ข้อที่ ผบ.ตร.ลืมสั่ง | วงค์ ตาวัน

วงค์ ตาวัน

นับตั้งแต่ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รับตำแหน่ง ผบ.ตร. ต่อจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นมา เรียกได้ว่ายังไม่ทันได้มีเวลาจัดทัพจัดแถวตำรวจในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดคนใหม่ของตำรวจกว่า 2 แสนนาย

พอเริ่มนั่งเก้าอี้ผู้นำตำรวจ ก็ต้องรับศึกการชุมนุมของม็อบนักเรียน-นักศึกษาอย่างต่อเนื่องทันที

ยังไม่ทันได้วางนโยบายการทำงานในยุคบิ๊กปั๊ด

ระบบงานป้องกันอาชญากรรม ระบบงานปราบปราม งานสืบจับ งานจราจร ยังไม่ทันได้กำหนดอะไรลงไป ก็ต้องระดมตำรวจจากทั่วทุกภาคเข้ามาเป็นกำลังเสริมด้านปราบจลาจลรับมือม็อบ

เพราะกำลังหลักที่เป็นหน่วยปราบจลาจลจริงๆ นั้นไม่ได้เป็นหน่วยงานที่ใหญ่โตมากนัก

เมื่อเกิดการชุมนุมประท้วงขนาดใหญ่และต่อเนื่องยาวนานก็ต้องระดมกำลังจากทุกโรงพักที่ผ่านการฝึกฝนด้านงานควบคุมฝูงชนเข้ามาเสริม ไปจนถึงระดมจากหน่วยต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งจากสถานีตำรวจภูธร ไปจนถึงตำรวจตระเวนชายแดน

“เรียกได้ว่า ผบ.ตร.กับผู้ใต้บังคับบัญชา ต้องคุยกันแต่เรื่องสถานการณ์การชุมนุมประท้วงอย่างเดียว”

ผ่านจากเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน ที่หนักด้วยการเคลื่อนไหวของเยาวชนคนรุ่นใหม่

พอเข้าเดือนธันวาคม ทั่วสังคมไทยต้องเผชิญกับวิกฤตโควิดระลอกใหม่อีก

“คราวนี้ต้องจัดทัพตำรวจออกป้องกันแนวชายแดน พื้นที่ลักลอบเข้า-ออกตามเส้นทางธรรมชาติทั้งหลาย”

ในจังหวัดที่เป็นพื้นที่สีแดงมีการระบาดหนัก ก็ต้องตั้งด่านตรวจสอบคนเดินทางเข้าออกพร้อมกับการควบคุมโรค

เฉพาะจุดเริ่มต้นของการระบาดหนนี้คือ ตลาดกุ้ง สมุทรสาคร ก็ต้องปิดล้อมพื้นที่ไข่แดง บริเวณที่ตั้งตลาดและอาคารที่พักของแรงงานต่างด้าว

ห้ามไม่ให้ใครเข้า-ออกอย่างเข้มงวด

กรณีการปิดล้อมพื้นที่ตลาดกุ้งมหาชัยนั้น ด้วยประสบการณ์รอบด้านของ ผบ.ตร. ได้มีการประเมินสถานการณ์ที่แรงงานต่างด้าวจำนวนมากถูกกักบริเวณ อาจจะเกิดความเครียด และหากเกิดข่าวลือผิดๆ อะไรขึ้นมา อาจลุกลามบานปลายเป็นการจลาจลได้

พล.ต.อ.สุวัฒน์จึงได้ประสานกับสถานทูตพม่า เพื่อจัดเจ้าหน้าที่ทูตเดินทางมาพบปะพูดคุยกับแรงงานพม่าในมหาชัย เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ คลายความวิตกกังวล

ทั้งหลายทั้งปวงจะเห็นได้ว่า องค์กรตำรวจยุค ผบ.ตร.ใหม่ แค่ 3 เดือนแรก ก็ต้องรับศึกหนักทั้งม็อบและโควิดจนไม่ต้องทำอะไรอย่างอื่นแล้ว

ก่อนจะเข้าช่วงท้ายปี 2563 นั้น เพื่อเป็นการควบคุมตำรวจให้อยู่ในแถวในที่ตั้ง เพื่อความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ช่วงเทศกาลปีใหม่ และเพื่อทำให้ภาพลักษณ์ของตำรวจดูดีขึ้นมาบ้าง จึงได้มีคำสั่งจาก ผบ.ตร.ใน 2 ประเด็นสำคัญ

เรื่องแรกคือ ห้ามไม่ให้ตำรวจเดินทางไปอวยพรผู้บังคับบัญชาระดับต่างๆ ในวาระปีใหม่

ให้ประจำอยู่ที่โรงพัก อยู่ที่หน่วย เพื่อปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชนในช่วงเทศกาลเท่านั้น ทั้งต้องดูแลสวัสดิภาพ ไม่ให้มีโจรผู้ร้ายออกอาละวาด ย่องเบาบ้านเรือนประชาชนที่ออกไปท่องเที่ยว คอยดูแลงานจราจรให้ชาวบ้านเดินทางข้ามจังหวัดได้อย่างสะดวกปลอดภัย

“เป็นการมอบของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน ไม่ต้องไปมอบของขวัญให้กับเจ้านาย”

เรื่องต่อมาที่เป็นคำสั่งจาก ผบ.ตร.ช่วงปีใหม่ ก็คือ ห้ามตำรวจจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ ห้ามรื่นเริง เพราะอาจจะกลายเป็นการมั่วสุมเกิดการแพร่ระบาดโควิดได้

“2 เรื่องนี้น่าจะเป็นการควบคุมตำรวจให้เน้นการทำงานหนักให้กับชาวบ้านในเทศกาล ไม่ไปก่อปัญหาเสียเอง!”

เหมือนจะทำให้ตำรวจดูดีขึ้นอยู่แล้ว ดันมาเกิดปัญหาเมื่อโควิดระบาดหนัก จุดแรกที่ตลาดกุ้งมหาชัย จุดต่อมากลายเป็นเกิดคลัสเตอร์บ่อนพนันระยอง

เมื่อเกิดปัญหาบ่อนการพนันเป็นแหล่งระบาด กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวเขย่าวงการสีกากีรุนแรง

ตำรวจถูกจับจ้องจากทั้งสังคมทันทีว่าปล่อยปละละเลยหรือมีผลประโยชน์อันมิชอบ จึงทำให้มีบ่อนการพนันเถื่อนเกิดขึ้น แล้วกลายเป็นแหล่งติดเชื้อกลุ่มก้อนใหญ่

“จากระยอง เกิดการเปิดโปงบ่อนการพนันอีกหลายพื้นที่ เพราะชาวบ้านพากันหวาดผวาว่าบ่อนนี่แหละคือตัวแพร่โควิดสำคัญ”

การเปิดโปงบ่อนการพนันในอีกหลายๆ จังหวัด ส่งผลให้ ผบ.ตร.ต้องสั่งย้ายด่วนนายตำรวจระดับผู้การจังหวัด ไปจนถึงตำรวจในโรงพักที่มีบ่อน

พร้อมทั้งส่งจเรตำรวจแห่งชาติลงไปตรวจสอบหาพยานหลักฐาน คลำเส้นทางส่วย เพื่อลงโทษโยกย้ายและเอาผิดทางวินัย

โควิดที่เขย่าสังคมไทยอีกรอบ ไม่เพียงทำให้คนติดเชื้อกันระนาวเท่านั้น

แต่ยังมีอิทธิฤทธิ์เป็นตัวตรวจจับบ่อนการพนันผิดกฎหมายไปด้วย แล้วพิษโควิดก็ยังทำให้เก้าอี้ตำรวจปลิวว่อนด้วยเช่นกัน!

เท่ากับว่า คำสั่ง ผบ.ตร.เพื่อรับสถานการณ์ช่วงปีใหม่และช่วงโควิดระบาด ด้วยการห้ามตำรวจเดินสายอวยพรเจ้านาย และห้ามจัดเลี้ยงสังสรรค์อันเป็นการมั่วสุมแพร่โรค เป็นคำสั่ง 2 ข้อที่น่าจะถูกทิศถูกทางแล้ว

“แต่ลืมสั่งไปอีกข้อคือ ให้กวดขันบ่อนการพนันผิดกฎหมาย ที่จะกลายเป็นแหล่งแพร่โรครุนแรง!!”

ความที่โควิดส่งผลให้เราต้องปิดประตูชายแดน ปิดด่านข้ามแดน มาตั้งแต่ต้นปี 2563 จึงทำให้บรรดาเซียนพนัน ผีพนันทั้งหลาย ไม่สามารถข้ามไปเล่นกาสิโนในประเทศเพื่อนบ้านรอบด้านได้

จึงเป็นช่องทางให้มีการลักลอบเปิดบ่อนพนันภายในประเทศขึ้นมามากมาย เพื่อรองรับนักพนันทั้งหลาย

“คงลืมคิดกันไปว่า ถ้ามีการแพร่ระบาดโควิดขึ้นมา การสอบสวนโรคจะย้อนกลับมาเป็นการเปิดโปงบ่อนการพนันเหล่านี้ทันที แล้วกระทบตำรวจในแต่ละพื้นที่แน่นอน ไม่รู้ไม่เห็นว่ามีบ่อนได้อย่างไร”

แต่จะว่าไปแล้ว เส้นทางการเติบโตของ ผบ.ตร.คนนี้ เคยผ่านการเป็นหัวหน้าหน่วยในระดับผู้การ ในระดับผู้บัญชาการภาคมาแล้ว ซึ่งพฤติกรรมว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์เหล่านี้หรือไม่ เป็นที่รู้กันดีในแวดวงตำรวจ

เคยเป็นผู้บังคับบัญชาประเภทใช้อำนาจสั่งให้มีการเปิดบ่อนเพื่อรับเงินผลประโยชน์หรือไม่ จะเป็นที่รู้กันทั่ว

“แต่ข้อเท็จจริงคือ ในสมัยเป็นผู้การหรือผู้บัญชาการนั้น ลูกน้องใต้บังคับบัญชารู้กันดีว่า ถ้าอยู่กับบิ๊กปั๊ด ต้องใช้ชีวิตแนวพอเพียงเช่นไร!!”

จึงกล่าวได้ว่า ในปัญหาบ่อนยุคบิ๊กปั๊ดนั้น จริงๆ แล้วหัวไม่ได้ส่าย ดังนั้น หางต้องเลิกแอบกระดิกได้แล้ว

กระนั้นก็ตาม เหตุการณ์บ่อนการพนันที่ถูกเปิดโปงในวิกฤตโควิด ถือว่าสร้างความเสียหายกับวงการสีกากีอย่างมาก เพราะตำรวจไม่ปราบปรามบ่อนจริงจัง จึงทำให้กลายเป็นแหล่งติดเชื้อใหญ่ ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่นั้นๆ มากมาย ต้องถูกปิดเมือง ถูกควบคุม ธุรกิจร้านค้าเจ๊งกันระนาว

เป็นภาระของ ผบ.ตร.จะต้องสะสางปัญหาบ่อนอย่างเด็ดขาด และต้องสืบสาวเส้นทางส่วยเพื่อลงโทษอย่างจริงจัง

ในเฉพาะหน้าทุกพื้นที่ที่ยังมีบ่อนเปิดอยู่ แม้จะยังไม่แพร่โรคหรือถูกเปิดโปง คงต้องสั่งปิดหรือตรวจจับกันทั้งหมด ไม่ให้เกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้นมาอีก

ถึงเวลาที่ตำรวจต้องกวาดบ้านกันครั้งใหญ่อีกหน!

บทความก่อนหน้านี้ประยุทธ์ ลั่น ปัญหาบ่อน 100 นายกฯก็แก้ไม่ได้ เก่งแค่ไหนก็ทำไม่ได้ถ้าไม่ช่วยกัน
บทความถัดไป“วีรศักดิ์” สั่งปรับแผนหนุนเกษตรกร-เอสเอ็มอี ใช้ประโยชน์เอฟทีเอ หนุนขายออนไลน์