เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ | เวนิส เบียนนาเล่

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

แม้แต่ละประเทศจะมีผลงานศิลปะมาแสดงแตกต่างกัน แต่มักมีเนื้อหาโดยองค์รวมเป็นเฉพาะของประเทศตน ที่คล้ายกันอยู่อย่างหนึ่งคือ “อนุรักษ์โลก”

ด้วยเห็นภัยธรรมชาติที่มาจากสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญกว่าอื่นใด แน่นอน มนุษย์เป็นผู้ก่อมหันตภัยแก่สิ่งแวดล้อมเป็นลำดับต้นๆ ด้วย

ตัวอย่างประเทศฟินแลนด์ นอร์เวย์ ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศขั้วโลกเหนือ รวมกลุ่มแสดงงานในห้องโถงใหญ่ของตัวอาคารหลังเดียวกัน

บนราวเหล็กสูงสามราว แต่ละราวมีสิ่งประดิษฐ์เหมือนลำไส้สัตว์เป็นพวงพาดย้อยย้วยเละเทะด้วยน้ำเลือดและน้ำเหลือง น้ำดีสีเขียวเขรอะขยะแขยงชวนสยดสยองอยู่สองราว ยาวจากเพดานจรดพื้น อีกราวแขวนพาดหนังสัตว์ที่ถูกล่า

ที่พื้นคือหนังสัตว์แผ่ยาวทั้งตัวพาดหนังส่วนหัวห้อยไว้กับราวสูง อีกด้านเห็นหนังส่วนหัวที่หุ้มเขางามแผ่กับพื้น

มีจอฉายภาพธรรมชาติกำเนิดและล่มสลาย หน้าจอมีกองกรวดหินที่ทำด้วยผ้า น่านั่งเล่น กับมีซุ้มตั้งครอบแก้วเพาะเชื้อจุลินทรีย์

ทั้งห้องมีเท่านี้

ถ้าดูโดยไม่คิดก็จะว่าไม่เห็นมีอะไร ทำไมลงทุนทำกันถึงขนาดนี้

ใคร่คิดพินิจสักหน่อยก็จะได้พบความแปลกพิสดารของบรรดาสิ่งจัดวางอันเป็นองค์ประกอบของพื้นที่ว่างในห้องที่ชวนให้มองไปทุกมุม เป็นภาพใหม่ทางสายตาแท้จริง

ภาพที่ชวนมองนั้นเองชวนให้นึกถึงความโหดร้ายและร้ายกาจของมนุษย์เรานี่เอง ที่กล้าทำร้ายทำลายชีวิตสรรพสัตว์ จะด้วยเกมการล่าสัตว์หรือไรก็ตาม อันมิใช่ทำลายสรรพสัตว์เท่านั้น หากยังเป็นการทำลายสรรพสิ่งแวดล้อมที่สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่โลกเราเองนี้ด้วย

ศิลปะชวนให้คิดให้นึกได้ถึงเพียงนี้จริงๆ

พื้นที่ว่างระหว่างตัวเรากับงานศิลปะที่ชวนให้เติมเต็มด้วยความรู้สึกนึกคิด นี่แหละคือคุณค่าของงานนิทรรศการศิลปกรรม อันพึงมี

บางประเทศ เช่น อังกฤษ ก็ใช้อาคารทั้งหลังเหมือนกันเพื่อแสดงบรรยากาศของสีสันและการจัดวาง ถึงขนาดกำหนดจำนวนผู้ชมเป็นแต่ละช่วงแต่ละชุดไป

ไปดูห้องแสดงประเทศจีนบ้าง กลางห้องเป็นตู้กระจกใหญ่กว่าสิบตารางเมตร

ตรงกลางมีเครื่องจักรอย่างเครื่องตักดินแต่ใช้ปาดสีเละๆ อย่างโคลนที่ไหลออกจากแท่นโดยรอบให้เข้ามารวมรอบฐานแท่นตรงกลาง อันไม่มีวันกวาดปาดเข้ามารวมได้สำเร็จเลย ด้วยสิ่งเหลวเละมันคอยจะทะลักให้ออกไปจากศูนย์กลางเสมอ ดังมีรอยกระเซ็นเปรอะเปรื้อนไปทั่ว บางทีเจ้าเครื่องตักกวาดก็จะแว้งเหวี่ยงอย่างหัวฟัดหัวเหวี่ยงที่ไม่สามารถจัดการกับเจ้าของเหลวให้เข้าที่เข้าทางได้

ดูแล้วก็ขำและน่าสงสารเครื่องจักร

เล่าว่า งานศิลปะนี้กำลังแสดงให้เห็นถึงอำนาจเผด็จการที่ไม่มีทางจำกัดเสรีภาพของศิลปินได้

เราดูแล้วกลับได้คิดว่า มนุษย์เจริญถึงกับสร้างเครื่องจักรให้มารับใช้มนุษย์ ที่สุดอาจพัฒนาให้เครื่องจักรมีความรู้สึกนึกคิดเหมือนคนได้ด้วย ก็เมื่อนั้นแหละที่เครื่องจักรจะเหน็ดเหนื่อยจนหัวฟัดหัวเหวี่ยงอย่างเครื่องจักรตัวนี้ไง

นี่คืองานที่ชวนให้ฉุกคิดได้ถึงปานนี้ แอบคิดไปถึงปัญหาฮ่องกงเลยเถิดไปโน่น

ยุโรปเหนือมีปัญหาสิ่งแวดล้อม ขณะตะวันออกจีนกำลังก้าวรุดด้วยจังหวะก้าวที่ต้องจับตา

ขณะประเทศญี่ปุ่น ในอาคารหลังใหญ่ห้องใหญ่เช่นกัน ตั้งภาพฉายสี่จอสี่ด้านผนังสูงใหญ่เกือบจรดเพดาน ภาพเหมือนกันทั้งสี่ด้าน เป็นภาพหินก้อนเดียวก้อนใหญ่มหึมาอยู่ชายหาด ทุกภาพเคลื่อนไหว ถ้าไม่สังเกตก็จะไม่เห็น ประกายเต้นระยิบบนผิวน้ำและผิวทราย ขณะภาพต่อมาเริ่มมีนกบิน ภาพต่อๆ มามีผู้คนยืนหมู่อยู่กับหินก้อนนั้น

นี่ก็ดูไม่รู้เรื่อง

แต่เล่าว่า หินก้อนนี้เป็นสิ่งเดียวที่เหลืออยู่รอดจากคลื่นสึนามิ เสมือนจะเล่าเรื่องว่า เมื่อมหันตภัยธรรมชาติกวาดล้างทำลายโลกหมดสิ้น ต้องใช้เวลาอีกกี่กัปกัลป์กว่าที่สิ่งมีชีวิตจะค่อยๆ ถือกำเนิดขึ้นมา

นี่คือข้อคิดถึงปัญหาโลกวันนี้ ขณะโลกตะวันตกเอาชนะธรรมชาติด้วยการทำลาย ธรรมชาติโลกตะวันออกกลับคิดถึงการอยู่อย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับธรรมชาติ

งานที่ได้รางวัลชนะเลิศเป็นของประเทศลิธัวเนีย นี่ก็เป็นอาคารทั้งหลังอีกเช่นกัน มีคนเข้าคิวยาวจากประตูหน้างานยาววนไปเกือบรอบตึกอีกหลังข้างกันนั้น ต้องผัดไปชมอีกวัน ซึ่งเป็นวันไม่มีแสดง ได้เห็นแต่พื้นที่ หาดทรายจำลองบนพื้นล่างจากมุมมองของผู้ชมชั้นบน

ลานทรายเต็มพื้นชั้นล่างนั้นจำลองบรรยากาศหาดทรายจริง มีผ้าปูนอนอาบแดดกระจายทั่วไป มีมือถือ มีหนังสือ มีสารพัดที่แหล่งตากอากาศพึงมี เหมือนว่าผู้คนเพิ่งละที่ของตนไปเมื่อกี้นี้เอง

เล่าว่าเมื่อแสดงจะมีคนจริงกันเต็มหาด ซึ่งเขารับอาสาผู้ชมเข้าร่วมด้วย แล้วจะมีนักร้องมาร้องเพลงเล่าเรื่องราวอย่างมีชีวิตชีวา ถึงบรรดาสรรพสิ่งที่เป็นทั้งความสุขและความทุกข์ของคน ขณะที่มหันตภัยกำลังกระหึ่มครึมครางอยู่ใต้พื้นพิภพ

เสียดายเวลาน้อยนัก ดูได้เท่าที่ประมวลได้เท่านี้ แต่ก็เพียงพอที่ทำให้ตระหนักถึงคุณค่าของงานศิลปกรรมว่านอกจากรูปแบบหลากหลายไม่จำกัดวิธีการแล้ว เนื้อหาให้ได้รู้สึกนึกคิดนี่แหละสำคัญสุด โดยเฉพาะความคิดที่กระตุ้นให้คนได้ตระหนักในจิตสำนึกต่อ ถึงคุณงามความดีที่มนุษย์จะพึงมีต่อมนุษยชาติและสังคมนี้ โลกนี้ที่เราอาศัยอยู่ด้วยกัน

นี้คือภูมิปัญญาที่งานศิลปกรรมมีให้เรา

เมืองศิลปะ

ผนังอิฐ อันเปลือยอิฐ

ที่ปูนปิด กะเทาะปูน

สมบัติอันสมบูรณ์

สิ่งบอกเล่า กาลเวลา

น้ำเข้ม ทะเลเขียว

ก็เลี้ยวเข้าถึงชายคา

คูคลองอันคล่องคลา

คือทะเล อันจำแลง

วารวัน ยังวนเวียน

ไป่แปรเปลี่ยน ไป่แปลกแปลง

สรรพศิลป์อันส่องแสง

จึงเฉิดฉัน ตะวันฉาย

เติมเสน่ห์ ให้เวนิส

ให้จิตวิญญาณได้สาธยาย

ตัวตน บ่พ้นตาย

แต่ศิลปะ สิกลับเป็น!

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

บทความก่อนหน้านี้เจาะใจ “บาส-ปอป้อ” รองแชมป์โลก “แบดฯ คู่ผสม” และฝันยิ่งใหญ่ใน “โอลิมปิก 2020”
บทความถัดไปวิเคราะห์ | ศึกงบประมาณ 2563! ทะลวงฟัน “รัฐบาล” ปลุก “ดงงูเห่า-ฟาร์มลิง”?