จรัญ พงษ์จีน : ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ใครขึ้นเขียงซักฟอก?

จรัญ พงษ์จีน

“7พรรคฝ่ายค้าน” เตรียมเช็กบิล ยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ตู่ 2/1 ครั้งแรก หลังบริหารราชการแผ่นดินมาได้ไม่ถึง 6 เดือน

โดยล็อกกระดานเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ระหว่างวันที่ 18-20 ธันวาคม 2562 ขอดวลเดือดสามวันสามคืนเต็ม

เร่งคีย์ตีจังหวะให้แล้วเสร็จก่อนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ตามช่องทางรัฐธรรมนูญ 2560 แห่งมาตรา 152 กำหนด ที่เปิดโอกาสให้ “ยื่นซักฟอก” ได้ปีละ 1 ครั้ง หลังจากนี้จะทำไม่ได้ เท่ากับ “เสียของเปล่า”

สำหรับ “รัฐมนตรี” ที่อยู่ในโผถูกจับขึ้นเขียงเชือดในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ “ล็อตแรก” เกรดเอบวก วางตัวเอาไว้ 4 รายด้วยกัน ประกอบด้วย

1. “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

2. “นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี

3. “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

และ 4. “นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ส่วนข้อกล่าวหาที่จะหยิบฉวยมาซักฟอก แยกย่อยซอยยิกเป็นรายๆ ไป โดย “บิ๊กตู่” ถูกจองกฐินมากที่สุด ส.ส.ฝ่ายค้านทุกพรรคขอร่วมวงไพบูลย์ ประเด็นใหญ่คือการบริหารเศรษฐกิจที่ล้มเหลว ข้าวยากหมากแพง ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ การค้าขายเละตุ้มเป๊ะ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนไม่กี่ราย และปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่นกันอย่างมโหฬาร

“รองฯ สมคิด” ในฐานะหัวหน้าทีมงาน ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ กระเทือนซางต่อความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วไป อ่วมทั้งชนชั้นกลาง รากหญ้า

“บิ๊กป๊อก มท.1” หลายปมทั้งการต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าออกไป 40 ปี ชงยาขมให้คณะรัฐมนตรี ซึ่งขัดกับผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า สภาผู้แทนราษฎร ความไม่โปร่งใสเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าขยะ ที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

และรายสุดท้าย “เดอะโอ๋-ศักดิ์สยาม” มีข่าวว่าโดนเข้าไปหลายปม ทั้งกรณีค่าโง่คดีโฮปเวลล์ วงเงิน 2.4 หมื่นล้าน แทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายทั้งข้าราชการและรัฐวิสาหกิจต่างๆ ในสังกัดกระทรวงคมนาคม

“เพื่อไทย” ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ประชุมคณะทำงานยกแรก สรุปในเบื้องต้นว่า ญัตติซักฟอกรัฐบาล “บิ๊กตู่ 2/1” จะยื่นไม่เกินวันที่ 5 ธันวาคม โดย “นายสุทิน คลังแสง” ส.ส.มหาสารคาม ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือ “วิปฝ่ายค้าน” ระบุว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจ กระแสสังคมเห็นด้วย ถือเป็นความชอบธรรม และฝ่ายค้านจะวางแนวทางให้ไปในทิศทางเดียวกัน

“มีประชาชนส่งข้อมูล เบาะแสและหลักฐานมาให้มากมาย เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล การอภิปรายจะทำตามคำจำกัดความว่า “ไม่ไว้วางใจจริงๆ” โดยมีการแบ่งกลุ่ม เช่น กลุ่มทุจริต กลุ่มไร้ความสามารถ กลุ่มความไม่เหมาะสมในการเป็นผู้บริหารประเทศ ทั้งการละเมิดกฎหมาย การทำลายโอกาส เครดิตประเทศในการแข่งขัน เราไม่สามารถปล่อยให้บริหารประเทศต่อไปได้”

 

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อแยกแยะรายนามรัฐมนตรีที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่วางตัวไว้ในเบื้องต้น 4 คน ปรากฏว่าเป็นโควต้าของพรรคพลังประชารัฐ จำนวน 3 คน คือ “พล.อ.ประยุทธ์-นายสมคิด-พล.อ.อนุพงษ์” กับสังกัดภูมิใจไทย 1 รายคือ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” กลับละไว้ซึ่งไมตรี ไม่มีเครือข่ายพรรคประชาธิปัตย์และชาติไทยพัฒนาถูกจับขึ้นเขียงเชือดเลย

ในส่วนของ “เสี่ยโอ๋” ก็เพียงแต่อยู่ในข่าย โอกาสถอดถอนชื่อทิ้งในก๊อกต่อไปก็มีความเป็นไปได้สูง โดยจะมุ่งเน้นกระแทกกลาง เฉพาะเจาะจงแต่พรรคพลังประชารัฐล้วนๆ

ดูประหนึ่งว่าศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจในคาบนี้ “ฝ่ายค้านร่วม” ฉุกละหุกกับช่วงเวลาเอามากๆ เนื่องจากเพิ่งจะยื่นญัตติซักฟอก พล.อ.ประยุทธ์ ปมถวายสัตย์โดยไม่มีการลงมติมาหลัดๆ

หลังจากนั้นก็มีดาบสองตามมาติดๆ กับการอภิปราย พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ซึ่งแกนนำฝ่ายค้าน ระดับขุนพลตัวกลั่น “ปล่อยของ” หวังเรียกเรตติ้งกันตอนนั้นไปเกือบหมด

ทำให้ข้อมูลประเด็นศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจหมดสต๊อก …แต่บังเอิญว่าขัดไม่ได้ เนื่องจากตามกลไกรัฐธรรมนูญ กำหนดกติกาให้มีศึกซักฟอกได้ปีละครั้ง วันเวลาของปี 2562 เหลืออยู่น้อยนิด

“ฝ่ายค้านร่วม” เลยจำใจยื่นญัตติซักฟอก ทั้งๆ ที่ข้อมูลดิบไม่มีในมือ คือไม่มีความพร้อมนั่นเอง

ด้วยเงื่อนไขของเวลาและข้อจำกัดด้านข้อมูลที่ยังไม่พร้อม “ฝ่านค้านร่วม” อาจจะไม่ได้หวังผลทางการเมืองในศึกซักฟอกอะไรมากนัก อาจจะมีแค่ลูกแคนนอน กระทบชิ่ง เกิด “ศึกใน” ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน

ที่กำลังขยายรอยร้าวได้เป็นบริเวณกว้างมากขึ้น ทำท่าจะปะฉะดะกันระหว่าง “พรรคพลังประชารัฐ” กับ “ภูมิใจไทย”

ดังที่ตกเป็นข่าวจน “เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาประกาศเสียงดังฟังชัด ถล่มป้อมค่าย “มือที่มองไม่เห็น” ในทำเนียบรัฐบาลว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปล่อยข่าวเล่นงาน “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ”

ถึงขั้นวางเดิมพันตำแหน่งว่า “ถ้าเอาศักดิ์สยามออก อนุทินก็ต้องไขก๊อกตาม”

ปมนี้มีที่ไปที่มาสลับซับซ้อนของ “คนกันเอง” ที่เขม่นกันขึ้นมาโดยใช่เหตุ จนเป็นชนวนนำไปสู่ความขัดแย้ง และมีแนวโน้มว่าจะนำพาไปสู่จุดแตกหัก เพราะต่างฝ่ายต่างยอมหักไม่ยอมงอ

“ภูมิใจไทย” อ่านหมากทะลุกลางปล้องมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า “แกนนำพลังประชารัฐ” ไม่ค่อยสบอารมณ์โก๋ เรื่องแบ่งกระทรวงกันกำกับดูแล และพยายามแซะเก้าอี้ภูมิใจไทยมาตลอด

ยี่ห้อภูมิใจไทย เกมการเมืองฉลาดเป็นกรด เลยหันไปจับมือเป็นเกลอกับประชาธิปัตย์ ไปไหนไปกัน

ก่อนประชุมสภา หรือคณะรัฐมนตรี มีการพบปะสังสรรค์ ปาร์ตี้นอกรอบกันก่อนแทบทุกนัด

การเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของ “ภูมิใจไทย” กับ “ประชาธิปัตย์” ทำให้มีอำนาจต่อรองทางการเมืองสูง “ในทุกเรื่อง”

“พลังประชารัฐ” แม้จะเป็นแกนนำ กลับไร้น้ำยา

รัฐบาล “ตู่ 2/1” เสียงปริ่มน้ำ ก็เลยเป็นมรรคผลให้พรรคขนาดกลางมีพลัง อีหรอบเดียวกับที่ “พรรคประชาธิปัตย์” เคยเป็นแกนนำสมัยรัฐบาล “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ยังไงยังงั้น

บทความก่อนหน้านี้อุรุดา โควินท์ / อาหารไม่เคยโดดเดี่ยว : เยื่อใยจากวัยเยาว์
บทความถัดไป7 พรรคฝ่ายค้าน พบนศ. 30 สถาบัน ชี้รัฐธรรมนูญที่ดีเกิดได้ ต้องสร้างมติมหาชน