ยุบอนาคตใหม่คือฟางเส้นสุดท้ายของการอยู่ร่วมกับรัฐบาล | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์www.facebook.com/sirote.klampaiboon

แม้ใครๆ จะคาดการณ์ได้ว่าคำตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่ย่อมส่งผลให้ผู้สนับสนุนพรรคไม่พอใจ การแสดงออกของคนกลุ่มต่างๆ หลังจากเจ็ดตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 21 กลับสะท้อนว่าความไม่พอใจคำตัดสินนี้มีมากกว่าที่ทุกคนคิด มิหนำซ้ำยังกระจายตัวไปสู่คนกลุ่มที่กว้างขวางเหลือเกิน

ขณะที่การยุบพรรคในอดีตไม่ค่อยนำไปสู่แรงกระเพื่อมทางสังคม หรือไม่อย่างนั้นก็มีเฉพาะในหมู่ผู้สนับสนุนพรรค คำตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่กลับกระตุ้นให้คนหลายกลุ่มมีปฏิกริยาต่อต้านมากจนเหลือเชื่อ และยิ่งกว่านั้นเป็นปฏิกริยาที่มาจากคนซึ่งไม่ใช่ผู้สนับสนุนอนาคตใหม่ด้วยซ้ำไป

จากคำแถลงของ 36 อาจารย์นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ถึงคำอภิปรายของอาจารย์นิติศาสตร์ จุฬาฯ หลักใหญ่ใจความที่แสดงออกล้วนรวมศูนย์ที่ความไม่สมเหตุสมผลในคำตัดสินยุบพรรคทั้งสิ้น โดยเฉพาะการระบุว่าพรรคการเมืองเป็นนิติบุคคลเอกชน กู้เงินได้ และเงินกู้ไม่ใช่เงินบริจาคที่ผิดกฎหมายจนต้องยุบพรรคไป

แน่นอนว่าโดยกฎหมายแล้วทุกคนต้องเคารพศาลรัฐธรรมนูญ แต่คำวิจารณ์ของนักวิชาการหักล้างคำอธิบายของศาลในการยุบพรรคไปทั้งสิ้น เพราะศาลอ้างว่าพรรคเป็นองค์กรมหาชน กู้เงินไม่ได้ เงินกู้คือเงินบริจาคที่ผิดกฎหมาย การให้ดอกเบี้ยต่ำคือความผิดปกติ และทั้งหมดนี้คือเหตุให้ศาลยุบพรรคการเมือง

โดยปกตินั้นนักกฎหมายมักหลีกเลี่ยงแสดงความเห็นซึ่งคาบเกี่ยวกับการเมือง ยิ่งถ้าเป็นความเห็นซึ่งแตกต่างจากศาลยิ่งแทบไม่ปรากฎ การแสดงออกอย่างเปิดเผยของอาจารย์นิติศาสตร์ซึ่งไม่ใช่สายที่แสดงบทบาท “ปัญญาชนสาธารณะ” จึงเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นซึ่งสะท้อนความรู้สึกบางอย่างในสังคม

การยุบพรรคเป็นเรื่องทางกฎหมาย แต่ความเป็นจริงที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบเหมือนพรรคไทยรักษาชาติ, พรรคไทยรักไทย, พรรคพลังประชาชน ฯลฯ ทำให้การยุบพรรคเป็นเครื่องมือเพื่อกำจัดพรรคการเมืองด้วยแน่ๆ โดยเฉพาะพรรคที่เป็นฝ่ายตรงข้ามของ “ผู้มีอำนาจ” หลังรัฐประหารปี 2549 จนถึงปัจจุบัน

ที่ผ่านมานั้นคำตัดสินของศาลคือเสาหลักทางอุดมการในการกวาดล้างพรรคการเมือง แต่ปฏิกริยาต่อการยุบอนาคตใหม่โดยคนกลุ่มต่างๆ แสดงว่าเสานี้พยุงความชอบธรรมให้การยุบพรรคไม่ได้ดังเดิมแล้ว หรืออีกนัยคือการยุบพรรคเผชิญความไม่สมเหตุสมผลทางกฎหมายลุกลามเป็นความไม่ชอบธรรมทางการเมือง

การยุบพรรคอนาคตใหม่ก่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจพล.อ.ประยุทธ์ ทำให้พลานุภาพของฝ่ายค้านอ่อนแอลง เพราะอนาคตใหม่คือพรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่เป็นอันดับสองจน 1 ใน 3 ของส.ส.ฝ่ายค้านสังกัดพรรคอนาคตใหม่ แต่สถานภาพของรัฐบาลหลังยุบพรรคอนาคตใหม่กลับไม่มีอะไรดีขึ้นตามตัวเลขฝ่ายค้านที่น้อยลง

ตรงข้ามกับจำนวนเสียง ส.ส.ที่การตัดสิทธิกรรมการพรรคอนาคตใหม่ทำให้รัฐบาลมีมากกว่าฝ่ายค้านราว 30 คน ความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลกลับลงต่ำสวนทางกับจำนวน ส.ส.ที่รัฐบาลมีมากขึ้น ความเชื่อว่าอนาคตใหม่โดนยุบเพราะรัฐบาล ทำให้ความเกลียดชังรัฐบาลทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็น

ถ้าการแสดงออกของนักศึกษาธรรมศาสตร์และจุฬาต่อพลเอกประยุทธ์ในงานฟุตบอลประเพณีคือสัญลักษณ์ว่า “คนรุ่นใหม่” ไม่มีความเชื่อถือรัฐบาลประยุทธ์ต่อไป การยุบพรรคอนาคตใหม่ก็ทำให้ความไม่เชื่อถือกลายเป็นความเคียดแค้นและความรู้สึกต่อต้านรัฐบาลอย่างน่าสะพรึงกลัว

หลังจากพรรคอนาคตใหม่โดนยุบแค่วันเดียว การชุมนุมของนักศึกษาและประชาชนก็ปรากฎที่ธรรมศาสตร์ จากนั้นกิจกรรมลักษณะนี้ก็เกิดที่จุฬา, เกษตรศาสตร์, ศิลปากร, มหิดล, เชียงใหม่, ขอนแก่น , รามคำแหง , มศว. , รังสิต, ราชภัฎสกลนคร ฯลฯ จนต้องถามว่ามีสถาบันไหนที่ไม่เกิดอะไรแบบนี้เลย ?

เมื่อคำนึงว่าพรรคอนาคตใหม่ชนะการเลือกตั้งในเขตเมืองและสถาบันอุดมศึกษาแทบทั้งแผ่นดิน ก็เป็นไปได้ที่ “นักศึกษา” คือ “ผู้สนับสนุน” ซึ่งไม่พอใจการยุบพรรคจนแสดงออกโดยวิธีต่างๆ แต่ก็น่าสังเกตว่านักศึกษาพูดถึงพรรคอนาคตใหม่น้อยจนไม่ใช่เป็นการชุมนุมต้านการยุบพรรคอย่างแน่นอน

นักศึกษาเกือบทั้งหมดนัดหมายรวมตัวโดยสร้างแฮชแทกให้ทุกคนหาได้ทางออนไลน์ และแฮชแทกซึ่งเป็นเหมือนรหัสในการรวมพลล้วนวนเวียนกับการวิพากษ์วิจารณ์ “สลิ่ม” และต่อต้าน “กะลา” จนเท่ากับว่าแรงขับในการรวมตัวมาจากการต่อต้านอะไรบางอย่างที่มี “สลิ่ม” และ “กะลา” เป็นภาพตัวแทน

ในไวยากรณ์ทางการเมืองปัจจุบัน “สลิ่ม” และ “กะลา” หมายถึงคนที่สนับสนุนรัฐประหารและปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงจนเหมือนใช้ชีวิตในโลกใต้กะลา การชุมนุมจึงเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านการรัฐประหารและกองหนุนรัฐประหาร หรืออีกนัยคือเป็นการต่อต้าน “โครงสร้าง” ซึ่งทำให้เกิดการยุบพรรคอนาคตใหม่ขึ้นมา

การชุมนุมเพราะไม่พอใจศาลที่ออกคำสั่งยุบพรรคนั้นไม่ธรรมดา และการชุมนุมที่เชื่อมโยงการยุบพรรคสู่การรัฐประหารและผู้สนับสนุนในนาม “สลิ่ม” และ “กะลา” ย่อมไม่ธรรมดาขึ้นไปอีก เพราะเท่ากับคำตัดสินศาลสร้างความชอบธรรมให้การยุบพรรคไม่ได้ ซ้ำยังสร้างความไม่พอใจต่อ “โครงสร้าง” ที่ใหญ่ขึ้นไป

การชุมนุมของนักศึกษาเกิดในช่วงสอบปลายภาคซึ่งไม่ค่อยมีใครอยากทำอะไร ตัวการชุมนุมจึงแสดงระดับความไม่พอใจที่สูงกว่าปกติ ยิ่งกว่านั้นคือนักศึกษาส่วนใหญ่อายุไม่เกิน 22 จนน่าจะเกิดปี 2541 และอายุ 15 ตอนคุณประยุทธ์ยึดอำนาจปี 2557 ซึ่งเท่ากับคนรุ่นใหม่หันหลังให้ “โครงสร้าง”ตอนนี้แทบสิ้นเชิง

ประวัติศาสตร์ของคำว่า “สลิ่ม” เกิดจากผู้สนับสนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์ปราบปรามคนเสื้อแดงปี 2553 อ้างว่าตัวเองเป็นกลาง จากนั้นก็ชุมนุมกับ กปปส.เพื่อขัดขวางเลือกตั้งและสร้างสถานการณ์ให้ทหารยึดอำนาจ “สลิ่ม” จึงน่าจะมีอายุอย่างต่ำ 30 ในปี 2553 และเกิดก่อนปี 2523 ซึ่งก็คือคนรุ่นพ่อแม่ของนักศึกษานั่นเอง

ด้วยประชากรศาสตร์ของนักศึกษาในปัจจุบัน การเมืองไทยได้เข้าสู่สถานการณ์ใหม่ที่ “คนรุ่นใหม่” แสดงออกโดยเปิดเผยว่าไม่พอใจ “โครงสร้าง” และ “คนรุ่นเก่า” ที่สนับสนุนโครงสร้างดังกล่าว คำตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่สร้างผลสะเทือนมากกว่าที่คนสั่งยุบคิด นั่นก็คือสร้างความขัดแย้งระหว่างรุ่นขึ้นมา

หากมองประเทศไทยโดยคำนึงถึงภาพรวมยิ่งกว่าการแย่งอำนาจการเมือง คำสั่งยุบพรรคทำให้ประเทศเกิดการแบ่งขั้วแบบใหม่และความขัดแย้งแบบใหม่ที่ชัดเจนแล้ว ความขัดแย้งนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องชอบพรรคไหนหรือเกลียดใคร แต่คือความขัดแย้งกับคนบางกลุ่มและบางรุ่นที่ยึดประเทศไปเป็นของพวกตัวเอง

คุณประยุทธ์และพวกมักโจมตีว่าผู้สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่คือเด็กวัยรุ่นโง่ๆ ที่ถูกธนาธรหลอก แต่การรวมตัวของนักศึกษาตอนนี้ชี้ว่าคนรุ่นนี้มองคุณประยุทธ์เป็นสัญลักษณ์ของการผูกขาดอำนาจ, ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ, กำจัดฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งเป็นต้นตอของทุกปัญหาในประเทศไทย

คุณประยุทธ์บริหารประเทศล้มเหลวจนแทบไม่เหลือฐานสนับสนุนทางการเมือง อำนาจของคุณประยุทธ์มาจากกระบอกปืน, วุฒิสภาที่คุณประยุทธ์ตั้งเอง รวมทั้งรัฐบาลที่คุณประยุทธ์ใช้อิทธิพลจัดตั้งขึ้น แต่คุณประยุทธ์ไม่สามารถใช้อำนาจเพื่อสร้างความยอมรับนับถือทางสังคมให้เพิ่มขึ้นได้เลย

ด้วยการปกครองประเทศแบบที่คุณประยุทธ์ทำมาตลอด รวมทั้งกำลังจะทำต่อไปไม่ คุณประยุทธ์เดินหน้าสู่เส้นทางของวิกฤติศรัทธามากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการซื้อ ส.ส., ดูดนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม, ยุบพรรคคู่แข่ง ฯลฯ จนไม่มียุคไหนที่ประเทศไทยเสี่ยงต่อการเกิดความขัดแย้งขนาดใหญ่อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

การยุบพรรคอนาคตใหม่อาจเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้คนส่วนใหญ่ในประเทศไม่ทนอยู่ใต้การปกครองของคุณประยุทธ์และคนแบบคุณประยุทธ์อีกต่อไป

บทความก่อนหน้านี้“สรรพากร” ออกมาตรการป้องกัน “โควิด-19” ชี้ขรก.ไปญี่ปุ่น-ไต้หวัน ต้องหยุดงานเฝ้าระวังติดเชื้อ
บทความถัดไปเทียบ “รถบัส” กับ การบริหาร “บุคลากร” | ธุรกิจพอดีคำ