สมุนไพรเพื่อสุขภาพ/โครงการสมุนไพรเพื่อการพึงพาตนเอง/ผจญโควิด-19 ด้วยภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย (1)

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ/โครงการสมุนไพรเพื่อการพึงพาตนเอง มูลนิธิสุขภาพไทย www.thaihof.org

ผจญโควิด-19

ด้วยภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย (1)

 

ในบรรดาโรคระบาดที่เคยมีมานับแต่บรรพกาล ต้องยกให้โควิด-19 เป็นโรคระบาดบันลือโลกตัวจริง

แม้จำนวนผู้ติดเชื้อและตายจะน้อยกว่ากาฬโรค (Black Death) เมื่อ 600 ปีก่อนและไข้หวัดใหญ่สเปน เมื่อร้อยปีที่แล้ว

แต่จำนวนประเทศที่แพร่ระบาดไม่มีโรคใดแซงหน้าโควิด-19 จะเรียกว่าเป็นโรคไวรัสสหประชาชาติก็ได้ เพราะแค่ 4 เดือน เกือบทุกประเทศในโลกล้วนเป็นสมาชิกโรคโควิด อาจจะมียกเว้นบางแห่งที่ปิดประเทศมาโดยตลอด เช่น เกาหลีเหนือ เป็นต้น (ฮา)

แม้อวดอ้างไม่ได้ว่ากรรมวิธีการแพทย์แผนไทยจะมีคำตอบอะไรให้กับการรักษาโรคห่ายุคใหม่อย่างโควิด-19 แต่อย่างน้อยก็มีการบันทึกเรื่องโรคระบาดยุคโบราณไว้ใน “พระคัมภีร์ตักศิลา” กล่าวถึงโรคไข้พิษ ไข้กาฬต่างๆ ที่ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นเบือคล้ายกับโรคระบาดจากเชื้อไวรัสในยุคปัจจุบัน มีเนื้อความขึ้นต้นว่า

“สิทธิการิยะ จะกล่าวถึงเมืองตักกะศิลา เกิดความไข้วิปริตเมื่อห่าลงเมือง ท้าวพระยาไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั้งปวง เกิดความไข้ล้มตายเป็นอันมาก ซึ่งคนที่เหลือตายนั้นออกจากเมืองตักกะศิลาไป ยังเหลือแค่เปลือกเมืองเปล่า ยังมีพระฤๅษีองค์หนึ่งมีนามชื่อไรมิได้ปรากฏ เที่ยวโคจรมาแต่ป่าหิมพานต์ จึ่งเห็นแต่เมืองเปล่าเห็นแต่ซากศพตายกองทั้งบ้านเมือง… เธอจึ่งแต่งพระคัมภีร์ไข้เหนือ ไข้พิษ ไข้กาฬตักกะศิลาสำหรับแพทย์ไปข้างหน้า ให้รู้ประเภทอาการเพื่อจะให้สืบอายุสัตว์ไว้ในพระศาสนาให้ถ้วนห้าพันพระพรรษา”

จะเห็นได้ว่าโรคระบาดนั้นมีความเป็นประชาธิปไตยมาก

คือ เฉลี่ยมรณภัยให้แก่คนทุกชั้นชนเสมอหน้ากันหมด ไม่เว้นแม้ท้าวพระยามหากษัตริย์ในอดีตเช่นกัน

โควิด-19 ยุคนี้ก็เล่นเอาไฮโซทั้งหลายป่วยไปตามๆ กัน และเป็นเหตุให้เชื้อพระวงศ์องค์หนึ่งในยุโรปสิ้นพระชนม์ไปแล้ว มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า โรคไวรัสจำพวกหวัดใหญ่หรือโคโรนาเป็นโรคที่ชอบสังคม เพราะมักระบาดในหมู่คนที่ชอบเฮฮาปาร์ตี้

จนมีคำหยิกเล็กๆ ว่า โรคอินฟลูเอ็นซ่า (Influenza) มักชอบสมาคมกับพวกอินฟลูเอ็นเซอร์ (Influencer) ผู้ทรงอิทธิพลในโลกโซเชียล (ฮา)

 

ดังนั้น มาตรการอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ของรัฐบาลน่าจะแก้การแพร่โรคได้ ซึ่งไม่ใช่มาตรการแปลกใหม่ แต่เคยบังคับใช้ได้ผลเมื่อ 200 ปีมาแล้วในสมัยรัชกาลที่ 2 ตอนเกิดไข้ป่วงใหญ่ (อหิวาตกโรค) ปีมะโรง พ.ศ.2363

ดังมีหลักฐานบันทึกว่า

“บรรดาประชาราษฎรทั้งปวงมีรับสั่งให้ประกาศห้ามมิให้ไปฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ให้อยู่แต่ในบ้านเรือน ต่อเมื่อมีการร้อน จำจะต้องไป จึงให้ไป อหิวาตกโรคมีมากอยู่ประมาณ 15 วัน ถึง ณ วันเสาร์ เดือน 7 แรม 7 ค่ำ (ตรงกับวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ.2363) โรคจึงค่อยเสื่อมถอยน้อยลงโดยลำดับ”

โรคระบาดอหิวาต์คราวนั้นแม้เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ เพียง 15 วัน แต่ก็คร่าชีวิตชาวกรุงถึง 30,000 คน

ในสมัยรัชกาลที่ 2 ประชากรในพระนครและปริมณฑลมีแค่แสนเศษ เท่ากับมีคนตายถึง 30% เฉพาะในกรุงเทพฯ ท่านบรรยายไว้เห็นภาพใกล้ตัวเลยว่า

“คนในกรุงเทพฯ ก็เป็นโรคป่วงใหญ่ ขึ้นตั้งแต่ ณ วันเดือน 7 ขึ้น 6 ค่ำ ไปถึงวันเพ็ญ (ช่วง 10 วัน) คนตายทั้งชายทั้งหญิง ศพที่เอาไปทิ้งไว้ในป่าช้าและศาลาดินในวัดสระเกศ วัดบางลำภู วัดบพิตรภิมุข วัดปทุมคงคา แลวัดอื่นๆ ก่ายกันเหมือนกองฟืน ที่เผาเสียก็มากกว่ามาก มีศพลอยในแม่น้ำลำคลองเกลื่อนกลาดไปทุกแห่ง จนพระสงฆ์ก็หนีออกจากวัด คฤหัสถ์ก็หนีออกจากบ้าน ถนนหนทางก็ไม่มีคนเดิน ตลาดก็ไม่ได้ออกซื้อขายกัน ต่างคนต่างกินแต่ปลาแห้งพริกเผากับเกลือเท่านั้น น้ำในแม่น้ำก็กินไม่ได้ด้วยอาเกียรณ์ไปด้วยซากศพ อหิวาตกโรคซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปีมะโรงโทศก ผู้คนตายมากกว่าที่ใครๆ จำได้ว่าเคยมีมาแต่ก่อน ไม่มีคราวไหนจะร้ายแรงถึงคราวนั้น คนทั้งหลายพากันเกิดความหวาดหวั่นครั่นคร้ามต่อมรณภัยทั่วไปทั้งพระนคร

จึงมีรับสั่งให้ตั้งพระราชพิธีอาพาธพินาศตามอย่างที่เคยทำมา…”

 

จากบทเรียนในอดีตจะเห็นได้ว่าโรคระบาดเมื่ออุบัติขึ้นแล้ว ก็จะดำเนินไประยะหนึ่ง แล้วจะค่อยๆ สงบไปเอง โดยไม่มียาหรือนวัตกรรมทางยาใดๆ มาแทรกแซงให้สงบเร็วขึ้นเลย

ดังนั้น มาตรการที่ดีที่สุดในการลดการสูญเสียชีวิตคือ การป้องกันโรค เมื่อ 40 ปีก่อน มนุษย์อหังการ์ประกาศว่า โรคติดเชื้อทุกชนิดต้องถูกพิชิตด้วยกระสุนยามหัศจรรย์

แต่พอเจอคนไทยติดเชื้อ HIV/เอดส์รายแรก ในปี พ.ศ.2527 จึงเริ่มลดอหังการ์ลงบ้าง แต่ก็ยังตั้งเป้าว่าจะยุติเชื้อเอดส์ทั้งโลกภายในปี พ.ศ.2573 ทั้งที่วันนี้ไทยยังมีผู้ติดเชื้อ HIV ที่ยังมีชีวิตอยู่เกือบ 80,000 คน

โดยที่ยังมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ถึงปีละกว่า 6,000 คน และทุกวันจะมีคนไทยตายเพราะโรคเอดส์ถึง 49 คน หรือปีละ 17,885 คน

ซึ่งยังเป็นอัตราตายที่สูงกว่าในอดีต 35 ปีที่ผ่านมาด้วยซ้ำ ที่มีตัวเลขผู้ป่วยเอดส์ตายสะสม 600,000 คน หรือเฉลี่ยปีละ 17,142 คน

 

แต่วันนี้โควิด-19 ทำให้คนกลัวตายยิ่งกว่าโรคเอดส์ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องควรตำหนิเพราะความกลัวช่วยให้ไม่ประมาท เนื่องจากเชื้อไวรัสอุบัติใหม่เป็นโรคที่อันตรายกว่าโรคติดต่ออื่นๆ เพราะไม่มีวัคซีนหรือยาต้านไวรัสตัวใหม่

คนไทยยุคนี้อาจจะลืมไปแล้วว่า เมื่อร้อยปีก่อนคนไทยเคยสูญเสียชีวิตเป็นจำนวนมากจากไข้หวัดใหญ่สเปน ซึ่งติดมากับทหารไทยจำนวน 1,250 คนที่กลับจากสมรภูมิยุโรปในสงครามโลกครั้งที่ 1 แม้ไม่มีทหารไทยเสียชีวิตจากการรบเลยสักคนเดียว

แต่ภายในเวลาแค่ 6 เดือนคนไทยทั้งประเทศจำนวน 8,478,566 คน ล้มป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่สเปนถึง 2,317,622 คน ตายถึง 80,223 คน

แต่คิดเป็นอัตราตายต่อจำนวนผู้ติดเชื้อเพียงร้อยละ 3.47 พอๆ กับอัตราตายของโควิด-19 ซึ่งดูเหมือนไม่ร้ายแรงนัก จึงอาจทำให้คนชะล่าใจไม่ระวังตนจนมีจำนวนคนตายหลายหมื่น

ฉะนั้น จึงไม่ควรประมาทให้ประวัติศาสตร์โควิดซ้ำรอยกับไข้หวัดใหญ่สเปนเป็นอันขาด บทเรียนดีที่สุดจากอดีตที่ไม่ประมาท และตรงกับ Social distancing ในรัชกาลที่ 2 ทรงสั่งให้อยู่บ้าน อยู่ห่างกัน และเพิ่มใน พ.ศ.นี้ กินร้อน ช้อนตัวเอง ใส่หน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำ (หรือเจลแอลกอฮอล์ 70%) จึงสู้โควิด-19 ได้

(ต่อตอนที่ 2 จะกล่าวถึงตำรับยา)

บทความก่อนหน้านี้เศรษฐกิจ / วิกฤตเศรษฐกิจยุคโควิด-19 ‘จน-รวย’ หวาดกลัว-ทุกข์เข็ญ มาตรการรัฐเยียวยาแค่ไหน?
บทความถัดไปรายงานพิเศษ / Social Distancing ห่างกันสักพัก ยังรักกันเหมือนเดิม ‘บิ๊กตู่-บิ๊กแดง’ กลางสมรภูมิโควิด กลางมรสุมข่าวลือ จับตาบทบาท ‘บิ๊กเล็ก’ เคียงคู่ ‘บิ๊กกบ’