บทความพิเศษ/นงนุช สิงหเดชะ/พวก ‘กระหย่อม’ คิดประหลาด

นงนุช สิงหเดชะ

บทความพิเศษ/นงนุช สิงหเดชะ

พวก ‘กระหย่อม’ คิดประหลาด

 

การใช้วิธีปิดเมืองหรือกึ่งปิดเมืองเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นสิ่งที่ทำกันทั่วโลก โดยมีต้นแบบจากประเทศจีนที่พิสูจน์ว่าเป็นวิธีดีที่สุดเท่าที่คิดได้ในขณะที่ยังไม่มีวัคซีนรักษา

มาตรการดังกล่าว ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่หากสำรวจดูประชาชนส่วนใหญ่ของแต่ละประเทศเห็นด้วยกับการใช้มาตรการนี้ชั่วคราว

แต่ในเมืองไทยและอีกบางประเทศเช่นอเมริกา มีคน “กระหย่อมหนึ่ง” ที่ไม่สามารถคิดในเชิงวิเคราะห์ว่าแต่ละอย่างเชื่อมโยงกันอย่างไร ทำไมจึงต้องควบคุมการระบาดของไวรัสเป็นอันดับแรกเสียก่อน แม้จะต้องแลกกับผลกระทบทางเศรษฐกิจบ้าง

เหตุที่ต้องควบคุมการระบาดให้ได้ ก็เพื่อรักษาชีวิตประชาชน เมื่อควบคุมการระบาดได้ในระดับที่ดีแล้ว ก็จะสร้างความมั่นใจด้านการท่องเที่ยวและลงทุน ตลอดจนการจับจ่ายใช้สอยโดยรวมของประชาชน

หากการระบาดลุกลามมาก ต่อให้เปิดธุรกิจตามปกติ เช่น เปิดห้าง เปิดร้านอาหาร เปิดโรงหนัง คนก็ขาดความมั่นใจ ไม่กล้าออกไปท่องเที่ยวใช้จ่ายอยู่ดีเนื่องจากกลัวติดเชื้อ ธุรกิจก็จะซบเซาโดยอัตโนมัติ ถึงคราวนั้นก็จะมีเสียงโจมตีกลับมาที่รัฐบาลว่าทำไมไม่คุมการระบาด

การจะสร้างความมั่นใจของสังคมเพื่อนำไปสู่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ก็ต้องจัดการด้วยการคุมการระบาดให้อยู่ในระดับต่ำมากพอ ถ้าเข้าใจหลักเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นบ้าง ก็น่าจะรู้ว่า “ความมั่นใจ” คือสิ่งสำคัญมากในระบบเศรษฐกิจ-การลงทุนเสรี

 

เมื่อมีการล็อกดาวน์ คนไทย “กระหย่อมหนึ่ง” (ถ้าดูแผนที่ประเทศไทย คนพวกนี้น่าจะมีขนาดเล็กกว่าปลายเข็มเย็บผ้า) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกอิงการเมือง เล่นการเมืองทุกสถานการณ์ ไม่เว้นแม้แต่โรคระบาด กรีดร้องว่าการปิดเมืองกระทบต่อเสรีภาพ หรือไม่ก็ “โควิดไม่กลัว กลัวอดตาย” แต่อาจลืมคิดไปว่า ถ้าติดโควิดมีสิทธิตายสูงกว่า

การใช้มาตรการล็อกดาวน์ ก็เพื่อดึงการติดเชื้อให้ต่ำลงมา หน่วงเวลาการติดเชื้อออกไป เพื่อให้ระบบการแพทย์รับมือไหว มีเวลาให้แพทย์รักษาผู้ติดเชื้อที่มีอยู่เดิมให้หายและปล่อยออกจากโรงพยาบาลไปได้ เพื่อให้โรงพยาบาลมีเตียงและอุปกรณ์จำเป็นว่างพอที่จะรองรับผู้ป่วยล็อตใหม่ ลดการเสียชีวิต

ทีมผู้เชี่ยวชาญเขามีข้อมูลในมือละเอียดและประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าทุกอย่าง เช่น จำนวนผู้เฝ้าระวังที่อาจมีแนวโน้มติดเชื้อ (ปัจจุบันต้องเฝ้าระวัง 5.5 หมื่นกว่าคน) สิ่งเหล่านี้นำมาประกอบการพิจารณาการบริหารจัดการทุกเรื่อง

ดังนั้น คนภายนอกที่ไม่ได้รู้เรื่องนี้ การ “อวดรู้” ดีกว่าทีมผู้เชี่ยวชาญ และเอาแต่อ้างว่าติดเชื้อน้อยแล้ว เปิดเมืองเสียที จึงเสี่ยงจะเป็นพวกขาดสติปัญญา ไม่ใช้วิทยาศาสตร์ในการวิพากษ์วิจารณ์ จะเอาแต่เสรีภาพ แบบไม่ดูตาม้าตาเรือ

 

ประชากรประเทศไหนที่พูดแต่เสรีภาพ แต่ไม่ใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เป็นหลักยึด จะมีความเจริญและพัฒนาทั้งตัวเองและประเทศได้อย่างไร

พูดกันมากว่า รัฐบาลปิดเมือง ทำลายเศรษฐกิจโดยไม่สนใจ ไม่รับรู้ความเดือดร้อนของประชาชน การโจมตีนั้นราวกับว่ามีไทยเพียงประเทศเดียวที่ใช้มาตรการล็อกดาวน์ และเป็นชาติเดียวที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการล็อกดาวน์

อันที่จริง เชื่อเถอะว่า ไม่ว่ารัฐบาลจะโง่ขนาดไหน เรื่องที่ไม่อยากทำเลยเป็นอันดับแรก คืออะไรก็ตามที่กระทบต่อเศรษฐกิจหรือปากท้องประชาชน เพราะเป็นเรื่องอ่อนไหว มีผลต่อคะแนนนิยมคะแนนรัฐบาลมากที่สุด

ถ้าเลือกได้ รัฐบาลไม่อยากปิดเมืองแน่ๆ เพราะเศรษฐกิจเสียหายและต้องเหนื่อยในการตามแก้ ตามฟื้นฟูทีหลัง ต้องกู้เงิน ต้องใช้เงินมาก ถ้าเลือกได้และประชาชนเอาด้วย ขอใช้วิธีแบบสวีเดนดีกว่า รัฐบาลไม่ต้องเหนื่อยในการทำอะไร นอกจากหาสถานที่ที่เก็บศพและฝังศพให้เพียงพอ

สวีเดนเป็นยุโรปชาติเดียวของกลุ่มสแกนดิเนเวีย ที่ไม่ใช้มาตรการล็อกดาวน์ ปล่อยให้ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติ รัฐบาลแค่ออกคำแนะนำการปฏิบัติตัว

ส่วนจะปฏิบัติตามหรือไม่ เป็นความรับผิดชอบของประชาชน เพราะอย่างที่รู้กัน ประเทศนี้ให้ความสำคัญกับอิสระ-เสรีภาพของประชาชน

 

แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ อดคิดไม่ได้ว่าเป็นเพราะรัฐบาลขี้เกียจทำงานหรือไม่ เลยมอบเสรีภาพแห่งการตายแถมให้ด้วย จะเป็นจะตายก็เป็นความรับผิดชอบของแต่ละคนเอาเอง

ช่วงประมาณวันที่ 3 เมษายน สวีเดนซึ่งมีประชากรเพียงแค่ 10 ล้านคน มีผู้ติดเชื้อ 5,568 คน เสียชีวิต 308 คน ผลสำรวจพบว่าประชาชนมีความพึงพอใจรัฐบาลมากขึ้นจาก 65% เป็น 74%

8 เมษายน ติดเชื้อ 8,400 ตายเกือบ 700 พร้อมกับมีรายงานข่าวว่า เจ้าหน้าที่รัฐต้องแสวงหาที่เก็บศพเพิ่มเติม เพราะโรงเก็บศพไม่พอ ต้องไปเช่าห้องเย็นแช่อาหาร ลานสเก๊ตน้ำแข็ง แต่ไม่มีผลโพลว่าประชาชนยังพอใจผลงานรัฐบาลหรือไม่ ที่แน่ๆ ในขั้นนี้รัฐบาลสวีเดนเพิ่มศักยภาพในการหาที่เก็บศพประชาชน แต่ไม่เพิ่มศักยภาพในการป้องกัน

เหตุที่คนสวีเดนไม่ตระหนักถึงความร้ายแรง เป็นเพราะทั้งสื่อสวีเดนและรัฐบาลไม่ค่อยมีการรณรงค์เข้มข้น พูดภาษาชาวบ้านคือไม่ค่อยตีปี๊บ ทำสถานการณ์ให้ดูเป็นปกติ คนสวีเดนจึงเสมือนถูกรัฐบาลกล่อมให้เมาอยู่กับเรื่องเสรีภาพ เพื่อให้รัฐบาลมีความชอบธรรม ใช้วิธีภูมิคุ้มกันหมู่หรือ (herd immunity) คือปล่อยให้ประชาชนติดเชื้อมากๆ (และอาจตายมากๆ) แล้วการระบาดจะหายไปเอง

ชาวต่างชาติที่อาศัยในสวีเดนบอกว่า ไม่เชื่อมั่นในมาตรการของรัฐบาลสวีเดนเลย พวกเขายึดถือคำแนะนำจากรัฐบาลประเทศของตัวเองมากกว่าเพื่อให้ปลอดภัย

ส่วนชาวสวีเดนบางคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลบอกว่า คุณจะไปหวังพึ่งพาความรับผิดชอบของประชาชนได้อย่างไร เพราะแต่ละคนมีจิตสำนึกและความรับผิดชอบไม่เท่ากัน

24 เมษายน สวีเดนมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในวันเดียว 812 คน เสียชีวิตในวันเดียว 131 คน ติดเชื้อสะสม 17,567 คน เสียชีวิตรวม 2,152 คน มาถึงตอนนี้รัฐมนตรีมหาดไทยเริ่มเครียด ขู่ว่าจะปิดบาร์ ร้านอาหาร ฯลฯ

 

ท่ามกลางสถานการณ์ร้ายแรงของโควิด เราได้เห็นความคิดบ้องตื้นของประชาชน “กระหย่อมหนึ่ง” ในอเมริกา เช่นกัน เมื่อพวกกระหย่อมเหล่านี้ออกมาคัดค้านการล็อกดาวน์และบีบให้เปิดเมือง

ที่น่าเศร้าก็คือ แพทย์ พยาบาล ต้องออกมายืนขวางคนพวกนี้ พร้อมกับอธิบายว่า ถ้าพวกคุณไม่อยู่บ้าน หมอ พยาบาล ก็ยิ่งต้องทำงานหนักและเสี่ยงติดเชื้อ (และอาจตาย) จากผู้ป่วย เพราะหมอ พยาบาลไม่มีทางเลือกเหมือนพวกคุณ

เศร้ายิ่งกว่าก็คือ ล่าสุดแพทย์หญิงระดับผู้อำนวยการแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในนิวยอร์กได้ฆ่าตัวตาย หลังจากเธอต้องโหมงานหนักจนติดเชื้อโควิด

พวกประท้วงกระหย่อมนี้อ้างว่า นี่เป็นดินแดนเสรีภาพ และบอกว่าไม่กลัวโควิด “ให้เสรีภาพแก่ฉัน ถ้าไม่อย่างนั้นก็ให้โควิดแก่ฉัน” ส่วนบางคนปัญญาเบากว่านุ่น ถือป้ายระบุว่า “โควิดเป็นเรื่องโกหก” ซึ่งไม่รู้ว่าออกมาจากถ้ำไหน

มีอดีตพยาบาลคนหนึ่งเหลืออด จึงไปยืนประจันหน้ากับผู้ประท้วง พร้อมถือป้าย “มาลงชื่อที่นี่ ถ้าอยากติดเชื้อไวรัส”

ในข่าวไม่ได้บอกว่ามีผู้ลงชื่อรับเชื้อหรือไม่ แต่อันที่จริง ถ้าพวกนี้อยากติดเชื้อ ก็ไม่ยาก แค่เดินเข้าไปในโรงพยาบาลไหนสักแห่งก็ได้ โดยเฉพาะนิวยอร์ก ที่มีคนตายมากที่สุด จะได้พิสูจน์ว่ารักเสรีภาพมากกว่าชีวิตหรือไม่ อยากมีชีวิตใช้เสรีภาพไปอีกหลายปี หรือแค่ 7-14 วัน

 

ที่จริงแล้วน่าจะให้คนพวกนี้เซ็นหนังสือยินยอมว่าถ้าตัวเองติดเชื้อแล้ว ขอสละสิทธิ์ไม่รับการรักษา เพื่อจะได้มีเตียงและอุปกรณ์ว่างสำหรับคนอื่น อีกทั้งจะได้ไม่เพิ่มภาระให้กับหมอ-พยาบาล และจะได้ไม่ต้องมาถามหาจรรยาบรรณแพทย์

นอกจากนี้ หากพิสูจน์ได้ว่าพวกนี้เอาเชื้อไปติดคนอื่น จะต้องรับโทษอาญาฐานทำให้ชีวิตคนอื่นตกอยู่ในอันตราย หรือจงใจฆาตกรรม

ในเมืองไทยก็เช่นกัน ถ้าใครเรียกร้องเสรีภาพและบอกว่าไม่กลัวโควิด ก็ต้องใช้กติกาเดียวกันนี้ จะได้ยุติธรรมกับคนอื่น

ไม่ยุติธรรมและเห็นแก่ตัว หากป่วยแล้วกลับอ้างสิทธิตัวเองที่จะได้รับการรักษา แต่พอรัฐขอความร่วมมือ เพื่อป้องกันชีวิตของตัวผู้นั้นเองและของคนอื่นกลับบอกว่าเป็นเสรีภาพที่จะใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการ คือพูดถึงแต่สิทธิตัวเอง ไม่พูดถึงสิทธิคนอื่น

บทความก่อนหน้านี้ยานยนต์ สุดสัปดาห์ / สันติ จิรพรพนิต/ เทียบฟอร์มการขับ-ความคุ้มค่า ‘ฮอนด้า ซิตี้’ VS ‘นิสสัน อัลเมร่า’
บทความถัดไป“แรงงานต่างชาติ” พลังสำคัญในการเปิดเมืองไทยอีกครั้ง แต่จะป้องกันระเบิดโควิดอย่างไร