ภานุ บุญพิพัฒนาพงศ์ : “โยนีศิลป์” ศิลปินสาวผู้เปลือยร่างกายท้าทายสังคม (จบ)

ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

ในปี 2014 มิโล มัวเร่ ทำงานศิลปะที่มีชื่อว่า The PlopEgg – A Birth of a Picture หน้าบริเวณงานนิทรรศการศิลปะที่เมืองโคโลญ (Art Cologne) ซึ่งเป็นศิลปะแสดงสดกึ่งจิตรกรรม ด้วยการยืนเปลือยกายล่อนจ้อนบนยกพื้นสูงที่ทำจากบันไดเหล็กสองอัน กางขาเบ่งไข่ที่ยัดเอาไว้ในช่องคลอดของเธอให้ร่วงหล่นลงมาแตกบนผืนผ้าใบด้านล่างฟองแล้วฟองเล่า จนหมึกและสีอะครีลิกหลากสีที่บรรจุอยู่ภายในไข่กระจายไหลเลอะพื้นสีขาวเป็นวงกว้าง

ท้ายที่สุดเธอพับครึ่งผืนผ้าใบ รีดจนเรียบและคลี่กางออกมาเป็นภาพวาดนามธรรมแบบสะท้อนสมมาตรคล้ายกับภาพวาดพับครึ่งของเด็ก ในขณะเดียวกันก็ดูคล้ายกับแบบทดสอบเชิงจิตวิทยาด้วยรอยหมึก (Rorschach Test) และก็ดูคล้ายกับภาพของมดลูกด้วยเหมือนกัน

มิโลพัฒนาแนวคิดในการสร้างผลงานชิ้นนี้มาอย่างยาวนาน ด้วยการใช้สัญลักษณ์อันเป็นสากลอย่างมดลูกในวัยเจริญพันธุ์และไข่ ซึ่งเป็นรากเหง้าในการถือกำเนิดของชีวิต

ผนวกกับประสบการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าของสตรีเพศในการขึ้นขาหยั่งตรวจภายใน สีสันของประจำเดือนในการตกไข่ทุกเดือน

และห้วงเวลาอันว่างเปล่าในจิตก่อนที่จะเกิดความคิดสร้างสรรค์ เป็นแรงบันดาลใจให้เธอสร้างผลงานที่แสดงถึงพลังอำนาจของสตรีเพศชิ้นนี้ขึ้นมา

1178175

มิโลกล่าวถึงงานศิลปะชิ้นนี้ของเธอว่า

“เพื่อสร้างศิลปะ, ฉันใช้แหล่งกำเนิดดั้งเดิมของความเป็นสตรีเพศ ซึ่งก็คือโยนีของฉัน… ฉันรู้สึกว่าโยนีเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายไม่ต่างจากอวัยวะส่วนอื่น สำหรับฉัน มันเป็นมากกว่าช่องคลอดหรืออวัยวะที่ให้ความรื่นรมย์ทางเพศ สำหรับฉัน โยนีเป็นตัวแทนเชิงอภิปรัชญาขององค์ประกอบอันยิ่งใหญ่ภายในของฉัน ไข่และโยนีมีความสัมพันธ์ร่วมกันในฐานะสัญลักษณ์อันเปี่ยมเอกลักษณ์ในศิลปะการแสดงสดชิ้นนี้ของฉัน จะมีหนทางไหนในการให้กำเนิดศิลปะของฉันได้ดีไปกว่าการเบ่งไข่ออกมาจากโยนีของฉันอีกเล่า?”

ผลงานชิ้นนี้สร้างชื่อเสียงให้เธอเป็นที่รู้จักในโลกศิลปะอย่างอื้อฉาว

ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนและกระตุ้นเกิดคำถามขึ้นในวงการอย่างมากมาย

มันได้รับการวิจารณ์ว่าเป็นศิลปะแสดงสดที่ดูโง่เง่าและไร้ค่า

บ้างก็กล่าวว่า มันเป็นความพยายามอันสิ้นคิดในการช็อกผู้คนในนามของศิลปะ

บ้างก็ว่าผลงานชิ้นนี้ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าแค่การเสียดสีความว่างเปล่าของวัฒนธรรมสมัยใหม่

ยัง ยังไม่จบแค่นั้น เธอยังทำงานศิลปะเปลือยอีกหลายต่อหลายครั้ง

อาทิ ในปี 2015 เธอยืนเปลือยกายหน้าหอไอเฟล เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวมาถ่ายภาพเซลฟี่กับเธออย่างครื้นเครง จนโดนตำรวจรวบตัวไปนอนในซังเตหนึ่งคืน

ในปี 2016 เธอเปลือยกายหน้ามหาวิหารโคโลญ เพื่อสนับสนุนสิทธิสตรีและประท้วงการถูกคุกคามทางเพศของผู้หญิงในเมืองเยอรมันในช่วงก่อนขึ้นวันปีใหม่ของปี 2015 ที่ผ่านมา

1178179

ในปีเดียวกันนี้ เธอแสดงผลงานล่าสุดที่มีชื่อว่า MIRROR BOX (2016) ที่เมืองดุสเซลดอร์ฟ, ลอนดอน และอัมสเตอร์ดัม โดยสร้างกล่องกระจกเงารูปสีเหลี่ยมคางหมู สวมปกคลุมร่างกายท่อนบนและท่อนล่างเหมือนกับเสื้อและกระโปรง ตัวกล่องมีช่องเปิดด้านหน้าที่ปิดเอาไว้ด้วยผ้าม่านสีแดง

เธอถือโทรโข่งป่าวร้องเชิญชวนให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาให้ล้วงมือเข้าไปสัมผัส ลูบไล้ เคล้นคลึง หรือล้วงควักอวัยวะพึงสงวนในร่มผ้าท่อนบนและท่อนล่างของเธอในกล่องได้ตามใจชอบเป็นเวลา 30 วินาที (อ่านแล้วก็อย่าเพิ่งร้องว่า อี๋ สกปรก! เพราะเธอเตรียมสเปรย์ฆ่าเชื้อโรคให้ฉีดมือก่อนน่ะนะ)

ผลงานชิ้นนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปะแสดงสดในปี 1968-1971 ของศิลปินหญิงชาวออสเตรียน วาลี เอ็กซ์พอร์ต ที่มีชื่อว่า Touch and Tap Cinema ซึ่งตัวศิลปินสวมกล่องโฟมปิดท่อนบนยืนบนถนนในเวียนนา และเชิญชวนให้คนที่ผ่านไปมาล้วงเข้าไปสัมผัสหน้าอกหน้าใจของเธอในกล่อง

“ฉันชื่อ มิโล มัวเร่ เป็นศิลปินแสดงสด และยืนอยู่ที่นี่วันนี้เพื่อสิทธิและความเท่าเทียมทางเพศของสตรี ผู้หญิงมีความต้องการทางเพศไม่ต่างกับที่ผู้ชายมี แต่เรามีสิทธิในการตัดสินใจด้วยตัวเองว่าเมื่อไหร่ที่เราต้องการจะถูกสัมผัสหรือไม่ วันนี้คุณมีโอกาสในการสัมผัส (ร่างกาย) ฉันในกล่องเป็นเวลา 30 นาที ได้อย่างเสรี ไม่ว่าคุณจะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม” เป็นถ้อยคำที่มิโลประกาศผ่านโทรโข่ง

เธอกล่าวว่าเธอต้องการตอกย้ำถึงเสรีภาพในการแสดงออกถึงความปรารถนาของสตรีเพศ ด้วยการให้ผู้เธอมีสิทธิมีเสียงทางเพศ และสะท้อนถึงความปรารถนาในร่างกายผู้หญิงของเพศชาย (พูดง่ายๆ ก็คือความหื่นนั่นแหละ!) ผ่านกระจกเงาที่อยู่บนกล่อง ไม่เพียงเท่านั้น เงาสะท้อนของผู้ชม (หรือคนล้วง) บนกล่องกระจกก็เป็นการอุปมาถึงบทบาทในมุมกลับของนักถ้ำมองในโลกอินเตอร์เน็ตอีกด้วย (พูดง่ายๆ ก็คือสะท้อนให้คนเหล่านั้นมองเห็นตัวเองนั่นแหละ) ด้วยการใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือ หรือแม้แต่อาวุธทางศิลปะเพื่อปั่นป่วนโครงสร้างอำนาจชายเป็นใหญ่ในสังคม

เธอแสดงออกถึงความรู้สึกและเสรีภาพทางเพศของอิตถีเพศอย่างตรงไปตรงมา และสำรวจพรมแดนทางศิลปะและความลามกอนาจาร รวมถึงตอกหน้าระบบศีลธรรมของชนชั้นกลางได้อย่างแสบสันต์

ซึ่งผลลัพธ์ก็คือ เธอถูกตำรวจลอนดอนรวบตัวไปนอนค้างคืนในซังเตและโดนปรับในข้อหากระทำการอนาจาร (อีกเหมือนเดิม)

เธอมองว่าการที่เธอถูกจับกุมนี้เป็นตัวอย่างของการขาดความเป็นเอกภาพในยุโรป

และยังกล่าวอีกว่า กฎหมายในสหภาพยุโรปควรจะมีมาตรฐานเดียวกัน และสิ่งนี้เองที่น่าจะเป็นเหตุผลให้สหราชอาณาจักรโหวตให้ตัวเองออกจากสหภาพยุโรป” (แหม่!)

1178174

มิโล มัวเร่ จงใจวางสถานะของตัวเองให้อยู่บนกึ่งกลางของเส้นแบ่งระหว่างศิลปะและหนังโป๊ ระหว่างศิลปินและนักธุรกิจ เพราะในขณะที่เธอเผยแพร่วิดีโอบันทึกศิลปะแสดงสดเปลือยของเธอ (ในรูปแบบที่เซ็นเซอร์แล้ว) ให้ดูกันฟรีๆ ทางออนไลน์ แต่เธอก็เปิดโอกาสให้คนจ่ายเงินเข้าไปดูวิดีโอแสดงสดแบบ “อันเซ็นฯ” (เห็นหมด) ได้ในเว็บไซต์ของเธอด้วย (หัวการค้ามากๆ) เธอกล่าวว่า ศิลปะไม่ควรมีข้อจำกัด และความตายเป็นเพียงข้อจำกัดเดียวที่เธอยอมรับได้ ศิลปะสามารถเป็นหนังโป๊ได้ และหนังโป๊ก็สามารถเป็นศิลปะได้ด้วยเหมือนกัน

จะว่าไปการที่สังคมเกิดอาการหวาดผวาตื่นตระหนกเต้นแร้งเต้นกาไปจนถึงวิพากษ์วิจารณ์ก่นดาและต่อต้านงานศิลปะของเธอสุดฤทธิ์สุดเดชจนถึงขั้นจับเธอเข้าซังเต มันอาจเป็นการแสดงให้เห็นว่าคนเหล่านั้น หรืออันที่จริง เพศชายผู้มีดุ้นที่วางตัวเขื่องโขใหญ่โตในสังคมนั้น ความจริงแล้วหวาดกลัวอำนาจของสตรีเพศ

หรืออันที่จริง อำนาจของโยนี จนหำ เอ๊ย! หัวหดกันเป็นแถวๆ เลยก็ว่าได้ ว่าไหมครับท่านผู้อ่าน?

บทความก่อนหน้านี้อนุสรณ์ ติปยานนท์ : ซานไห่ เก้าคนหลังฉาก ในประวัติศาสตร์ผลัดใบ (19)
บทความถัดไปสุจิตต์ วงษ์เทศ : ‘ข้าวกรู-ข้าวเปรต เดือน 10’ รัชกาลที่4 ไม่โปรด