บาดแผล “อนาคตใหม่” กับ แผล5ปี คสช.-วีรกรรมรัฐบาลไทยสร้าง “วัฒนธรรมลอยนวล”

มนัส สัตยารักษ์

มนัส สัตยารักษ์ | ชัยชนะบนเวที

ก่อนการแข่งขันกีฬาแต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็นทีมหรือบุคคล มักจะมีการเปรียบเทียบโปรไฟล์ของคู่ต่อสู้ หรือประวัติการต่อสู้ในอดีต หรือสถิติ HEAD TO HEAD ที่เพิ่งผ่านมา

โดยเฉพาะกีฬามวยอาชีพซึ่งชั่งน้ำหนักกันต่อหน้าสื่อมวลชน ผู้จัดหรือตัวนักมวยเองอาจจะฉวยโอกาสประชาสัมพันธ์ด้วยการประหมัดกันเล็กน้อย หรือให้พูดดูหมิ่นเหยียดหยามคู่ชกเป็นการยั่วน้ำลายคนดู

กรณี “วิ่งไล่ลุง” ของพรรคอนาคตใหม่ที่จัดโดยกลุ่มนักกิจกรรม กับ “เดินเชียร์ลุง” ที่จัดโดยฝ่ายเชียร์รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ทำนองเดียวกันกับกีฬามวยอาชีพ ต่างกันแต่ว่าการเมืองบ้านเราไม่มีสื่อที่เป็นกลาง สื่อทั้งหลายต่างเลือกฝ่ายไว้ล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้วโดยเปิดเผย

คนกลาง ๆ ที่ไม่เป็นพวกใครหรือไม่มีใครเขาเอาเป็นพวก จึงไม่อยากระบุว่ากลุ่มไหนเป็นฝ่ายชนะในกิจกรรมเมื่อวันที่ 12 มกราคม

แต่จากภาพที่เห็นพูดได้เพียงว่า อนาคตใหม่อย่างน้อยก็ “ชนะใจคนดู” ทำให้รู้สึกโล่งอกที่ไม่มีอุบัติเหตุร้ายแรงเหมือนเมื่อเดือนกันยายน 2549 หรือเดือนพฤษภาคม 2557

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นก็มีเสียงขู่คำรามกันไป-มาราวกับพร้อมที่จะทำการสู้รบกันทุกที่และทุกเวลา

เรื่องการเมืองเราจะเทียบโปรไฟล์กันได้ยากกว่าการชั่งน้ำหนักนักมวย เพราะทุกฝ่ายต่างมีทั้งความดีและความเลว มีส่วนดีพร้อมกับมีส่วนเลวตามประสามนุษย์โลก การให้ผลเป็นบวกหรือเป็นลบล้วนขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน ในแต่ละเวลาและแต่ละสถานที่

สถานการณ์ดังกล่าวในพารากราฟข้างต้นเกิดขึ้นทั่วโลก เพียงแต่ที่เมืองไทยยุคนี้ฝ่ายรัฐบาลย่อมเป็นฝ่ายเสียเปรียบฝั่งตรงกันข้าม เพราะจะมองอย่างไรก็เป็นรัฐบาลของ คสช.ที่มาจากการรัฐประหารอยู่วันยังค่ำ รัฐบาล คสช.ที่มีแผลสะสมมากว่า 5 ปี

ในขณะที่พรรคอนาคตใหม่เพิ่งจะก้าวเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎร ก้าวเข้ามาพร้อมแสงสว่างกาววาว ด้วยเสียงสนับสนุนของรุ่นใหม่เป็นอันดับ 3 เหนือพรรคเก่าแก่

นอกเหนือจากนั้น ความน่าสนใจของพรรคอนาคตใหม่อยู่ที่แกนนำของพรรคต่างแสดงการต่อต้านและล้มล้างวัฒนธรรมเก่าของประเทศไทยอย่างเปิดเผย ด้วยวาจาก้าวร้าวรุนแรง จนฟังเหมือนเป็นการประดิษฐ์ถ้อยคำทันสมัยที่แปลงมาจากประเทศฝั่งตะวันตก

จนถูกขาใหญ่ทางฝ่ายรัฐบาลขนานนามว่า “วายร้ายตัวใหม่”

ไม่อยากจะกล่าวซ้ำซากถึงเรื่องแผลสะสมเต็มตัวของรัฐบาล แต่ในฐานะคนกลางจำเป็นต้องแจ้งให้ผู้ชมทางบ้านได้ทราบไว้อีกครั้งเพื่อความเป็นธรรม

คสช.อ้างผู้คนขัดแย้งและบ้านเมืองแตกแยกจึงจำเป็นต้องยึดอำนาจ ให้สัญญาว่าจะคืนความสุขให้แก่ประชาชน ต่อมา คสช.อ้างว่ามีการทุจริตคอร์รัปชั่นกันมาก รัฐบาลจำเป็นต้องอยู่เพื่อปราบคอร์รัปชั่น หลังจากนั้น คสช.อ้างว่าประชาชนเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศในหลายด้าน รัฐบาลจำเป็นต้องอยู่ยาว

ทั้งหมดที่ คสช.อ้างและรับปากว่าจะทำล้วนล้มเหลวทุกเรื่อง ความแตกแยกยังคงอยู่ รายการทีวีชื่อ “คืนความสุขให้แก่ประชาชน” เป็นรายการสร้างความทุกข์แก่ประชาชน

ตลอด 5 ปี ไม่มีผลงานปราบคอร์รัปชั่น มีแต่คอร์รัปชั่นที่คนฝ่ายรัฐบาลทำเสียเอง มิหนำซ้ำรัฐบาลยังช่วยเหลือและไม่ถือว่าเป็นความผิดเสียดื้อ ๆ จนสื่อมวลชนของประเทศญี่ปุ่นแพร่ข่าวไปทั่วโลกว่า รัฐบาลไทยสร้าง “วัฒนธรรมลอยนวล”

ในส่วนที่สร้างความเสียหายแก่ประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งจะเป็นความทุกข์ของประชาชนไปนานกว่า 5 ปี ก็คือ รัฐบาลเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุน ซึ่งเท่ากับขยายความเหลื่อมล้ำทางสังคม

แทนที่จะลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนตามอุดมการณ์ที่ดีของพรรคการเมือง

มิหนำซ้ำรัฐบาลยังเอื้อประโยชน์ให้แก่ต่างชาติมากเสียจนนักการเมืองรุ่นเก่าใช้คำว่า “ขายชาติ” กับรัฐบาลชุดนี้ เช่น การให้ต่างชาติและนายทุนเช่าที่ของรัฐเป็นเวลา 99 ปี ต่างชาติซื้อที่ดินใน 13 จังหวัดเขตเศรษฐกิจพิเศษได้ไม่อั้น เป็นต้น

นอกจากนั้น รัฐบาลใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินอย่างฟุ่มเฟือยไปในการช้อบปิ้ง ทั้งที่เรามีหนี้สาธารณะกว่า 6.9 ล้านล้านบาท

ความฟุ่มเฟือยอีกส่วนหนึ่งหมดไปกับการที่ คสช.ตอบแทนบุญคุณสมัครพรรคพวกที่ช่วยให้อยู่ได้อยู่ในอำนาจอย่างยาวนาน

ไม่เพียงแต่เรื่องวิกฤติระดับคอขาดบาดตายเท่านั้นที่สร้างความทุกข์แก่ประชาชน แม้แต่เรื่องหยุมหยิมอย่างการให้สัมภาษณ์พูดคุยของคนในคณะรัฐบาล ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี โฆษกรัฐบาล ที่ปรึกษา ฯลฯ หลายเรื่องสร้างความหงุดหงิดแก่ประชาชนโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว

ครั้งล่าสุดก็เรื่อง ฝุ่นพิษ PM 2.5

รองนายกรัฐมนตรีตอบแบบที่เคยตอบในทุกปัญหา “แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ?”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย “ฝุ่นเป็นเรื่องธรรมชาติ”

นายกรัฐมนตรี “ฝุ่น 2.5 ขนาดเล็ก มันมีผลต่อผู้อายุน้อย เด็ก ทารก คนมีครรภ์ คนชรา คนที่มีโรคประจำตัว นอกนั้นแข็งแรงพอสู้ไหวอย่างผมนี่พอไหว ถ้าใครรู้ว่าเสี่ยงก็ปาดจมูก ใส่หน้ากากไป”

ทั้งหมดแสดงว่าผู้นำในรัฐบาลของเราไม่ได้เป็นนักบริหาร ไม่ได้เป็นนักการเมือง ไม่มีวิสัยทัศน์ และไม่เคยมีความคิดป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เหมือนกับจะบอกว่าประชาชนให้รับผิดชอบตัวเอง

มีคอมเมนต์ว่า “เราไม่กลัวฝุ่น เรากลัวผู้นำโง่จะพากันตายหมด”

ส่วนอธิบดีกรมควบคุมมลพิษเป็นข้าราชการที่ “อยู่เป็น” จึงตอบคำถามที่ฟังแล้วไม่ขัดแย้งกับนาย… “ค่าของฝุ่นไม่มีผลต่อสุขภาพ” ดังนั้นจึงไร้สาระตามนายไปด้วย

มีคำถามว่า “ทำไมเราจึงสนใจพรรคอนาคตใหม่ คำตอบก็คือเมื่อ ชั่งน้ำหนักแล้วป็นพรรคเดียวที่คู่ควรได้ขึ้นเวทีต่อกรกับรัฐบาลที่สร้างความล้าหลังและล้มเหลวแก่ประเทศชาติ ความ “ไม่มีแผลเป็น” ของอนาคตใหม่ จะทำให้ได้รับความร่วมมือจากคนดูมากกว่า เห็นได้จากภาพ “วิ่งไล่ลุง” เมื่อ 12 มกราคม ที่ผ่านมา

อย่างน้อยก็ถือได้ว่าชนะใจคนดู

แต่ชนะใจคนดูเป็นเพียงนามธรรมเท่านั้น มาถึงวันนี้เราต้องการเห็นชัยชนะที่เป็นรูปธรรม

พรรคอนาคตใหม่รอดจากการถูกยุบพรรคไปเมื่อวันที่ 21 มกราคม แต่ก็มีคดีความอีกหลายเรื่องที่จะต้องต่อสู้กันต่อ

จุดอ่อนที่จะกลายเป็น “แผล” ของอนาคตใหม่คือ พฤติกรรมก้าวร้าวในอันที่จะล้มล้างวัฒนธรรมเก่า ซึ่งเป็นเรื่องไม่จำเป็นสำหรับเวทีนี้และในเวลานี้

ขอย้ำว่าวันนี้เราต้องการเห็นชัยชนะบนเวทีมากกว่าแค่ชนะใจคนดู