การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ : ทวีปที่สาบสูญ ดังขมติดลิ้นปากยากสิ้นดี

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์[email protected]

…แม่ลุกจากวงข้าวไปโดยไม่พูด

พ่อตักตูดไก่ขึ้นลิ้มพลางยิ้มร่า

น้องรีบตามแม่ไปไม่นานช้า

ฉันลุกมาโดยเงียบเงียบเหยียบบันได

 

เพื่อจะลงมาใต้ถุนอันคุ้นกลิ่น

เพื่อจะยินเสียงลมยังพรมไผ่

เพื่อจะแหงนมองดาวบาดร้าวใจ

เพื่อจะให้ชังบางอย่างที่หว่างขา

 

แม่ลุกจากวงข้าวไปโดยไม่พูด

เหมือนบ่วงรูดโยงยางอยู่ค้างคา

 

“อีพี่

มึงมานี่ดูนั่นกูสรรหา

ขนุนสุกกล้วยใต้ไปเอามา

ถึงเวลากินกันม่วนงันแล้ว

 

กูอุตส่าห์หาเสาะเพราะนึกห่วง

ที่งอมร่วงทิ้งซะมะม่วงแก้ว

กูจะปอกขนุนเหลืองเนื้อเรืองแวว

มึงกินแล้วจะเข้าใจในห่วงกู”

 

เหมือนคำพูดอ้ายรอยกลับย้อยหยาด

เป็นฝนสาดเบาบางอยู่ข้างหู

กระเส่าลมหายใจได้รับรู้

วันหนึ่งซึ่งนั่งอยู่กันลำพัง

 

แลหน้ากร้านหงานคอก็หนาหนอก

มีหนวดงอกดำแพลมขนแซมตั้ง

ตาเรียวรีหรี่มาเกือบน่าชัง

กล้ามเนื้อยังตึงแน่นแขนถึงเอว

 

“มึงยังจำได้ไหมในการเล่น

สมัยเช่นเด็กแข่ชอบแก้เต่ว

ทุกคนว่ากูนี้ที่ชั่วเลว

เพราะกูเที่ยวจับนมก้มส่องไป

 

จริงแล้วกูดูส่องเพราะมองหา

อยากแก้ผ้ามึงต่างหากจะยากไหม”

“เอ๊ะ! หมารอยมึงจะพูดอะไร

กูฟังไม่เข้าท่าอย่าได้คิด!”

 

“ทำไมเล่าอีพี่มึงสิแปลก!

ทำตัวแผกคนอื่นยืนทางผิด

กูรู้นะ! มึงรักใครในความคิด

มึงสลิดตั้งแต่มีอีแก้มเหม็น!”

 

ฝนร่วงโปรยโรยลานข่วงบ้านเก่า

ดอกมะม่วงร่วงเบาในหยาดเย็น

 

ฝนร่วงโปรยโรยลานข่วงบ้านจ้อย

เกิดเป็นรอยแฉกช่อต่อตาเห็น

ยามน้ำใสกระแทกดินแตกเป็น

ดอกดินเด่นสุกสกาวขาวในตา

 

คิดว่าเพื่อนก็เหมือนไม่เคยใช่เพื่อน

ดังกระดาษขาดเปื้อนแทบเลือนค่า

เคยกอดคอกอดไหล่ใกล้กันมา

ก็พบว่าไม่ควรกอดแขนสอดรัด

 

จะนั่งพิงอิงไหล่ก็ไม่อาจ

เกรงจะพลาดว่าตัวเองยั่วสัตว์

ยังจดจำใบหน้าแววตาชัด

รู้แต่บัดนั้นว่าโลกโศกเพียงไร

 

“มึงมานี่อีพี่เอ๋ยจะเผยปาก

ใช่พ่อกูจะอยากจากไปไหน

แท้พ่อกูก็เป็นเช่นขุนไกร

จำได้ไหมเล่นละครกันก่อนมา

 

อ้ายออมเป็นตุ๊กแกแลตาโมก

อ้ายกล้วยโยกปักไม้มุมคุมเคหา

มึงขับร้องทองประศรีภริยา

ยามนิทรากับพลายแก้วผู้แววไว”

 

[เอ๊อ…ให้มีลางคืนนั้นสนั่นอึง

แมงมุมตีอกผึงหาหยุดไม่

สยดสยองพองขนทุกคนไป

เย็นยะเยือกจับใจไปทุกยาม

 

ทองประศรีหลับแล้วกลับฝัน

ความกลัวตัวสั่นตกใจหวาม

สะดุ้งตื่นฟื้นขึ้นให้ครั่นคร้าม

อารามตกใจปลุกสามี

 

ขุนไกรถามไปว่าอะไรเจ้า

นางจึงเล่าความฝันนั้นถ้วนถี่

ว่าฟันฉันหักกระเด็นไม่เห็นดี

ช่วยทำนายฝันนี้ให้แจ้งใจ

 

ขุนไกรได้ฟังดังใครผลาญ

เอ๊ะจะมีเหตุการณ์เป็นข้อใหญ่

ถ้ากูทำนายว่าร้ายไป

ทองประศรีที่ไหนจะห่างตัว

 

ไม่ฝันร้ายดอกฝันดีจะมีสุข

เจ้าอย่าเป็นทุกข์จงฟังผัว

แต่ใจคิดครั้งนี้มิรอดตัว

น่ากลัวกูจะม้วยด้วยกระบือ

 

ครั้นรุ่งสางล้างหน้าคว้าพลายแก้ว

สว่างแล้วยังไม่ตื่นขึ้นเจียวหรือ

อุ้มลูกประคองทั้งสองมือ

ประจงจูบลูบถือแต่เบาเบา

 

พลายแก้วลืมตาคว้ากอดคอ

หม่อมพ่อจะไปข้างไหนเล่า

ลุกขึ้นทำไมยังไม่เช้า

ดังพ่อเจ้าจะหนีลูกนี้ไป

 

ขุนไกรได้ฟังลูกชายว่า

ยกทูนเกศาน้ำตาไหล…]

 

“ฟังสิฟัง อีพี่ที่จับใจ

มึงเคยใกล้เคยนอนซ้อนแขนกู

 

มีน้ำตาบ่าไหลในอกนี่

กูรักมึงเพราะอย่างนี้ที่เป็นอยู่

ต่อให้-วยคัดแข็งอยากแยงรู

ท่อน-วยกูก็อยากเ-าเอาแต่มึง!”

 

ปลายซิ่นแม่ผ่านไปในความเงียบ

เย็นยะเยียบเกินแวมไฟใดส่องถึง

สะท้อนอกตกถลำหวนคำนึง

หลายสิ่งจึงต้องปรากฏเป็นบทกวี

 

ฝนตกดังเปาะแปะและปักปุก

ขนุนสุกรสประหลาดฝาดเหลือที่

ดังขมติดลิ้นปากยากสิ้นดี

เกินจะมีใจจะเด้าเอาชายใด

 

“มึงไปเถอะอ้ายหมารอยอย่าคอยอีก!”

อยากจะฉีกกระดาษเขวี้ยงขึ้นเสียงใส่

“พี่นักกลอนนอนเล่นหำก็ทำไป!

จงไว้รู้ไว้ไม่แต่งโว้ย! ช่วยจำนะ!”

บทความก่อนหน้านี้กรองกระแส / วิถีแห่งการต่อสู้ กับ ‘รัฐราชการ’ รวมศูนย์ บนเส้นทางยาวไกล
บทความถัดไปฉัตรสุมาลย์ : คุยให้ฟังเรื่องพิมพ์ดีด