การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ : ทวีปที่สาบสูญ วิธีการตอบรับความรักความใคร่

การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์[email protected]

ฉันไอออกมาแรงๆ สองสามครั้ง พร้อมกับรู้สึกสะเทือนไปหมดทั้งอกใจ และเป็นเหตุการณ์นั้นเองที่ฉุดให้ลอยลิ่วออกมาพ้นจากความฝัน

ผุดลุกขึ้นนั่ง สลัดหัว กลืนน้ำลายลงคอ ยังแสบคอจนรู้สึกได้

ใบหน้าพี่ชุนอยู่ใกล้แค่คืบ ร่างขาวชะโงกจ้องจากเบื้องหน้า

“สวัสดี”

มีรอยยิ้มกระจ่างจนฉันแทบตาพร่า จากตาที่ระยิบระยับด้วยอารมณ์ขบขัน ฉันแน่ใจว่านั่นควรเป็นใบหน้าที่น่าชัง ไม่ต่างอะไรกับอีกหลายๆ ใบหน้าที่มองว่าความต้องการของฉันเป็นเพียงเรื่องไร้สาระ

ทว่า…อะไรสักอย่าง กลับทำให้หัวใจเต้นแรง พูดไม่ออก

“เดี๋ยวไปกินข้าวกัน เช้าแล้ว”

“…เดี๋ยวพี่” ฉันเป็นฝ่ายยื่นมือไปรั้งแขนนั้นไว้

“ฉันยังไม่ตาย…”

“ตายแล้ว” เสียงอุ่นๆ ตอบกลับมา “น้องตายไปตั้งคืนหนึ่งแล้ว ตอนนี้เป็นอีกวัน เรามากินข้าวกันก่อน”

 

ฉันลุกขึ้นจากฟูกนอน ย่างขาลงบนเตียง ยังรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ในซอกขาก็ยังเหนอะหนะด้วยเลือดประจำเดือนหยาดไหล

แต่ในความมึนงงชั่วขณะ ก็พบว่ามีกระแสลมอ่อนๆ ค่อยพัดเบาเข้ามาในจิตใจ ดังทัศนียภาพที่เห็นในความฝันเลือนรางห่างไกล…ค่อยๆ ไกล จนประสาททั้งหมดค่อยปรับรับภาพใหม่ทีละน้อย

กระทั่งชัดขึ้น…ชัดขึ้น เป็นห้องแห่งใหม่ที่กำลังพักอาศัย

กับใครอีกคนที่บัดนี้ เหมือนไม่มีความแปลกหน้าอีกต่อไป

 

“อาบน้ำก่อนนะ เดี๋ยวพี่เอาผ้าให้”

ตัวสูงเปิดตู้เสื้อผ้า ค้นหาของอยู่อีกครู่ ไม่นานก็ได้กางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดสีขาวตุ่นๆ ยื่นให้

“พี่ซื้อผ้าอนามัยมาให้อีก อยู่บนชั้น” บุ้ยปากไปทางห้องน้ำ “อาบเสร็จแล้วรีบออกมานะ”

“…พี่…” ฉันอยากจะพูดอะไรสักอย่าง

แต่ก็ถูกปิดปากจนได้

มือหนึ่งจับไหล่ฉันไว้ อีกมือแตะนิ้วลงบนริมฝีปาก

“อย่าเพิ่งพูดมาก เดี๋ยวไม่ได้ตายอีกนะ”

 

ฉันไม่เข้าใจอะไรเลย รู้สึกเช่นนั้น ตั้งแต่ลงมาถึงโถงล่างด้วยกัน แล้วผ่านออกจากตัวตึก เดินไปอีกสองสามร้อยเมตร ถึงตึกแถวเก่าๆ

มีร้านก๋วยเตี๋ยวที่นั่น

คนนำทางพานั่งลงบนเก้าอี้หัวกลม แล้วยกมือส่งสัญญาณกับคนในร้านอย่างคุ้นเคย ก่อนหันมาถาม

“เอาอะไรดี เส้นบะหมี่เขาก็อร่อยนะ”

“…ก็ได้ค่ะ”

“ไม่เอาสิ เอาที่น้องชอบ ที่น้องอยากกิน”

“…ยังไม่อยากกินอะไร”

“งั้นเส้นหมี่ขาวก่อนดีกว่า จะได้กินง่ายๆ เบาๆ…เฮีย!”

พี่ชุนยกมือเรียกคนขายอีกครั้ง

“เอาเส้นใหญ่ต้มยำกับหมี่ขาวน้ำใสลูกชิ้น พิเศษนะ แล้วก็น้ำอัดลมสองขวด”

คนขายรับคำสั่ง สักพักขวดน้ำอัดลมเสียบหลอดก็มาตั้งบนโต๊ะก่อน

“เอ้าน้อง ดูดเลย” มือขาวผลักขวดมาให้

ฉันรับอย่างเสียไม่ได้ ก้มลงดูดน้ำเย็นเจี๊ยบนั่น…ฉับพลัน ก็แทบจะสำลักออกมาอีกครั้งกับแรงดันที่ทะลุขึ้นจมูก เกือบหายใจไม่ทัน

หูตาสว่างขึ้นทันใด

ได้ยินเสียงหัวเราะ พลางคนร่วมโต๊ะยื่นมือมาลูบหัว

“เด็กจริงๆ เรานี่”

 

ก๋วยเตี๋ยวมาเสิร์ฟแล้ว ควันฉุยขึ้นเหนือปากชาม น้ำซุปหอมๆ ท่วมเส้น มีกระเทียมเจียวเหลืองอร่ามโรยหน้า ลูกชิ้นใส่มาถึงห้าหกแก่นใหญ่ๆ

กลิ่นพริกดองและน้ำปลาโชยเข้าจมูก ของพี่ชุนเป็นเส้นใหญ่ต้มยำ มีน้ำตาลและถั่วลิสงป่นโรยพูน มะนาวครึ่งเสี้ยววางแนมมา คนร่างสูงกว่าบีบลงปรุงรสอย่างคล่องแคล่ว

ฉันคิดว่าตัวเองไม่หิว ไม่อยากกินอะไร แต่ก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้ จากกลิ่นและภาพที่ยั่วยุอยู่ข้างหน้า

และ…เมื่อตักเส้นหมี่เข้าปาก ลิ้นสัมผัสรสชาติที่นุ่มนวล อุ่นลงไปถึงกระเพาะ กรอบของถั่วงอก มันของกากหมู และเด้งดึ๋งของลูกชิ้นที่สู้ฟัน ทำให้ฉันตักก๋วยเตี๋ยวเข้าปากเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว

ใช่ ไม่รู้ตัว จนกระทั่งหมดทั้งชาม เหลือเพียงน้ำใสจ๋องแจ๋ง

ดูดน้ำอัดลมอีกอึกใหญ่ เงยหน้าขึ้น ดวงตาแจ่มใสยังคงจ้องมอง

“อิ่มมั้ย ต่ออีกหรือเปล่า”

ฉันได้แต่เพียงส่ายหน้า

“งั้นรอแป๊บนะ เดี๋ยวจัดการก่อน” หน้าขาวก้มลงสู่ชามของตัวเอง

“พี่ไม่ต้องรีบหรอก” ฉันออกปากไป

…อย่างช้าๆ ที่รู้สึกว่ากำลังตื่นขึ้นจริงๆ ได้สติ ได้ความรู้สึกรู้ตัวกลับมา

ค่อยๆ แยกแยะได้ว่า ฉันกำลังอยู่ที่ไหนกับใคร

และคนคนนี้ ดีต่อฉันเพียงใด

“พี่กินตามสบายเถอะ…ฉัน…ฉันดีขึ้นแล้วล่ะ”

ใบหน้าขาวเปิดยิ้มอีกครั้ง จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาคีบก๋วยเตี๋ยวใส่ปาก

ทุกอย่างดูง่ายดายตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

“จันทร์เสี้ยว!”

ร่างสูงเปิดประตูเข้ามา ใบหน้าแสดงความตื่นเต้นดีใจ

“คะ”

ฉันยืดตัวเหลียวหลัง พับสมุดลง

“พี่ถูกหวย!”

กระดาษฉีกยับๆ สองใบส่งมาให้ดู กับล็อตเตอรี่อีกใบ

“ได้สามตัว ใต้ดินอีก ซื้อไปสามร้อย”

“…พี่ซื้อทีละสามร้อยเลยเหรอ”

“อือ” พี่ชุนพยักหน้า เข้ามาโอบกอดฉันไว้ “เผื่อจะฝันเป็นจริงกับเขาบ้าง”

“เรื่องอะไรคะ”

“ถ้าได้รางวัลที่หนึ่ง หรือได้ใต้ดินหนักๆ จะเอาไปแป๋งบ้าน…ถ้าเรามีบ้านสักหลัง พี่จะตั้งโต๊ะเขียนหนังสือให้น้องที่หน้าเทอเรซ”

“เทอเรซ?”

“ฮื่อ เทอเรซก็คือระเบียงหน้าบ้านยังไงเล่า แล้วพี่จะเอาดอกทั้งหลายที่น้องชอบมาปลูกให้”

“…” ฉันพูดไม่ออกอีกคราว

“ดอกอะไรบ้างนะที่น้องชอบน่ะ”

“…”

“ดอกบัวระวงศ์ ดอกเก็ดถะหวา ดอกบานเย็น…ดอกอะไรอีกนะ ชื่อฝรั่งๆ ที่น้องว่า”

“ไฮเดรนเยีย”

“นั่นล่ะ เดี๋ยวพี่จะปลูกให้…น้องชอบดอกอะไร ต้นอะไร ถ้ามีบ้านเราแล้วก็ปลูกได้เต็มที่”

แขนขาวรวบเข้ามากอดฉันไว้แน่น กลางห้องเช่าในตึกที่คุ้นเคยขึ้นทุกวัน

ฉันมีโต๊ะเขียนหนังสือตัวใหม่ ถึงจะเป็นโต๊ะเหล็กพับคลุมผ้า กับเก้าอี้พับขาได้เช่นกัน พี่ชุนได้มันมาจากร้านที่โละของเก่าขาย ซื้อมาให้พร้อมสมุดและปากกา

 

เราใช้ชีวิตด้วยกัน เริ่มตั้งแต่วันนั้น ที่ฉันตื่นใหม่ไปกินก๋วยเตี๋ยว ไม่เพียงรสชาติของลูกชิ้นน้ำใส พี่ชุนยังปรนเปรอให้ถึงรสอื่นๆ อีกมากมาย แม้จะไม่…ไม่อาจหยาดถึงก้นบึ้งใจ ยังมีช่องว่างภายใน…ในบางส่วนเสี้ยวของฉัน แต่มันก็ดีพอ

ดีพอ…สำหรับการลองจะ “มีชีวิต” ดูใหม่

“น้องไม่กลับบ้านเลยหรือ พี่ไปส่งก็ได้นะ” แม้พี่ชุนจะเป็นฝ่ายถามแต่แรก

“ไปบอกว่าจะมาอยู่กับพี่…บอกว่าเป็นพี่ชวนมาทำงานก็ได้”

“ไม่ต้องหรอกพี่ ฉันยังไม่อยากกลับไป”

ถึงไม่มีอะไรติดตัวมาเลย แต่พี่ชุนก็ทำให้ฉันมั่นใจว่า พอจะอยู่ที่นี่ได้

พี่ชุนเคยพาไปดูที่ทำงาน และนั่นทำให้ฉันได้งานพิเศษจากการช่วยเหลือผลักดันของเพื่อนพี่ชุนอีกคนหนึ่ง

ฉันได้เป็นพนักงานเสิร์ฟพิเศษของที่นั่น ทำงานเฉพาะวันศุกร์ถึงอาทิตย์ รับเป็นเงินสดทุกวัน ซึ่งนั่นก็เพียงพอ…เพียงพอที่เราจะ “อยู่ด้วยกัน” ต่อไป

“ไปแต่งตัวเร็ว พี่จะเอาหวยไปแลกเงิน แล้วไปหาของอร่อยๆ กินกัน”

พี่ชุนดูแลฉันอย่างดี เอาใจใส่ด้วยความรักใคร่สม่ำเสมอ ร่างกายที่ไม่แตกต่างไม่เคยสร้างอุปสรรคอันใด ฉันเองได้เรียนรู้วิธีการตอบรับความรักความใคร่…ซึ่งต่อให้จิตใจเฉยๆ…ก็ไม่เคยอารมณ์ค้างสักครั้ง

บทความก่อนหน้านี้บิ๊กตู่ไม่เครียดอะไรเลย ถก“งบฯ 63” ย้อน“ฝ่ายค้าน”ไล่ยกร่างใหม่ ถามกลับ “สั่งได้หรือ”
บทความถัดไป2 เสียงฝ่ายค้านอิสระหันหนุนรบ. ยกมือให้ร่างพ.ร.บ.งบฯ เหตุ รบ.ใจดีแบ่งเวลาอภิปรายให้