จาก ‘ช่อ’ พิสูจน์ ‘ฉ้อ’? ถึงคิว ‘ประสิทธิ์ เจียวก๊ก’ โชว์ความสะอาด คืนเงินเจ้าของแผ่นดิน /อาชญา ข่าวสด

อาชญา ข่าวสด

 

จาก ‘ช่อ’ พิสูจน์ ‘ฉ้อ’?

ถึงคิว ‘ประสิทธิ์ เจียวก๊ก’

โชว์ความสะอาด

คืนเงินเจ้าของแผ่นดิน

 

กลายเป็นเรื่องที่ทำให้ “สังคมคนดี” ปั่นป่วนขึ้นมาทีเดียว เมื่อนักธุรกิจชื่อดังที่ผ่านการโปรโมตตัวเองผ่านสื่อต่างๆ สร้างชื่อว่าเป็นนักธุรกิจใจบุญ มีภาพถ่ายเคียงคู่กับผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองมากมาย

อีกทั้งประกาศตัวทำโครงการ “คืนคุณแผ่นดิน” อย่างนายประสิทธิ์ เจียวก๊ก ถูกระบุว่าเป็นเครือข่ายฉ้อโกง หลอกลวงคนมาร่วมลงทุน จนมีผู้เสียหายนับพันล้านบาท

แถมนายประสิทธิ์นี้เองก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่กลับเป็นบุคคลที่ถูกระบุว่าอยู่เบื้องหลังของปฏิบัติการจิตวิทยา หรือไอโอของกองทัพบก ที่อดีตพรรคอนาคตใหม่ระบุว่าปฏิบัติการด้อยค่าประชาชน

โดยให้ใช้เซิร์ฟเวอร์ของบริษัทดำเนินโปรแกรมทวิตเตอร์บอร์ดคาสต์

ขณะที่เจ้าตัวเองก็ออกมาตอบโต้กลับโดยพลัน พร้อมยอมรับเป็นวิทยากรโรงเรียนจิตอาสาพระราชทาน และให้ความรู้เกี่ยวกับโซเชียลมีเดียจริง

พร้อมย้ำจุดยืนปกป้องสถาบัน

น่าเสียดายยังไม่ทันจะได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องไอโอ

เรื่องฉ้อโกงก็เป็นบาดแผลสดใหม่ ที่รอการพิสูจน์ว่าโปร่งใสจริงอย่างที่กล่าวอ้างหรือไม่!??

จับแก๊งตุ๋น ‘ประสิทธิ์ เจียวก๊ก’

เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นข่าวโด่งดัง เมื่อ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผบก.ป. เปิดแถลงข่าวเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ถึงผลปฏิบัติการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 9 จุด ทั้งใน กทม.และปริมณฑล เพื่อจับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายบริษัทชื่อดังที่หลอกลวงนักลงทุน

โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 ราย คือ พ.ต.พญ.อมราภรณ์ วิเศษสุข ประธานโครงการเที่ยวเพื่อชาติ น.ส.ณัฐวรรณ อุตตมะปรากรม อายุ 33 ปี น.ส.สิริมา เนาวรัตน์ อายุ 37 ปี และนายกิตติวัฒน์ อ่วมอารีย์ อายุ 40 ปี ทั้งหมดเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหาฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน

ผู้ต้องหากลุ่มนี้ ร่วมกันตั้งบริษัทขึ้นมาหลายแห่งในลักษณะเครือข่ายใหญ่ เพื่อชักชวนให้ผู้เสียหายนำเงินมาร่วมลงทุนหลายรูปแบบ ชักชวนซื้อแพ็กเกจทัวร์ที่ไม่มีการจัดท่องเที่ยวจริง ลงทุนรูปแบบสหกรณ์ ซื้อขายของแบรนด์เนมออนไลน์ ปล่อยให้เช่า โดยผู้ลงทุนไม่เคยเห็นสินค้า รวมทั้งร่วมลงทุนซื้อทองคำแล้วมาลงทุนตามโปรโมชั่นของบริษัท

การลงทุนทั้งหมด อ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูง ช่วงแรกๆ ก็จะจ่ายเงินค่าตอบแทนจริง เพื่อให้ผู้เสียหายตายใจและนำเงินมาลงทุนเพิ่มอีก

แต่หลังจากนั้นก็จะเริ่มบ่ายเบี่ยงไม่ยอมจ่ายเงินผลตอบแทน หรือคืนเงินลงทุนให้กับผู้เสียหายตามที่ตกลงกันไว้ ก่อนจะขาดหายการติดต่อไปในที่สุด ที่ผ่านมามีผู้ตกเป็นเหยื่อนับพันราย มูลค่าความเสียหายกว่าพันล้านบาท ผู้เสียหายจึงรวมตัวเข้าแจ้งความไว้ที่ บก.ปอศ.

ล่าสุดยังเหลือผู้ต้องหาอีกเพียง 2 รายที่อยู่ระหว่างหลบหนี จึงอยากฝากบอกด้วยว่า หากมั่นใจว่าไม่ผิดก็ขอให้เข้ามามอบตัว

สำหรับผู้ต้องหาเครือข่ายดังกล่าวที่ยังอยู่ระหว่างการหลบหนีอีก 2 รายคือ นายกิตติศักดิ์ เย็นนานนทน์ และอีกคนก็คือหัวหน้าใหญ่ นายประสิทธิ์ เจียวก๊ก ประธานโครงการ “คืนคุณแผ่นดิน”

ที่ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นวิทยากรโรงเรียนจิตอาสา ที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังไอโอกองทัพบกนั่นเอง!??

ย้อนนาที ‘ช่อ’ แฉพิรุธ

โดยหากย้อนกลับไปเมื่อปลายปี 2563 น.ส.พรรณิการ์ วานิช หรือช่อ แกนนำคณะก้าวหน้า เคยแถลงข่าวเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2563 ใช้ชื่อในการแถลงว่า “เปิดวงจรอุบาทว์ไอโอ ผู้มูฟออนเป็นวงกลม” เปิดโปงรายละเอียดข้อมูลการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ของกองทัพและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

โจมตีว่าปฏิบัติการไอโอของกองทัพ มีการใช้เซิร์ฟเวอร์เดียวกับของแอพพลิเคชั่น M-Help Me ของนายประสิทธิ์

แถมยังพบว่า นายประสิทธ์ยังเข้าไปยังมีกิจกรรมต่างๆ เช่น การเข้าไปจัดหลักสูตรอบรมวิธีบู๊ตโพสต์ และวิธีจัดการทวิตเตอร์ โดยใช้แพลตฟอร์มทวิตเตอร์บรอดคาสต์ และฟรีแมสเซนเจอร์ เพื่อใช้ในการประสานงานโพสต์ เฉพาะหน่วย พล.ร.2 รอ. มีถึง 17,562 บัญชี หากนับรวมแล้วทั้งหมดมีถึง 54,800 บัญชี

เมื่อถอดแอพพ์ทวิตเตอร์บรอดคาสต์ พบว่าเชื่อมต่อไปยังโดเมน mhelpme.com ที่จดทะเบียนเป็นบริษัท S-Planet ที่มีผู้บริหารคือ ชินนริทธิ์ โชติสุริยพงศ์ วิทยากรอบรมจิตอาสา ที่มีนายประสิทธิ์อยู่เบื้องหลัง

ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า นายประสิทธิ์เพิ่งโด่งดังมาในช่วง 3 ปีนี้ เป็นเจ้าของ M Group ที่เป็นผู้ทำ application M-Help Me มีกิจกรรมต่างๆ ที่หลากหลายน่าสนใจ ลงเรียนหลักสูตรของจิตอาสาพระราชทาน เป็นผู้ถวายผ้ากฐินพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รับเกียรติเข้าไปบรรยายหลักสูตรพิเศษ อบรมการใช้โซเชียลของโรงเรียนจิตอาสาพระราชทาน 904 เข้านอก-ออกในกองทัพ มีภาพคู่กับผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างๆ อย่างสนิทสนม

ไม่เพียงแค่นั้น บริษัท M Group ของประสิทธิ์มีบริษัทในเครือถึง 20 บริษัท แต่เมื่อตรวจสอบการเงินของบริษัทในเครือทั้งหมด พบว่า 18 จาก 20 บริษัทขาดทุนสะสม หลายบริษัทล้มละลายทางบัญชี มีหนี้สินเกินทุน

นอกจากนี้ บริษัทในเครือยังเคยถูกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) เตือนไม่ให้ขายหุ้นกู้ให้กับประชาชนในลักษณะที่เคยทำ สุดท้ายเมื่อไม่เชื่อฟังจึงถูกปรับโดย กลต. เป็นมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท

ไม่น่าไว้วางใจอย่างยิ่ง!??

ขณะที่นายประสิทธิ์ออกมาตอบโต้ ยอมรับอยู่เบื้องหลังปฏิบัติการจริง เพราะเป็นประชาชนที่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ยินดีให้กองทัพใช้เซิร์ฟเวอร์ และแอพพลิเคชั่น พร้อมแจ้งความ บก.ปอท.เอาผิดช่อ พรรณิการ์ ที่กล่าวหาว่าทำธุรกิจไม่ชอบมาพากล

 

ยังไม่ทันพิสูจน์ก็ถูกดำเนินคดีเสียก่อน

ศาลไม่ให้ประกัน-นอนคุก

สําหรับนายประสิทธิ์นั้นถือเป็นนักธุรกิจดาวรุ่งพุ่งแรง ที่ปรากฏตัวผ่านสื่อหลากหลาย ทั้งรายการเจาะใจ รายการคนค้นฅน โดยเนื้อหาจะพูดถึงชีวิตความเป็นมาของนายประสิทธิ์ ระบุเป็นอันธพาลกลับใจ จนมาเป็นนักธุรกิจพันล้าน เป็นผู้นำในแวดวงธุรกิจการท่องเที่ยว เป็นผู้คิดค้นและเจ้าของลิขสิทธิ์ แอพพลิเคชั่น M-Help Me “Save Your Life” ที่จะยิ่งใหญ่กว่ากูเกิล และโดดเด่นด้วยตำแหน่งประธานโครงการ “คืนคุณแผ่นดิน”

นอกจากนี้ ยังพบภาพถ่ายกับบุคคลอื่นๆ มากมาย ทั้ง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม และร่วมกิจกรรมกับกองทัพมากมาย ซึ่งทั้งหมดนี้ รายงานสอบสวนระบุว่าเป็นความพยายามสร้างตัวตนมาให้เป็นที่เชื่อถือ เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์ในการต้มตุ๋นฉ้อโกง!??

สำหรับเรื่องคดี นายประสิทธิ์รุดเข้ามอบตัวกับตำรวจ บก.ป. เจ้าหน้าที่สอบสวนและส่งฝากขัง

พร้อมระบุคำร้องฝากขังว่า ก่อนหน้านี้นายอติชาติ เลาหะพิบูลกุล ผู้เสียหายกับพวกรวม 19 คน ได้รับเชิญไปงานเปิดตัวบริษัท วีเลิฟ ยัวแบ็ก (ไทยแลนด์) จำกัด จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2563 ที่โรงแรมทริปเปิ้ลวาย ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ โดยมีผู้ต้องหากับพวก ร่วมกันประกาศโฆษณาเชิญชวนให้ประชาชนมาร่วมลงทุนในธุรกิจซื้อ-ขายและเช่ากระเป๋าแบรนด์เนมผ่านบริษัทดังกล่าว

อ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูง และมีฐานลูกค้ากว่า 1 แสนราย ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อตัดสินใจเข้าร่วมลงทุน และได้รับผลตอบแทนทุกวันที่ 30 ของเดือน แต่ปรากฏว่ามิได้มีการจ่ายเงินตอบแทนตามที่สัญญาตกลงกันไว้แก่ผู้เสียหาย จึงทวงถามทั้งทางโทรศัพท์และทางไลน์ แต่เริ่มติดต่อได้ยากขึ้น จึงเชื่อว่าถูกหลอกลวง

ทั้งนี้ ไม่พบว่ามีการลงทะเบียนทางศุลกากรจริง และผู้เสียหายไม่ได้รับเงินตอบแทนแต่อย่างใด ทำให้เกิดความเสียหายทั้งสิ้น 21,583,846 บาท

พร้อมระบุว่า ขอคัดค้านการปล่อยชั่วคราว เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง หากให้ประกันตัวผู้ต้องหาน่าจะหลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐานได้ อีกทั้งมีประชาชนตกเป็นผู้เสียหายจำนวนมาก

ขณะที่ศาลพิจารณายกคำร้องประกันตัว ส่งคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ด้านเจ้าตัวยังยืนยันว่าถูกกลั่นแกล้ง พร้อมพิสูจน์ตัวเอง เชื่อมั่นในความบริสุทธิ์

ต้องพิสูจน์กันต่อไปตามกระบวนการยุติธรรม!??

บทความก่อนหน้านี้วิกฤตโควิดเรือนจำ ‘อภิมหาคลัสเตอร์’ เผือกร้อนในมือ ‘สมศักดิ์’ ร้อนลามถึง ‘ประยุทธ์’/บทความในประเทศ
บทความถัดไปจากกวางจูถึงกรุงเทพฯ/ชกคาดเชือก วงค์ ตาวัน