‘หลัง’ ดูรายการ ‘รู้ไหมใครโสด’ : ธงทอง จันทรางศุ

ธงทอง จันทรางศุ

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้องอยู่บ้านเป็นประจำยาวนานกว่าปกติทำให้ผมมีโอกาสได้ชมรายการโทรทัศน์ต่างๆ ในแต่ละวันมากกว่าแต่ก่อน

บางรายการเคยดูแต่เพียงผ่านตา คราวนี้ก็ได้ดูแบบจริงจังเสียที

หนึ่งในจำนวนนั้นคือรายการ “รู้ไหมใครโสด”

รูปแบบรายการในค่ำคืนที่ผมดูเมื่อวานนี้ก็จะมีคนผู้หญิงคนหนึ่งมาเป็นแขกรับเชิญคนสำคัญ มีคุณผู้ชายอีกห้าคนมาเป็นตัวเลือก

มี “กูรู” สี่คน คอยให้คำแนะนำคุณผู้หญิงซึ่งเป็นคนโสดให้เธอสามารถเลือกชายโสดได้ถูกตัวถูกใจไปเป็นคู่ควงรับประทานอาหารมื้อค่ำซึ่งเป็นรางวัลจากทางรายการ

ที่บอกว่าเลือกได้ถูกตัวถูกใจนั้น เพราะมีโอกาสผิดได้หลายประตู เนื่องจากคุณผู้ชายห้าคนที่เป็นตัวเลือกนั้นใช่ว่าจะเป็นคนโสดทั้งหมดเสียเมื่อไหร่

บางคนมีเจ้าของแล้ว และบางคนก็ไม่มองหญิง

ใครอยากทราบรายละเอียดมากกว่านี้ก็ลองไปติดตามหาชมกันได้ เรื่องแบบนี้ไม่ยากครับ ถ้าอายุมากคราวผมแล้วทำไม่เป็น จะเรียกลูก-หลานมาทำให้ก็ได้ ลัดนิ้วมือเดี๋ยวก็สำเร็จผล

 

แต่เรื่องที่ผมตั้งใจจะชวนคุยในวันนี้ไม่ใช่เรื่องว่ารายการสนุกหรือไม่สนุกอย่างไร แต่เป็นข้อคิดที่ผุดขึ้นมาในใจเมื่อดูรายการจบแล้วว่า ถ้าคนรุ่นปู่-ย่า ตา-ยายของผมมานั่งดูรายการนี้พร้อมกันกับผม คุณย่าคุณยายหลายท่านคงเป็นลมหน้าจอทีวีไปเลยทีเดียว

เพราะเป็นไปไม่ได้เลยในยุคสมัยของท่านที่หญิงสาวหนึ่งคนจะมานั่งเลือกผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าห้าคน เพื่อตัดสินใจว่าจะไปกินข้าวเย็นแบบสองต่อสองกับใครดีโดยไม่เคยรู้จักมักคุ้นกันมาก่อน

ยังไม่ต้องคิดไปไกลถึงขนาดว่าหลังจากกินข้าวมื้อนั้นแล้วความสัมพันธ์จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร จะพออกพอใจกันหรือไม่ และสุดท้ายจะได้ใช้ชีวิตคู่กันไหม

นึกแต่เพียงเรื่องชาย-หญิงคู่นี้จะไปนั่งกินข้าวกันโดยลำพัง ไม่มีผู้ใหญ่ไปนั่งกำกับการโดยใกล้ชิด แค่นี้คุณย่าคุณยายก็งุนงงสงสัยเป็นกำลังแล้ว

ไม่ต้องย้อนหลังไปถึงยุคร้อยปีก่อนหรอกครับ หมุนนาฬิกาถอยหลังไปประมาณสี่สิบห้าสิบปีจากวันนี้ ความเคร่งครัดของสังคมไทยในเรื่องการคบหาสมาคมระหว่างชายและหญิงก็มีกติกาหลายข้อที่ต้องปฏิบัติตาม ไม่ได้เปิดกว้างหรือผ่อนคลายจนถึงขนาดที่แทบหากติกาไม่เจออย่างทุกวันนี้

 

เรื่องที่จะเล่าสู่กันฟังวันนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงและผมได้อยู่รู้เห็นเป็นพยานด้วย เรื่องมีอยู่ว่าเพื่อนสนิทของผมมีพี่สาวหนึ่งคน เป็นสาวสวยถึงเล่าลือกันในยุคนั้น สกุลรุนชาติก็ดี การศึกษาก็ดีและอะไรต่อมิอะไรก็ดีไปหมด จึงเป็นธรรมดาที่จะมีคุณผู้ชายหลายคนมาสนใจอยากคบหาสมาคมด้วย

แต่คุณผู้ชายทั้งหลายนี้ต้องเข้าตามตรอกออกตามประตูนะครับ จะมาทำทะเล่อทะล่า อยู่นอกสายตาอันแหลมคมของคุณพ่อคุณแม่ของเพื่อนผมไม่ได้เป็นอันขาด

ผมจำได้ดีว่าหลังจากคุณผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาเป็นที่รู้จักของครอบครัวเพื่อนผมได้ระยะหนึ่ง ถึงขีดขั้นที่จะชวนพี่สาวเพื่อนผมไปกินข้าว ไปดูหนังได้แล้ว

ขั้นตอนแรกจะไปกันโดยลำพังสองคนไม่ได้ครับ ต้องมีตัวประกันไปรู้เห็นเป็นพยานด้วย

บังเอิญผมและเพื่อนอีกสองสามคนก็รู้จักกับคุณผู้ชายคนนั้นเป็นอย่างดี เพื่อ “ความเหมาะสม” ตามประเพณีบ้านเมือง คุณผู้ชายรายที่ว่าจึงต้องชวนพี่สาวเพื่อนผม เพื่อนของผมผู้เป็นน้องชาย ผม และบางทียังต้องมีเพื่อนคนอื่นอีกหนึ่งคนหรือสองคนติดตามกันไปเป็นพรวนด้วย

เล่นแปรขบวนกันแบบนี้อยู่นานพักหนึ่งสมาชิกที่เป็นตัวประกันจึงพ้นจากหน้าที่ได้เพราะคุณพ่อคุณแม่ของเพื่อนผมวางใจแล้วว่าทุกอย่างเป็นไปตามทำนองคลองธรรมที่ควรจะเป็น

ควรเล่าต่อไปว่า การตัดสินใจขั้นตอนสุดท้ายว่าทั้งสองคนชอบเนื้อพึงใจกันและจะใช้ชีวิตคู่ด้วยกันเป็นการตัดสินใจที่อยู่บนพื้นฐานของความสมัครใจและความชอบใจของทั้งผู้ชายและผู้หญิง ไม่ใช่การคลุมถุงชนแบบโบราณ

ปัจจุบันนี้พี่สาวของเพื่อนผมและคุณผู้ชายรายดังกล่าวก็ยังใช้ชีวิตคู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

ทราบข่าวล่ามาเร็วว่า อีกไม่กี่วันข้างหน้าทั้งสองคนจะได้เป็นคุณปู่คุณย่าแล้ว

ผมจะพลอยเป็นคุณปู่แบบข้างเคียงไปด้วยก็คราวนี้แหละ อนิจจังสังขารไม่เที่ยงหนอ ฮา!

 

อย่างที่ผมเกริ่นมาตั้งแต่ต้นว่าถ้าเป็นเมื่อร้อยปีก่อน โอกาสที่ชาย-หญิงจะได้ใช้ชีวิตคู่ด้วยกันตามความสมัครใจโดยคบหาสมาคมดูใจกันจนถ่องแท้แล้วได้แต่งงานกัน แม้จะมีอยู่แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเช่นนั้นทุกคู่ไป จำนวนไม่น้อยเป็นเรื่องของการแต่งงานอยู่กินกันโดยความเห็นชอบจากผู้หลักผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย

การแต่งงานในลักษณะคลุมถุงชนที่ว่าโดยมากแล้วฝ่ายชายไม่สู้เดือดร้อน และตัวผู้ชายเองอาจจะเป็นต้นเหตุที่ไปวิ่งเต้นขอให้พ่อ-แม่ไปสู่ขอฝ่ายหญิงจากผู้หลักผู้ใหญ่ข้างโน้นก็เป็นได้ ถ้าความจริงมีอยู่ว่าทั้งชายและหญิงได้เคยประสบพบเห็น มีใจให้กันมาแล้วบ้าง เรื่องก็ลงเอยแบบแฮปปี้เอนดิ้ง

แต่ใช่ว่าจะเป็นอย่างนั้นเสียทุกคู่เมื่อไหร่ เรื่องนี้ยังพูดคุยย้อนตำนานกันได้อีกยาวครับ

ข้อใหญ่ใจความสำคัญก็คือ มาถึงทุกวันนี้ ดูเหมือนว่าการคลุมถุงชนนั้นเป็นอันยกเลิกไปโดยเด็ดขาดแล้ว โอกาสที่จะเลือกคู่ของคุณผู้หญิงเปิดกว้างมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ขึ้นต้นตั้งแต่การศึกษาอบรม ที่สตรีไทยไม่ได้ถูกปิดวงแคบจำกัดอยู่เพียงแค่การบ้านการเรือนในบ้านของตัวเอง

แต่เวลานี้ผู้หญิงได้ออกไปเรียนหนังสือตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ โอกาสในการทำงานก็เคียงบ่าเคียงไหล่หรือบางทีก็ก้าวหน้าเกินกว่าชายไทยเสียด้วยซ้ำ

จะเดินทางไปไหนมาไหนก็ไม่ต้องการให้มีพี่ชายหรือคุณพ่อเดินเป็นผู้กำกับติดตัวไปอีกแล้ว

ไปไหนคนเดียวก็ได้ สบายจะตายไป

สำหรับสังคมเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองใหญ่ผมเข้าใจว่าฐานะของหญิงไทยกำลังเดินไปในแนวนี้อย่างชัดเจน

 

อย่างไรก็ดี ผมยังมีข้อสงวนอยู่บ้างสำหรับสังคมชนบทที่โอกาสของผู้หญิงอาจจะยังไม่เปิดกว้างเท่ากับสังคมเมืองร้อยเปอร์เซ็นต์ ของอย่างนี้ต้องใช้เวลา แต่ผมก็เชื่อและพยากรณ์ว่าความเปลี่ยนแปลงจะเดินไปในทิศทางอย่างเดียวกันกับสังคมเมืองในที่สุด

น่าตลกขบขันอยู่ไม่น้อยถ้านึกย้อนอดีตว่า สังคมไทยยุคโบร่ำโบราณเด็กหญิงไม่ได้รับโอกาสในการเรียนหนังสือให้อ่านออกเขียนได้ เฉพาะแต่เด็กชายเท่านั้นจึงได้ไปเรียนหนังสือกับพระหรือครูที่วัด ส่วนเด็กหญิงก็ฝึกวิชาหุงข้าวต้มแกงเย็บผ้าผ่อนท่อนสไบอยู่กับบ้าน

เด็กผู้หญิงบ้านไหนอ่านหนังสือได้ เขียนหนังสือคล่องแคล่ว ผู้ใหญ่ก็กลัวกันไปว่าจะใจแตก ประเดี๋ยวจะไปเขียนเพลงยาวโต้ตอบกันกับผู้ชายที่มาเกี้ยวพาราสีเสียนี่ปะไร

อย่ากระนั้นเลย เธอจงอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ต่อไปเถิด

แล้วมาดูทุกวันนี้สิครับ เมื่อไม่กี่วันมานี้เพิ่งจะประกาศผลการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย เฉพาะคณะนิติศาสตร์ที่ผมเป็นครูสอนพิเศษอยู่ สถิติจำนวนนักเรียนที่สอบคัดเลือกเข้ามาเป็นนิสิตปีหนึ่งได้ เป็นนักเรียนหญิงมากกว่านักเรียนชายหลายเท่าตัวมาเกือบยี่สิบปีแล้ว

โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วชนิดที่เรากะพริบตาไม่ทันกันเลยทีเดียว

 

เรื่องอาชีพการงานเดี๋ยวนี้ก็แทบจะไม่มีเส้นแบ่งระหว่างผู้หญิงผู้ชายอีกต่อไปแล้ว

เมื่อราวยี่สิบปีก่อน กติกาการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาในคณะสัตวแพทย์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ทางคณะแบ่งเป็นสัดส่วนไว้เลยทีเดียวว่า จะรับนิสิตชาย 50 คน ขณะที่รับนิสิตหญิงเพียงแค่ 20 คน การแบ่งจำนวนรับชาย-หญิงเช่นนี้ทำมากันตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว

วันหนึ่งเกิดมีคำถามว่า การแบ่งจำนวนเป็นสองฟากเช่นว่านั้นทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในเมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดว่ารัฐต้องไม่เลือกปฏิบัติต่อบุคคลทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกปฏิบัติโดยสาเหตุใดก็ตาม รวมทั้งการเลือกปฏิบัติเพราะ “เพศ” ในกรณีนี้ด้วย

ประเด็นนี้เมื่อถามย้อนกลับไปว่าทำไมจึงต้องกำหนดสัดส่วนไว้อย่างนั้น

คำตอบที่ได้รับก็คือ เมื่อเรียนจบเป็นสัตวแพทย์แล้วต้องออกไปทำงานต่างจังหวัด ต้องไปอยู่กับช้างม้าวัวควายที่บ้านนอก ผู้หญิงส่วนมากไม่ยอมไปทำงานหัวเมือง แต่ก็ทำงานไม่สมบุกสมบันเท่าผู้ชาย จึงต้องตั้งกติกาดังกล่าวไว้ที่ประตูขาเข้าก่อนเข้าสู่วิชาชีพเลยทีเดียว

คำอธิบายอย่างที่ว่าเวลานี้ก็พิสูจน์ไม่ได้เสียแล้วว่าเป็นจริงเสมอไป

สัตวแพทย์หญิงจำนวนไม่น้อยสามารถทำงานหามรุ่งหามค่ำและแกร่งในทุกสถานการณ์ไม่แพ้ใคร

สุดท้ายแล้วกติกาการแบ่งสัดส่วนดังกล่าวก็เป็นอันว่าต้องยกเลิกไปและเปิดกว้างให้ใครก็ได้ที่มีความรู้ความสามารถและสนใจอยากจะเป็นสัตวแพทย์สามารถสอบคัดเลือกเข้ามาเรียนหนังสือในคณะนี้ได้ ไม่เลือกว่าชายหรือหญิง

 

การที่คนอายุ 60 ปีล่วงแล้วดูรายการรู้ไหมใครโสดเมื่อคืนนี้ ดูแล้วมาคิดเพ้อเจ้ออะไรต่อ ย่อมทำให้ผมได้สติว่า ในโลกแห่งความเป็นจริงไม่มีอะไรหยุดนิ่งอยู่กับที่

ไม่ต้องดูไปใกล้ถึงเรื่องการบ้านการเมืองหรอก ดูแต่เพียงวิถีชีวิตความเป็นไปของมนุษย์ชาย-หญิงที่อยู่รอบตัวเรา ใครเลยจะนึกว่าผู้หญิงจะมานั่งในรายการทีวีแล้วเลือกผู้ชายที่ถูกใจไปกินข้าวด้วยกันด้วยความหวังว่าจะได้รู้จักมักคุ้นกันมากขึ้นและอาจจะได้ร่วมชีวิตกันในวันข้างหน้า

คนแก่ดูทีวีแล้วเขินจัง

ถ้าคิดให้ถี่ถ้วนต่อไปอีกชั้นหนึ่ง เราจะมองเห็นมุมมองที่เปิดกว้างของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ติดยึดกับกรอบคิดดั้งเดิม มีค่านิยมที่เป็นสากลมากขึ้น เห็นความเท่าเทียมกันของมนุษย์เป็นสำคัญ คุณค่าของการวินิจฉัยว่าสิ่งใดทำได้ สิ่งใดทำไม่ได้ ได้เปลี่ยนแปรไปจากคุณค่าเดิมที่เมืองไทยคุ้นเคย เพราะนอกจากเป็นพลเมืองไทยแล้วคนรุ่นใหม่ก็เป็นพลเมืองของโลกด้วย

ความเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ ผู้ใหญ่อย่างผมจะชี้นิ้ววินิจฉัยว่าผิดหรือถูกได้จริงหรือ

ยิ่งไปกว่านั้น อะไรคือผิด อะไรคือถูก เราใช้คุณค่าหรือมาตรฐานใดเป็นเกณฑ์ในการชี้วัด

ที่

พูดมาทั้งหมดนี้ ผมบอกตัวเองว่าผมไม่ได้มุ่งคัดค้านใคร แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ส่งเสริมให้ใครทำอะไรหรือไม่ทำอะไร ลำพังผมคนเดียวไม่ใช่ผู้วิเศษของโลกที่จะสั่งการให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจปรารถนา ถ้าเผลอไปนึกเข้าอย่างนั้นเมื่อไหร่ ใจผมก็จะวุ่นวายและจมอยู่ในกองทุกข์ เพราะโลกไม่เป็นไปอย่างที่ใจผมต้องการ

ตรงกันข้าม ถ้ามองโลกด้วยความเข้าใจ ด้วยความรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงเป็นไป ใจของเราจะมิเป็นสุขมากกว่าหรือ

คิดได้อย่างนี้แล้ว นอนหลับสบายเป็นบ้า

ลองกินยานอนหลับขนานนี้นะครับ รับรองกินแล้วไม่มีผลข้างเคียงแต่อย่างใด

บทความก่อนหน้านี้‘ภูมิธรรม’ ลั่นไม่เอาระบบจัดสรรกลายพันธุ์ เชื่อ รธน.40 เป็นปชต.หากปรับบนรากฐานที่ดี
บทความถัดไปโปรดอดใจรอ! ‘โน้ส อุดม’ ประกาศเลื่อน ‘เดี่ยว 13’ ไป เม.ย.ปีหน้า