การศึกษา / จารึกในหน้าประวัติศาสตร์ ‘โป๊ปฟรานซิส’ เสด็จเยือนไทย

การศึกษา

จารึกในหน้าประวัติศาสตร์
‘โป๊ปฟรานซิส’ เสด็จเยือนไทย

นับเป็นความปลื้มปีติของคริสต์ศาสนิกชน และคนไทยทั้งประเทศ เมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส พระสันตะปาปาลำดับที่ 266 เสด็จเยือนประเทศไทยตามคำเชิญของรัฐบาลไทย และสภาประมุขแห่งบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย
โดยชื่อในการเสด็จครั้งนี้คือ “APOSTOLIC JOURNEY OF HIS HOLINESS FRANCIS TO THAILAND”
สำหรับการเสด็จเยือนครั้งนี้ พระองค์ทรงงานในประเทศไทยระหว่างวันที่ 20-23 พฤศจิกายน 2562 เพื่อพบปะผู้นำ และประชาชนที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายต่างๆ รวมถึงผู้นำ และผู้แทนศาสนาอื่นๆ ในประเทศไทย
นับเป็นครั้งที่ 2 ที่องค์ประมุขของศาสนจักรโรมันคาทอลิก เสด็จเยือนประเทศไทย หลังจากที่สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอล ที่ 2 ได้เสด็จเยือนเมื่อวันที่ 10-11 พฤศจิกายน 2527 หรือเมื่อ 35 ปีที่แล้ว การเยือนครั้งนี้ ถือเป็นการเฉลิมฉลอง 350 ปี แห่งการสถาปนามิสซังสยาม และฉลองครบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-วาติกันอีกด้วย
สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส พระนามเดิมว่า ฮอร์เก มาริโอ แบร์โกลิโอ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ.1936 พระองค์ถือเป็นพระสันตะปาปาพระองค์แรกจากทวีปอเมริกา และคณะเยสุอิต เป็นองค์แรกในรอบ 1,300 ปี ที่ไม่ได้เป็นชาวยุโรป นับตั้งแต่สมเด็จพระสันตะปาปาเกรโกรี่ ที่ 3 ชาวซีเรีย เมื่อปี ค.ศ.731 และถือเป็นพระสันตะปาปาที่ไม่ได้เป็นชาวอิตาเลียนคนที่ 3 ติดต่อกันอีกด้วย

ก่อนหน้าที่สมเด็จพระสันตะปาปาจะเสด็จมาเยือนไทยนั้น ทรงมีพระดำรัสเกี่ยวกับการเสด็จเยือนราชอาณาจักรไทยว่า มีความยินดีที่ได้เสด็จมาเยือนประเทศไทย ซึ่งเป็นดินแดนที่ผสานรวมกันของหลายเชื้อชาติ หลายวัฒนธรรม ทั้งยังมีขนบธรรมเนียมประเพณีอันน่าชื่นชม ทั้งประเทศไทยยังได้ทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ที่ไม่เพียงแต่เฉพาะในประเทศเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย
“หวังว่าการเสด็จมาในครั้งนี้ จะทำให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการเสวนาเพื่อศาสนสัมพันธ์ ด้วยความเข้าใจกันอย่างลึกซึ้ง ทั้งการร่วมมือทำงานกันฉันพี่น้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านการทำงานบริการเพื่อคนยากจน ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ และการทำงานเพื่อสันติภาพ” สมเด็จพระสันตะปาปาทรงมีพระดำรัส
ทั้งนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เสด็จถึงประเทศไทยในเวลา 12.30 น.ของวันที่ 20 พฤศจิกายน โดยมีคริสต์ศาสนิกชนจำนวนมากไปเฝ้ารับเสด็จ นับตั้งแต่สมเด็จพระสันตะปาปาเดินทางถึงประเทศไทย ทรงประกอบศาสนกิจสำคัญมากมาย โดยวันที่ 21 พฤศจิกายน คือการเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล
ในโอกาสนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาได้ประทานพระดำรัส ใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า ข้าพเจ้ารู้สึกยินดียิ่งที่ได้มีโอกาสพบปะท่าน ผู้ซึ่งเป็นผู้ปกครองบริหารประเทศ ผู้นำทางศาสนา และสังคมผ่านทางท่านทั้งหลายนี้ และในโอกาสนี้ ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งที่ประเทศได้ผ่านการเลือกตั้ง อันเป็นก้าวสำคัญในการกลับมาสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย
จากนั้น เสด็จเยี่ยมสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร โดยสมเด็จพระสังฆราชมีพระดำรัสรับเสด็จตอนหนึ่งว่า
“นับเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งพึงจดจารึกไว้เป็นศุภนิมิตแห่งน้ำใจไมตรี ที่ศาสนจักรโรมันคาทอลิกกับพุทธจักรไทย มีสืบเนื่องกันมาอย่างแน่นแฟ้น ราบรื่น และงดงาม เป็นเวลาเนิ่นนานนับแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา”
ก่อนที่จะพบปะคณะแพทย์ พยาบาล และบุคลากรของโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ เพื่อเสด็จเยี่ยมอวยพรผู้ป่วยสูงวัย

โดยการเสด็จเยือนประเทศไทยครั้งนี้ สร้างความปลื้มปีติแก่คริสต์ศาสนิกชนไทย และคริสต์ศาสนิกชนจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เดินทางมารับเสด็จด้วยหัวใจที่เปี่ยมศรัทธา เพื่อขอให้เห็นพระพักตร์ของสมเด็จพระสันตะปาปาเท่านั้น ต่างร้องตะโกนสรรเสริญ “Viva IL Papa” ดังกึกก้องตลอดการเสด็จเยือนไทยครั้งนี้
จากนั้น เสด็จเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นการส่วนพระองค์ ที่พระที่นั่งอัมพรสถาน ภายในพระราชวังดุสิต
และจบภารกิจด้วยการประกอบพิธีมิสซา ที่สนามศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ
โดยมีประชาชนทั้งชาวไทยและต่างชาติกว่า 70,000 คน ร่วมเฝ้ารับเสด็จ และร่วมพิธีมิสซา

ส่วนภารกิจในวันที่ 22 พฤศจิกายน สมเด็จพระสันตะปาปาพบปะกับคณะบาทหลวง นักบวชชาย หญิงนักพรต และผู้เตรียมตัวเป็นบาทหลวง ผู้ฝึกหัด ครูคำสอน ภายในวัดคาทอลิกนักบุญเปโตร สามพราน จ.นครปฐม โดยมีประชาชนนับพันคนคอยรับเสด็จ จากนั้นพบปะกับบิชอปของไทย และของสหพันธ์บรรดาบิชอปแห่งเอเชีย ณ สักการสถานบุญราศีนิโคลาส บุญเกิด กฤษบำรุง
สมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จพบปะผู้นำศาสนาคริสต์ต่างนิกาย และผู้แทนนับถือศาสนาอื่นๆ ในประเทศไทย พร้อมกับพบผู้นำสถาบันอุดมศึกษา คณาจารย์ นิสิต ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในโอกาสนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาทรงมีพระดำรัส ใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า
“โลกทุกวันนี้เผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อน เช่น โลกาภิวัตน์ เศรษฐกิจการเงิน และผลกระทบที่รุนแรงต่อการพัฒนาของสังคมท้องถิ่น ความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เหมือนจะทำให้โลกนี้ดีขึ้นนั้น มาพร้อมกับความขัดแย้งทางสังคมที่แก้ปัญหาไม่ตก รวมทั้ง ปัญหาการอพยพย้ายถิ่นฐาน ผู้ลี้ภัย ความหิวโหย สงคราม รวมถึงภาวะเสื่อมโทรม ที่กำลังทำลายโลก ที่เป็นบ้านส่วนรวมของพวกเราทุกคน”
นอกจากนี้ พระสันตะปาปาทรงเน้นย้ำถึงบทบาทของสถาบันการศึกษา ให้ศึกษา วิจัย สร้าง มีองค์ความรู้จะช่วยเปิดหนทางใหม่ๆ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคน เสริมสร้างความยุติธรรมในสังคม ปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แสวงหาวิธีแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติสุข และการอนุรักษ์ทรัพยากรที่ให้ชีวิตแก่แผ่นดินของเราด้วย

ปิดท้ายด้วยภารกิจที่ทรงปฏิบัติ สมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จไปอาสนวิหารอัสสัมชัญ บางรัก เพื่อประกอบพิธีมิสซา ในโอกาสนี้ พระสันตะปาปาปฏิสันถาร ทรงจูบอวยพรทารก 2 คน ที่รอเฝ้ารับเสด็จ ซึ่งในพิธีศักดิ์สิทธิ์นี้มีเยาวชนเข้าร่วมกว่า 6,700 คน ร่วมสวดภาวนา รับศีล และฟังเทศน์ภาษาสเปนจากพระสันตะปาปา
จากนั้น ในวันที่ 23 พฤศจิกายน สมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จเยือนเพื่ออภิบาล ที่ประเทศญี่ปุ่นต่อไป
ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สำคัญอีกหน้าหนึ่งของประเทศไทย ที่ประชาชนชาวไทยจะจำไว้ตราบนานเท่านาน ว่าเคยอยู่ในห้วงเวลาประวัติศาสตร์ ที่ได้รับเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิกในรอบ 35 ปี

ภาพ weekly “โป๊ปฟรานซิส”

บทความก่อนหน้านี้มองบ้านมองเมือง/ ปริญญา ตรีน้อยใส /มองผู้ว่าฯ กทม.
บทความถัดไปโลกหมุนเร็ว /เพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง /วัฒนธรรมหมั่นไส้ และเกรงใจ