ทหาร-การเมือง-ทุน

คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อ 27 สิงหาคม

ตั้ง “พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา” รองปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

ถือเป็นทหารรายที่ 3 ที่นั่งเก้าอี้นี้

ต่อเนื่องจาก พล.อ.ทวีป เนตรนิยม และ พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ

สะท้อนว่า “งานความมั่นคง”

อยู่ภายใต้การดูแลของทหารอย่าง “เข้มข้น”

โดยเฉพาะหลังจากการรัฐประหาร โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นต้นมา

ภาวะเช่นนี้ ทำให้ความคาดหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายความมั่นคง

หรือการปฏิรูปงานความมั่นคง

คงเกิดขึ้นได้ยาก

ทั้งที่ตอนนี้ งานความมั่นคง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

มีการตั้งคำถามว่า จะไม่มีการเปลี่ยนแนวปฏิบัติและแนวนโยบายบ้างเลยหรือ

เพราะตอนนี้รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคง ถูกมองว่า อยู่ในภาวะ “ตั้งรับ” หรือ “ถดถอย”

ในด้านสำคัญๆ ทุกด้าน

ด้านการทหาร การขยายพื้นที่ปฏิบัติการของฝ่ายก่อความไม่สงบเข้ามาในกรุงเทพฯ และแหล่งเศรษฐกิจ

ถือเป็นการรุกที่สำคัญ

จนถึงขนาดอาจทำลายความเชื่อว่า ศักยภาพของผู้ก่อความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่อาจเป็นภัยคุกคามระดับชาติได้

แต่เหตุระเบิดในกรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

ก็เป็นคำตอบว่า ศักยภาพของคนเหล่านั้น ได้พลิกมาสู่การ “รุก” ได้อย่างน่ากังวลเพียงใด

ขณะเดียวกัน การรุกทางการเมืองของฝ่ายตรงกันข้าม ก็เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ความร้อนรนของฝ่ายรัฐที่จะพยายามดำรงการรุกทางทหารเอาไว้

ทำให้มีการกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามอย่างกว้างขวาง

ปฏิบัติการ “เหวี่ยงแห” หาคนร้าย

กลายเป็นจุดอ่อนที่ไปสร้างเงื่อนไขให้ถูกรุกทางการเมืองกลับ อย่างยากจะแก้ไข

ตัวอย่างชัดเจนก็คือ การเสียชีวิตผู้ถูกนำตัวมาซักถามในค่ายทหาร

ที่มิใช่ทำให้เฉพาะญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตเท่านั้นที่มีคำถาม และมีปัญหากับภาครัฐ

“มวลชน” ในภาคใต้จำนวนมหึมา ก็สงสัยในสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นกัน

กลุ่มสิทธิมนุษยชน กลุ่มสันติวิธี

หรือแม้แต่นักการเมือง ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างออกมาแสดงความสงสัยการเสียชีวิตของผู้ที่ถูกนำตัวมาซักถามทั้งสิ้น

กองทัพ รัฐบาล ถูกรุก “ทางการเมือง” ด้วยเงื่อนไขเหล่านี้หลายครั้ง

แน่นอนว่า อาจนำไปสู่การสะสมความไม่พอใจ ที่อาจจะลุกโพลงขึ้นเป็นเปลวไฟใหญ่ได้ตลอดเวลา

และฝ่ายความมั่นคงก็ยังแก้ไม่ตก

ล่าสุดปฏิบัติการปล้นร้านทองที่สงขลา

ก็ถูกมองว่า กำลังถูกรุกทางด้านทุน

ฝ่ายก่อความไม่สงบได้ “ทอง” ที่มีมูลค่าร่วม 85 ล้านบาท ซึ่งอาจแปลงเป็นทุนสำหรับการก่อความไม่สงบได้อีกหลายครั้ง

และนี่จะเป็น “ปัญหา” ใหญ่อีกปัญหาที่ต้องเผชิญ หากไม่สามารถตามเอาทองกลับคืนมาได้

ซึ่งก็มีแนวโน้มเป็นเช่นนั้น

นาทีนี้ เรื่อยไปถึงอนาคต ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ

ขณะที่ฝ่ายรัฐ ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายความมั่นคง ยังคงเหมือนเดิม

แนวรบภาคใต้ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง…

บทความก่อนหน้านี้“แอมเนสตี้” จี้รัฐบาลเร่งผ่านกฎหมายต่อต้านทรมาน-บังคับสูญหาย สร้างความหวังต่อความยุติธรรม
บทความถัดไป“อนุสรณ์” ถาม “ประวิตร” มั่นใจจากไหน คดีนาฬิกายืมเพื่อน ชี้มติ ปปช.เป็นบรรทัดฐานต่อสังคม