วิถีแห่งกลยุทธ์ เหมยฉางซู / เสถียร จันทิมาธร / ห่าธนู กระหน่ำ ร่างจิ้งหวัง (32)

เสถียร จันทิมาธร

วิถีแห่งกลยุทธ์ เหมยฉางซู/เสถียร จันทิมาธร

ห่าธนู กระหน่ำ ร่างจิ้งหวัง (32)

 

ต้องยอมรับว่าการปรากฏขึ้นของจิ้งหวังก่อให้สถานการณ์พลิกเปลี่ยน เป็นการปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะมีความพยายามเข้าสกัดขัดขวาง แต่ผลก็คือถูกพลังอันแข็งกร้าวดุดันของจิ้งหวังผลักล้มกระเด็น

เป็นพลังซึ่งคนที่ไม่เคยผ่านสนามรบจะคาดคำนวณได้

ซือหม่าเหลย 1 เพราะหวาดหวั่นร้อนตัว 1 เพราะไม่กล้าปะทะ และ 1 เพราะกำลังภายในต่ำทราม จึงถูกคุกคามจนซอยเท้าถอยหลังไหลกว่าหลายจั้ง

คนที่ตื่นตัวได้เร็วที่สุดกลับเป็นเย่วกุ้ยเฟย

“จิ้งเหยียน บังอาจนัก ตำหนักเจาเหรินหรือให้เจ้าบุกรุกได้ตามอำเภอใจ ลงมือทำร้ายคน หรือคิดก่อกบฏแล้ว”

เป็นการตีกลับอย่างรุนแรง

จิ้งหวังกวาดสายตามองโดยรอบ เห็นหนีหวงจวิ้นจู่แววตาเลื่อนลอย 2 เท้าอ่อนแรง แม้ยังงุนงงกับเหตุการณ์ แต่พอคาดเดาได้กว่าครึ่ง

ยามนี้รู้สึกว่าเย่วกุ้ยเฟย เจ้าตำหนัก มารดาของรัชทายาท ช่างโฉดชั่วต่ำช้านัก

รัชทายาททั้งตกใจระคนเดือดดาล ตวาดสั่งองครักษ์ให้ล้มเซียวจิ้งเหยียนไว้ “จิ้งเหยียน เจ้าบังอาจบุกรุกตำหนักพระมารดา ดีที่เรารัชทายาทอยู่ที่นี่ เห็นแก่ความเป็นพี่น้อง เราจะไม่กราบทูลเสด็จพ่อ”

มีหรือที่เซียวจิ้งเหยียนจะสยบยอม

 

เซียวจิ้งเหยียนจ้องมองเซียวจิ่งเซวียนด้วยสายตาเย็นเฉียบวูบหนึ่ง จากนั้นก็สาวเท้าขึ้นหน้าอย่างไม่แยแส องครักษ์ที่ล้อมเป็นวงจำต้องเคลื่อนตามไป

พลางหันมองรัชทายาทเป็นเชิงถามไถ่

มีความขัดแย้งดำรงอยู่ในทางความคิดของรัชทายาท เซียวจิ่งเซวียน ความเป็นจริงที่ต้องยอมรับก็คือ น้องชายคนนี้เป็นนักรบ เข่นฆ่าศัตรูมานับไม่ถ้วน องครักษ์แค่หยิบมือใช่ว่าจะกำราบลงได้

ยิ่งกว่านั้น หากองค์ชายคนหนึ่งถูกธนูปักอกสิ้นอัสสาสะคาตำหนักเจาเหริน

นั่นกลับมิใช่เรื่องเล็กน้อย มิหนำซ้ำ บนบ่ายังแบกไว้ด้วยหนีหวงจวิ้นจู่ แม่ทัพจากแดนใต้อวิ๋นหนาน

หรือจะยิงให้ตายไปพร้อมกัน

ท่ามกลางความลังเลของรัชทายาท เซียวจิ่งเซวียน เย่วกุ้ยเฟย กลับรุนแรงเฉียบขาดในการตัดสินใจรวดเร็วกว่า ปากแดงสดเม้มเข้าหากันก่อนเปล่งเสียงลอดไรฟัน

“ปล่อยธนู”

แม้รัชทายาทจะทักท้วงด้วยเกรงว่าสถานการณ์จะบานปลายออกไป แต่เย่วกุ้ยเฟยก็ยังยืนกรานคำเดิม นั่นคือ “ปล่อยธนู” พร้อมกับสำทับเหี้ยมเกรียม

“อย่างน้อยให้คนตายไม่อาจเปิดปาก พวกเราถึงมีโอกาสรอด”

เห็นเช่นนั้นรัชทายาทสูดหายใจยาว สาวเท้าขึ้นหน้าเปล่งเสียงกังวานก้อง “จิ้งหวังบุกรุกพระตำหนัก ลอบสังหารพระมารดา ทำร้ายจวิ้นจู่ ให้ยิงเกาทัณฑ์ประหารทันที”

แม้จะรวนเรในเบื้องต้น แต่ที่สุดองครักษ์ก็ปล่อยลูกธนู พร้อมเพรียงประดุจห่าฝน

 

“ไห่เยี่ยน” บรรยายตามสำนวน “ลีหลินลี่” ว่า จิ้งหวังขึ้นหน้าก้าวหนึ่งกระโดดถีบทหารล้มคว่ำ คว้าดาบด้ามสั้นของอีกฝ่ายกระชับในมือ

กวัดแกว่งไปมา แสงดาบวูบวาบดั่งหิมะโปรย

หลังจากปัดป้องคลื่นธนูระลอกแรกหมดสิ้น ช่วงชิงจังหวะช่องว่างทะยานขึ้นบันได วางหนีหวงจวิ้นจู่ลงบนพื้น หันมารับมือห่าธนูระลอกสอง

พลิกร่างตีลังกากลางอากาศ

เดี๋ยวผ่าซ้าย เดี๋ยวฟันขวา ก่อนทิ้งตัวลงกลางกลุ่มองครักษ์ที่ยืนกันแน่นขนัด กวัดแกว่งดาบรุกไล่มือธนูจนแตกฮือกระจัดกระจาย

รัชทายาท เซียวจิ่งเซวียนยืนดูจนตกตะลึง

พลันรู้สึกเย็นวาบ เพราะดาบคมกริบเล่มหนึ่งพาดประชิดลำคอ ไอเย็นแทรกซึมผ่านชั้นผิวหนังมาหนาวยะเยือก

เย่วกุ้ยเฟยสั่นเทิ้มทั่วร่าง “เซียวจิ่งเหยียน เจ้ากล้า”

“ตัดคอข้าศึกเป็นเรื่องที่ข้าทำประจำอยู่แล้ว” จิ้งหวังแค่นหัวเราะ “รัชทายาทยืนใกล้ข้าเกินไป”

“จิ้งเหยียน เจ้าต้องการอะไร” เป็นเสียงสั่นๆ จากรัชทายาท

“ส่งจวิ้นจู่มาทางนี้ แล้วปล่อยข้ากับนางออกจากวัง”

เย่วกุ้ยเฟยแววตาเย็นเฉียบปานน้ำแข็ง แค่นเสียงเย้ยหยันดังเฮอะออกมาคำหนึ่ง “หากข้าบอกว่าไม่เล่า หรือเจ้ากล้าฆ่ารัชทายาท”

“พระสนมคิดเดิมพันกับข้าด้วยชีวิตรัชทายาท”

 

ระหว่างเย่วกุ้ยเฟย เจ้าตำหนักเจาเหริน กับเซียวจิ่งเหยียน มีความแข็งกร้าว ยอมหักไม่ยอมงอพอๆ กัน แต่คนที่อยู่ตรงกลางอย่างรัชทายาท เซียวจิ่งเซวียน

ใจเต้นโครมคราม

ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน เรียกร้องการตัดสินใจอย่างฉับพลันทันใดเพื่อคลี่คลายหรือตัดสถานการณ์ พลันเสียงก็ดังขึ้นที่นอกประตู

“ไท่หวงไท่โฮ่วเสด็จ”

บทความก่อนหน้านี้“นคร” ชี้ยุบพรรคอนาคตใหม่ คือหนึ่งในตัวอย่างสงคราม 2 ระบอบ เผยถ้าฝ่าย ปชต.ยังขาดเอกภาพก็จะถูกกดไปชั่วลูกชั่วหลาน
บทความถัดไปแฟลชม็อบ จุดเทียน-ชู 3 นิ้ว ร้องแสงดาวแห่งศรัทธา ‘ส.ศิวรักษ์’ โผล่ร่วม