เครื่องเคียงข้างจอ : 2564 ปีแห่งความท้าทาย / วัชระ แวววุฒินันท์

วัชระ แวววุฒินันท์

2564 ปีแห่งความท้าทาย

โลกเริ่มต้นปีใหม่ ปี 2564 ด้วยความท้าทายตั้งแต่วันแรกกันเลย

เพราะสิ่งที่คุกคามโลกมาตั้งแต่ปีก่อนคือ โควิด-19 ยังคงขยันอวดฤทธิ์เดชอย่างต่อเนื่องและไม่มีท่าทีจะบันยะบันยังเลย ยิ่งเราได้ใกล้วัคซีนเข้าไปเมื่อไหร่ เหมือนมันก็พยายามดิ้นหนีไปเรื่อยๆ

หรือนี่คือธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตที่ต้องพัฒนาตัวเองเพื่อความอยู่รอด

ดูจากข่าวที่พบการกลายพันธุ์ของไวรัสในพื้นที่ต่างๆ มากขึ้น โดยเริ่มเป็นข่าวที่สหราชอาณาจักร พบว่าไวรัสพันธุ์ใหม่มีอานุภาพการกระจายตัวมากกว่าเดิม…โอแม่เจ้า

และท้าทายว่าวัคซีนที่เพิ่งพัฒนาสำเร็จและเริ่มนำออกมาใช้ จะปราบเจ้าพันธุ์ใหม่นี้ได้มากน้อยแค่ไหน

อย่างที่บอกว่าเรามีความท้าทายตั้งแต่ต้นปี เพราะมนุษย์เราเป็นสัตว์สังคมที่ต้องเคลื่อนตัวเข้าหากัน โดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่เป็นเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ที่มนุษย์เราควรจะแฮปปี้ที่สุด

กลายเป็นช่วงของปีใหม่ที่เหงาหงอยและแห้งแล้งเสียนักแล้ว

แม้แต่ละหมุดหมายจะยังคงมีการเฉลิมฉลองด้วยการยิงพลุสวยงามตระการตาอย่างเคย แต่เมื่อขาดซึ่งผู้คนที่ร่วมบรรยากาศแห่งความสุขนั้นแล้ว ก็เหมือนเราได้นั่งดูรูปภาพสวยๆ ผ่านทางจอภาพเท่านั้น

เป็นการ Happy New Year ผ่านการไถหน้าจอไปมาระหว่างการเปลี่ยน พ.ศ.

ที่ประเทศไทยเองก็ฉลองปีใหม่ด้วยความตื่นกลัวและหวาดระแวงกับการแพร่ระบาดรอบสองของ        โควิด-19 ที่มีสาเหตุมาจากคลัสเตอร์ต่างๆ ทั้งแพกุ้งที่สมุทรสาคร ที่ลามไปถึงแรงงานต่างด้าว งานบิ๊กไบก์จนไปถึงบ่อนการพนัน ที่กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวชนิดที่ตำรวจและผู้มีอำนาจได้แต่กระอักกระอ่วนพูดจาได้ไม่เต็มปาก

จนถึงขั้นมีการกระแหนะกระแหนว่า โควิดเก่งกว่าตำรวจ ตรงที่หาบ่อนเจอ ส่วนตำรวจเจอแค่ “โกดัง”

เป็นการเริ่มต้นปีที่ท้าทายภาครัฐบาลว่า นอกจากปัญหาโควิด ปัญหาเศรษฐกิจแล้ว ปัญหาคอร์รัปชั่นและการใช้อำนาจในทางที่ผิดก็ระอุขึ้นมา ไม่นับปัญหาการเมืองที่รอเวลากลับมาเขย่าขวัญสั่นประสาทอีก
เป็นความท้าทายกับ “อารมณ์ของคน” ที่รู้สึกว่า ทำดีไม่ได้ดี

ภาครัฐอ่อนแอ การ์ดตก เพราะการโกงกิน และลุแก่อำนาจ แต่กลับมาถือไม้เรียวกับประชาชนที่ตั้งการ์ดแน่น และกำลังเดือดร้อนอดตายกัน

ความโหดร้ายของอารมณ์ฟาดงวงฟาดงาไปถึงบุคคลที่เหมือนเป็นที่รักและพึ่งพาเชื่อใจได้เสมอในช่วงที่ผ่านมาคือ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. คนเก่ง

ก็กลับพลั้งพลาดจากการสื่อสารจนปะทุอารมณ์โกรธขึ้งของมวลชน ร้อนถึงคุณหมอต้องออกมาขอโทษ และเรียกร้องความเข้าใจและเห็นใจ ซึ่งผู้คนก็เห็นได้ถึงความตั้งใจจริงของคุณหมอ จนเรียกศรัทธาคืนมาได้

กว้างไปกว่าประเทศไทย…

หลังปีใหม่ได้สัปดาห์เดียว โลกก็ต้องตกตะลึงกับเหตุการณ์ม็อบจลาจลยกพลบุกสภา ในประเทศที่เรียกตนเองว่า “ต้นแบบประชาธิปไตย” อย่างสหรัฐอเมริกา

การแสดงออกของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง และออกสื่อโซเชียลชวนคนออกมาลุกขึ้นต่อต้านการประชุมสภา ในการลงคะแนนเสียงรับรองผลการเลือกตั้งที่โจ ไบเดน เป็นฝ่ายชนะ

ผลออกมาตามที่เป็นข่าว เกิดความวุ่นวาย โกลาหล มีการปะทะกับเจ้าหน้าที่และมีผู้เสียชีวิต 5 คน
ประเทศมหาอำนาจโลกถูกเขย่าจากความรู้สึกของผู้นำและสื่อต่างๆ จากทั่วโลก ที่มีปฏิกิริยาตอบกลับในทันใด

ต่อนี้ไปบทบาทของอเมริกาต่อประชาคมโลกจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว และโลกรอดูว่า โจ ไบเดน จะสร้างความท้าทายอะไรให้กับโลกอีกบ้างหลังจากเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีในวันที่ 20 มกราคมที่จะถึง

ความท้าทายนี้ทำให้เราได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น และไม่คิดว่าจะได้เห็นจากประเทศปิดและอหังการอย่าง “เกาหลีเหนือ”

นั่นคือ การที่คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุด ออกมายอมรับว่าเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของเกาหลีเหนือที่ไม่เคยประสบพบเจอ เป็นการแสดงออกถึงความลำบากจากผู้นำแบบที่เราไม่เคยได้เห็นมาก่อน แต่เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ต้นปี

อะไรทำให้คิม จอง อึน ถึงกับหลั่งน้ำตาจากการปราศรัยต่อหน้าฝูงชนเมื่อปลายปี 2563 และต่อด้วยการออกมายอมรับถึงความยากลำบากยิ่งเมื่อต้นปีนี้ในการประชุมพรรคครั้งล่าสุด

ต่อด้วยมหาอำนาจอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ต้องลุกขึ้นล็อกดาวน์แบบเข้มข้นกับหลายๆ เมืองอีกครั้ง เพราะการรับมือที่หนักหนากับเจ้าโควิด-19 นี่เอง ไม่ผิดจากประเทศสหราชอาณาจักรที่มียอดผู้เสียชีวิตขึ้นนิวไฮครั้งใหม่ ด้วยจำนวนคนกว่าหนึ่งพันห้าร้อยคนในหนึ่งวัน

ความท้าทายนี้รวมถึงประเทศต่างๆ ทั่วโลกด้วย

ส่วนความท้าทายที่ตัวเราในระดับปัจเจก เกิดอะไรขึ้นบ้าง

สิ่งที่เป็นแต้มต่ออย่างหนึ่งคือ เราได้ซ้อมรับมือกับโควิดไปแล้วเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว ครั้งนั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตและพฤติกรรมอย่างมากของคนไทย

ได้เรียนรู้ถึงการรักษาสุขอนามัยของตนเองและครอบครัว

ได้เรียนรู้ถึงการใช้ออนไลน์ในการทำงาน

ใครที่ไม่เคยสัมผัสอีคอมเมิร์ซก็ได้รู้จัก จนหลายคนติดใจกลายเป็นพฤติกรรมใหม่

หลายคนคิดถึงความไม่แน่นอนมากขึ้น รู้จักการเก็บออม ประหยัด และคิดเผื่ออนาคต

แต่คราวที่แล้วเหมือนซ้อมใหญ่ เพราะมีช่วงซีเรียสหนักหนาอยู่ประมาณ 3 เดือน จากนั้นหลายอย่างก็เริ่มผ่อนคลาย และขยับขยายช่องทางเพื่อให้เศรษฐกิจและสังคมเดินหน้าต่อได้

หากครั้งนี้ที่การแพร่ระบาดยังไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร และเมื่อไหร่ ต้องมีคนได้รับผลกระทบซ้ำสองอีกจำนวนไม่น้อย จะมีคนตกงานเพิ่มมากขึ้นอีกหลายล้าน มีธุรกิจที่โดนทุบซ้ำสองจนเอาตัวไม่รอด

ว่ากันว่าคราวนี้จะกินยาวไปถึงกลางปีกันเลยทีเดียว

และกว่าวัคซีนเข็มแรกจะได้รับการฉีด อย่างเร็วก็ไตรมาสสอง แต่กว่าจะทั่วถึงคนไทยทั้งประเทศก็ต้องใช้เวลาถึงปลายปีหน้า และอาจต่อไปถึงปี 2566

เรายังต้องรับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ทั้งสภาพอากาศที่เลวร้ายจากฝุ่นควัน น้ำเสีย สารพิษในอาหาร รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว และภัยพิบัติต่างๆ

เพราะจากปี 2563 ที่ผ่านมา ได้บ่งชี้ว่าทั้งโลกจะต้องเผชิญกับพายุต่างๆ มากขึ้นอีกเยอะ

ความท้าทายนี้ แน่นอนที่ต้องทำให้เกิดความทุกข์กังวล มีทั้งรับมือได้และไม่ได้ และหลายครั้งก็เกินจะคาดเดา

หากมองในหลักของพุทธศาสนาที่ว่า “ทุกอย่างย่อมเป็นไปตามกรรม” ก็จะช่วยได้

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เราควบคุมไม่ได้ เมื่อควบคุมไม่ได้ก็ต้องรู้จักเรียนรู้ รับมือ และปล่อยวาง มันมีสาเหตุที่ทำให้โลกต้องเผชิญความท้าทายนี้ และหากใครทำกรรมดีไว้ ก็จะสามารถผ่านพ้นมันไปได้ ตรงกันข้าม หากใครที่สะสมกรรมชั่ว ก็อาจจะถึงคราวที่ต้องชดใช้ ไม่มีใครกำหนดได้แม้แต่ตัวเราเอง

พูดง่ายๆ ทำให้ดีที่สุด ถ้ามันจะติดโควิด มันก็ต้องติด ติดแล้วก็จัดการกับมันไป

อย่าทุกข์กังวลกับสิ่งที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่มากเกินไป ให้อยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดก็เท่านั้น

อย่าเอาใจเราไปผูกพันกับเสียงข้างนอก โดยเฉพาะกับโลกโซเชียลมีเดียที่สามารถโหดร้ายกับเราได้ทุกเมื่อ
ตั้งสติ หายใจลึกๆ นิ่งคิด และค่อยลงมือทำ

เรายังมีเวลาให้ได้ทดสอบชีวิตอีกกว่าสิบเอ็ดเดือนถึงจะหมดปี ลองเล่นกับความท้าทายนี้อย่างเท่าทันและมีความสุขดู

หวังว่าสุดท้ายแล้ว เราจะชนะมันได้ตามแบบของเรา

ขอเอาใจช่วยทุกคนนะครับ

บทความก่อนหน้านี้“Affordable Housing” คำตอบของคนกรุงเทพฯในวันที่เงินเดือนโตไม่ทันราคาอสังหาริมทรัพย์
บทความถัดไปในหลวง มีพระราชสาส์น ทรงยินดี “ไบเดน” ผู้นำสหรัฐฯคนใหม่