต่อสู้กับภัยคุกคาม และไร้ความเป็นผู้นำทางการเมืองเพื่อกำหนดแนวทางการต่อสู้กับฝ่ายต่อต้าน

ความพ่ายแพ้อย่างรวดเร็วจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แม้สหรัฐจะทุ่มงบประมาณมากมายเพื่อสนับสนุนรัฐบาลคาบูล ซึ่งประมาณว่าในช่วง 20 ปีของสงครามนั้น สหรัฐทุ่มงบประมาณถึง 2 ล้านล้านเหรียญอเมริกัน แต่ก็ไม่ช่วยให้รัฐบาลคาบูลชนะ

และงบฯ ช่วยเหลือจำนวนมหาศาลจากสหรัฐกลับเป็นแหล่งของการคอร์รัปชั่น

 

การแข่งขันในเอเชียกลาง

ผลจากสภาพเช่นนี้ในที่สุดแล้ว ทำให้เกิดการพลิกผันของสถานการณ์ในอัฟกานิสถานอย่างคาดไม่ถึง… 20 ปี หลังเหตุการณ์เวิลด์เทรดและสงครามอัฟกานิสถาน กลุ่มทาลิบันกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง จนสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นหนึ่งในความท้าทายของการเมืองโลกปัจจุบัน

โดยเฉพาะคำถามว่าอัฟกานิสถานจะกลับไปเป็น “สวรรค์ของผู้ก่อการร้าย” หรือไม่… สิทธิและเสรีภาพทางการเมือง โดยเฉพาะในส่วนของสตรีและเด็ก จะยังคงมีอยู่ต่อไปหรือไม่…

รัฐบาลทาลิบันจะคงความเป็นจารีตนิยมอย่างสุดขั้วในอนาคตหรือไม่ เป็นต้น

ในอีกด้านการจับมือระหว่างผู้นำทาลิบันและผู้นำรัฐบาลจีนส่งสัญญาณว่า อัฟกานิสถานใหม่เป็นพันธมิตรกับจีนในการต่อสู้กับสหรัฐในเวทีการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจ

จนต้องกล่าวว่า อัฟกานิสถานกลับสู่ประวัติศาสตร์ของการแข่งขันของชาติมหาอำนาจใหญ่อีกครั้งในศตวรรษที่ 21!

บทความก่อนหน้านี้กรมสุขภาพจิต ชวนสร้างภูมิคุ้มกันใจด้วย “อึด ฮึด สู้” ให้คนไทยเดินหน้าต่อ ด้วยความหวัง ให้คนไทยเดินหน้าต่อ ด้วยความหวัง
บทความถัดไปสำรวจปฏิบัติการสร้างความกลัว ของทาลิบัน ก่อนกลับมาครองอัฟกานิสถาน/บทความพิเศษ ไซเบอร์ วอชเมน