เปิดเกมร้าวลึกศึกแย่งเก้าอี้ ขย่มแม่บ้าน พปชร.พ้นทาง สะพัด ‘เสี่ยแฮงค์’ อาจทิ้ง ‘เลขาฯ พรรค’ รักษา ‘รมต.’ / บทความในประเทศ

บทความในประเทศ

 

เปิดเกมร้าวลึกศึกแย่งเก้าอี้

ขย่มแม่บ้าน พปชร.พ้นทาง

สะพัด ‘เสี่ยแฮงค์’ อาจทิ้ง ‘เลขาฯ พรรค’ รักษา ‘รมต.’

ต้องยอมรับว่า พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ที่เกิดขึ้นจากคนหลายกลุ่ม หลายก๊ก หลายก๊วน หลายมุ้ง มารวมตัวกัน

การบริหารจัดการภายในพรรคจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะไม่มีใครฟังใคร จนทำให้เห็นปัญหารอยร้าวจากภายในเกิดขึ้นไม่หยุดไม่หย่อน

ล่าสุดผลจากการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในโควต้าของพรรค ที่เดิมคาดว่าจะมีการขยับหลายตำแหน่ง เพราะมีความเคลื่อนไหวของ 4 ช. ที่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่พยายามล้อมหน้าล้อมหลัง ‘บิ๊กป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค ที่หวังจะได้ขึ้นเก้าอี้ว่าการ

กระทั่งมีชื่อ ‘เสี่ยแฮงค์’ อนุชา นาคาศัย ดีกรีเลขาธิการพรรค จะได้ขยับออกจากรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไปอยู่กระทรวงใหญ่ เพราะชื่อ แคนดิเดตของพรรคที่ออกมา มีเพียง ‘โอ๋’ ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ และ ‘เหน่ง’ ตรีนุช เทียนทอง ที่หลายคนคิดว่าเป็นรัฐมนตรีสมัยแรก ไม่น่าจะได้ขึ้นกระทรวงใหญ่ และมีการจัดโผ 4 ช. นั่งตรงนั้นตรงนี้กันเสร็จสรรพ

จนมีการปล่อยข่าวขย่มกันเองในพรรคว่า ‘เสี่ยแฮงค์’ มีเรื่องกับนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ถึงขั้นไล่ตบตีกันจน ‘บิ๊กป้อม’ ต้องตบโต๊ะห้ามศึก ท่ามกลางกระแสข่าว ‘เสี่ยแฮงค์’ ได้นั่งว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทำเอาข่าวนี้ทำลายชื่อเสียง ‘เสี่ยแฮงค์’ ได้ไม่น้อย

เว้นเสียแต่ว่าคนที่รู้จัก ‘เสี่ยแฮงค์’ ดี จะเชื่อว่านักเลงชัยนาทไม่มีทางทำร้ายผู้หญิง

บวกกับเรื่องการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส.เขต 3 นครศรีธรรมราช ที่ ‘ผู้กองมนัส’ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อาสานำทัพลงพื้นที่ แถมวันปราศรัยใหญ่ ยังยกทัพหลวง นำโดย ‘บิ๊กป้อม’ ขึ้นเวทีปราศรัย โดยมีผู้ใกล้ชิดบิ๊กป้อมเป็นคนจัดคิว และในคิวนั้นกลับไร้ชื่อเลขาธิการพรรคอย่าง ‘เสี่ยแฮงค์’ แต่เกมนี้ฝ่ายสามมิตรรู้ทัน จึงรีบบึ่งลงใต้ ขึ้นเวทีปราศรัยตัดหน้าใครบางคนได้สำเร็จ

ถือว่าเกมกีดกัน ‘เสี่ยแฮงค์’ เริ่มเกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ

 

จนกระทั่งโปรดเกล้าฯ รัฐมนตรีใหม่ มีเพียงชื่อชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และตรีนุช เทียนทอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรวงศึกษาธิการ ไร้ชื่อ ‘เสี่ยแฮงค์’ ที่ไม่ได้รับการโปรโมตให้ขึ้นรัฐมนตรีว่าการเหมือนเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

ขณะเดียวกันก็ไม่มีชื่อ 4 ช.ด้วย เป็นการสยบการเขย่าเก้าอี้ของ ‘บิ๊กป้อม’ ที่ใช้อำนาจหัวหน้าพรรค เพื่อไม่ให้คนในพรรคเคลื่อนไหวมากกว่านี้

เพราะก่อนหน้านี้ก็มี ส.ส.กทม.ออกมาผสมโรงด้วยเช่นกัน แต่เป็นการขยับตัวช้าไปเพราะว่าโควต้านี้มาจากการตกเก้าอี้ของ ‘ตั้น’ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และ ‘บี’ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ แต่ก็ยังแยกไม่ออกว่าเป็นโควต้า กทม. หรือโควต้าของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส.กันแน่

แม้จะจบปมศึกชิงเก้าอี้รัฐมนตรีไปแล้ว แต่ศึกเลื่อยขาเก้าอี้เลขาธิการพรรคยังไม่จบ

 

เพราะพรรคพลังประชารัฐกำลังจะมีการประชุมใหญ่สามัญประจำปีในเดือนเมษายนนี้ หลังจากที่ผ่านเทศกาลสงกรานต์ไปแล้ว โดยการประชุมใหญ่ครั้งนี้จะมีการปรับโครงสร้างพรรคใหม่ทั้งหมด เป็นการยกเครื่องกรรมการบริหารพรรคใหม่

แถมยังมีการระบุด้วยว่า การปรับโครงสร้างจะมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งเลขาธิการพรรค และลดจำนวนรองหัวหน้าพรรค จากที่มีอยู่ 8 คน ให้เหลือเพียง 3 คน เพื่อให้เกิดความเหมาะสม

โดยข่าวจากกลุ่ม 4 ช.ยืนยันชัดเจนว่า ก่อนเข้าสู่ตำแหน่งเลขาธิการพรรค ‘เสี่ยแฮงค์’ มีสัญญาใจว่าจะอยู่ในตำแหน่งเพียง 6 เดือน และจะปรับเปลี่ยนให้คนอื่นมาทำหน้าที่ ซึ่งเดิมเคยมีชื่อสันติ พร้อมพัฒน์ แต่ตอนนี้เปลี่ยนให้ ‘ผู้กองมนัส’ มาทำหน้าที่แม่บ้านแทน

เพราะที่ผ่านมา ‘ผู้กองมนัส’ ทุ่มเทกับการเลือกตั้งซ่อมในทุกพื้นที่ และสามารถคว้าชัยชนะมาได้ทุกครั้ง

จะขาดก็แต่การดูแล ส.ส.ไม่ทั่วทุกกลุ่ม เพราะจะดูแลแต่มุ้งของตัวเองโดยมีน้ำเลี้ยงมาจากหัวหน้าพรรค

 

ในขณะที่กลุ่มสามมิตรยืนยันเสียงดังฟังชัดว่าไม่เคยมีสัญญาใจว่าจะเปลี่ยนตัวเลขาธิการพรรคทุก 6 เดือน เพราะที่ผ่านมาก็ไม่มีพรรคไหนทำกัน

และตำแหน่งเลขาธิการพรรคเป็นเสียงของสมาชิกพรรคทั้งหมด ไม่ใช่เสียงจาก ส.ส.ในพรรค ดังนั้น หากจะมีการเลือกเลขาธิการพรรคใหม่ หัวหน้าพรรคจะต้องประกาศลาออกเพื่อให้มีการเลือกหัวหน้า รองหัวหน้า เลขาธิการพรรค และกรรมการบริหารพรรคใหม่ทั้งหมด

งานนี้จึงมีการแย็บถามว่า หากมีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคใหม่ จะมั่นใจได้อย่างไรว่า ‘บิ๊กป้อม’ จะได้กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค หากมีการเสนอชื่อแข่ง และได้เสียงรับรองจากสมาชิกพรรคที่มาร่วมประชุม นั่นจะเท่ากับเป็นการประลองพลังกันครั้งใหญ่ ซึ่งอาจจะถึงขึ้นแตกหักกันไปเลย

เสียงคำรามจากกลุ่มสามมิตรเริ่มแสดงท่าทีแข็งกร้าว เพื่อปกป้อง ‘เสี่ยแฮงค์’ ถึงขนาดที่สมศักดิ์ เทพสุดทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะรองหัวหน้าพรรค ออกมาพูดทีเล่นทีจริงว่า “ถ้าเปลี่ยนเลขาธิการพรรค จะให้ผมทำหน้าที่แทนหรือ”

ถึงวันนี้ต้องกลับมาดีดลูกคิดดูว่า กลุ่มไหน ก๊กไหน ก๊วนไหน มุ้งไหน มี ส.ส.ในมือมากกว่ากัน จะใช้ในการต่อรองตำแหน่งในพรรค เพราะกลุ่มสามมิตรเองผนึกกำลังร่วมกับกลุ่ม กทม. มี ส.ส.ในมือจำนวนหนึ่ง

ขณะที่กลุ่มผู้กองมนัสได้กลุ่มของวิรัช รัตนเศรษฐ มาสมทบ เพราะวิรัชเองได้ดันลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอย่างอธิรัฐ รัตนเศรษฐ ไปเป็นน้องเล็กในกลุ่ม 4 ช. ที่วนเวียนเทียวไล้เทียวขื่ออยู่ไม่ห่างกาย ‘บิ๊กป้อม’

แต่ลึกๆ ยังมีรอยร้าวเล็กๆ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา เพราะมีข่าวสะพัดมีการอมค่าขนมเกิดขึ้นจนเรื่องมาแดง ทำให้ต้องเคลียร์กันแบบค้างๆ คาๆ

 

งานนี้จึงต้องมาดูว่า เมื่อถึงวันประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคพลังประชารัฐที่จะมีขึ้นนั้น หวยจะออกไปทางไหน ‘บิ๊กป้อม’ ผู้มากบารมี จะควบคุมลูกพรรคไปในทิศทางเดียวกันได้หรือไม่ หรือต้องวัดพลังในการขนสมาชิกพรรคจากทุกสารทิศทั่วประเทศมาร่วมประชุมเพื่อโหวตเลือกกรรมการบริหารพรรคในทุกๆ ตำแหน่ง เพราะตามระเบียบข้อบังคับพรรค ไม่สามารถมีใครปลดเลขาธิการพรรคได้ นอกเสียจากเจ้าตัวลาออก เสียชีวิต หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

ดังนั้น หนทางเดียวที่จะบีบให้อนุชา นาคาศัย พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคได้คือ พล.อ.ประวิตรต้องลาออก เพื่อให้กรรมการบริหารพรรคพ้นไปทั้งคณะ

อย่างไรเสียยังมีความพยายามของบางคนอยากเป็นเลขาธิการพรรคจนใช้ทุกวิชาที่มีในการจำกัด ‘เสี่ยแฮงค์’ ให้พ้นทาง

จึงทำให้ ‘เสี่ยแฮงค์’ อาจจะถอยยกตำแหน่งให้ แต่เก้าอี้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ยังคงอยู่ เพื่อลดแรงเสียดทานให้เบาลง

ทว่าท้ายที่สุดทุกอย่างขึ้นอยู่กับ ‘ลุงป้อม’ คนเดียวเท่านั้น ว่าจะเดินเกมอย่างไร