วิเคราะห์ : ฝ่ายมั่นคง ปลุกผี “โกตี๋” โยงจับอาวุธ จ.ศรีสะเกษ สะท้อนสถานการณ์อ่อนไหว รัฐบาลใหม่-ประชุมอาเซียน

สถานการณ์ทางการเมืองมาถึงจุดเปราะบางอีกครั้ง

ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ได้รับการโหวตจากสมาชิกรัฐสภา ส.ส. และ ส.ว. กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบ

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามนำโดยพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่ ที่ระบุว่าชัยชนะของฝ่ายสืบทอดอำนาจได้มาจากการบิดเบือนเสียงของประชาชนในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา

ในจังหวะที่อำนาจตามมาตรา 44 เครื่องมือในการสะกดความเคลื่อนไหวทางการเมืองให้หยุดนิ่งตลอด 5 ปีที่ผ่านมาทั้งในทางกายภาพและในทางความคิด กำลังจะหมดอายุไปพร้อมกับ คสช. และการถือกำเนิดใหม่ในนามรัฐบาล “ประยุทธ์ 2”

ในสถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อ ฝ่ายความมั่นคงจึงต้องทำงานหนัก ทั้งเฝ้าระวังจับตา ควบคู่ไปกับการป้องปราม ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามฉวยโอกาสก่อเหตุสร้างความรุนแรงเพื่อลดทอนเสถียรภาพความเชื่อมั่นทางการเมืองของรัฐบาลที่ตั้งขึ้นใหม่

ด้วยการพุ่งเป้าไปยังกลุ่มการเมืองหัวรุนแรง หรือที่เรียกว่ากลุ่มฮาร์ดคอร์ ในการชุมนุมทางการเมืองของคนเสื้อแดงปี 2553 และ 2557

“จากการตรวจสอบทางกายภาพ พบว่าอาวุธเหล่านี้คล้ายคลึงกับอาวุธที่ยึดได้จากกลุ่มนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ นักเคลื่อนไหวกลุ่มเสื้อแดง เนื่องจากมีหมายเลขล็อตนัมเบอร์เหมือนกันในช่วงการชุมนุมทางการเมืองปี 2553 และ 2557”

คือข้อสรุปเบื้องต้นจาก พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ ต่อกรณีการตรวจพบอาวุธสงครามจำนวนมาก ใส่กระสอบปุ๋ยซุกซ่อนในคลองส่งน้ำบ้านขนุนเหนือ ต.โสน อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา

เป็นการตรวจพบภายหลังสถานการณ์สมาชิกรัฐสภาเสียงส่วนใหญ่โหวตเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงแค่วันเดียว

อาวุธสงครามที่พบ ประกอบด้วย ลูกระเบิดอาร์พีจี 2 จำนวน 62 ลูก ลูกปืนขนาด 7.62 จำนวน 2,800 นัด แท่งดินขับส่งอาร์พีจี 2 จำนวน 1 กล่อง กระสุน 40 ม.ม. ใช้กับเครื่องยิงเอ็ม 79 จำนวน 70 นัด ทั้งหมดอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

ทั้งนี้ มีการให้ข้อมูลเสริมจากฝ่ายเจ้าหน้าที่ว่า อาวุธปืนอาก้าและอาร์พีจีเคยใช้ก่อเหตุความรุนแรงรวมกว่า 50 ครั้ง

ในเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองในพื้นที่กรุงเทพฯ ช่วงปี 2553 และ 2557

ขณะที่ข้อมูลจากกองทัพ พล.ต.อัครเดช บุญเทียม รองแม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะโฆษกกองทัพภาคที่ 2 ระบุ

พื้นที่ตรวจพบอาวุธสงครามดังกล่าวเป็นพื้นที่รอยต่อชายแดนส่วนใน เป็นพื้นที่เขตสู้รบช่วงที่ประเทศเพื่อนบ้านขัดแย้งกันเองภายใน อาวุธสงครามที่พบเป็นอาวุธที่ใช้ในสมัยนั้น

ไม่ได้เป็นอาวุธที่กองทัพภาคที่ 2 หรือกองทัพบกครอบครองอยู่ เพราะรุ่นของอาวุธสงครามเหล่านี้เก่ากว่าอาวุธที่กองทัพภาคที่ 2 ครอบครองอยู่ประมาณ 40 ปี

ส่วนจะเป็นของใคร ซุกซ่อนไว้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร หน่วยข่าวกรองกองทัพภาคที่ 2 และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 จะร่วมกันค้นหาความจริง

“ส่วนที่สงสัยว่าเกี่ยวโยงกับกลุ่มการเมืองในประเทศหรือไม่ ยังไม่สามารถระบุได้ ต้องมีข้อมูลชัดเจนกว่านี้” รองแม่ทัพภาคที่ 2 กล่าว

สอดคล้องกับเจ้าหน้าที่แผนกพิสูจน์หลักฐานซึ่งลงพื้นที่ตรวจสอบพบอาวุธสงครามปืนอาก้า และอาร์พีจี ที่พบเป็นของเก่า ไม่มีการใช้แล้วในประเทศไทย เป็นอาวุธที่ผลิตในประเทศรัสเซียและกลุ่มสหภาพโซเวียต

ส่วนการสืบสวนหาที่มาที่ไปของอาวุธ ล่าสุดมีการไล่ตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดจำนวน 19 ตัวตามเส้นทางเป้าหมายเพื่อหาเบาะแสผู้ต้องสงสัย ซึ่งคาดว่ามีไม่ต่ำกว่า 2 คน พร้อมนำของกลางถุงกระสอบ ถุงมือ และอาวุธที่พบ ส่งตรวจสอบลายนิ้วมือและดีเอ็นเอแฝง

สำหรับจุดที่พบในคลองส่งน้ำ อ.ขุขันธ์ น่าจะเป็นเพียงจุดพักอาวุธ แม้ถุงกระสอบบรรจุอาวุธจะมีสภาพเก่า แต่ตัวอาวุธยังใช้การได้ ไม่มีคราบตะไคร่น้ำเกาะ คาดว่านำมาพักไว้ไม่นาน

“ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ แต่อาวุธที่พบมีลักษณะคล้ายกับที่ใช้ในการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ปี 2553-2557 และไม่ใช่อาวุธลักษณะเดียวกับที่ใช้ในการก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนประเด็นค้าอาวุธไม่ตัดทิ้ง แต่ให้น้ำหนักน้อยมาก” พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล แถลงย้ำข้อสันนิษฐาน

ถัดมา 2 วัน จากการขยายผลตรวจเอ็กซเรย์พื้นที่โดยละเอียด บริเวณใต้สะพานบ้านสนามสามัคคี ถนนโชคชัย-เดชอุดม ห่างจากจุดแรก สะพานห้วยกะมด บ้านขนุนเหนือ ไปประมาณ 4 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ขุขันธ์ ตรวจพบดินส่ง พีจี 2 จำนวน 31 แท่ง ซองกระสุนปืนอาก้า 30 ซอง

และวันที่ 10 มิถุนายน เจ้าหน้าที่ตรวจพบอาวุธสงครามเพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง ซุกซ่อนในบ่อน้ำบ้านห้วยตามอญ ต.ห้วยตามอญ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ เป็นถุงกระสอบบรรจุอาวุธสงคราม 4 ถุง อาวุธปืนอาก้า 16 กระบอก แม็กกาซีน 130 อัน ขวดน้ำมันทำความสะอาดปืนใช้หมดแล้ว จำนวน 18 ขวด

ในทางสืบสวนของเจ้าหน้าที่เชื่อว่าอาวุธสงครามและวัตถุพยานที่พบทั้ง 3 จุดในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ มีความเกี่ยวข้องกัน

และจากหมายเลขล็อตนัมเบอร์เดียวกัน ทำให้อาวุธที่พบถูกเชื่อมโยงไปถึงการใช้อาวุธปืนอาก้าและอาร์พีจีก่อเหตุความรุนแรงช่วงการชุมนุมทางการเมืองปี 2553 และ 2557 รวมกว่า 50 ครั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ เช่น บริเวณถนนอู่ทอง ทำเนียบรัฐบาล โรงแรมดุสิตธานี และกระทรวงกลาโหม

อาวุธสงครามดังกล่าวถูกระบุว่าพัวพันกับกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ของนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ แกนนำเสื้อแดงปทุมธานี ที่หนีคดีอาญาร้ายแรงไปหลบซ่อนตัวอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน

จวบจนมีข่าวถูกกลุ่มชายชุดดำอุ้มหายตัวไปอย่างลึกลับไร้ร่องรอยในเดือนกรกฎาคม 2560 จนถึงปัจจุบันผ่านมาเกือบ 2 ปี

ไม่มีใครพบเห็นหรือได้ข่าว “โกตี๋” อีกเลย

การจับกุมอาวุธสงครามหลายครั้งในช่วงสมัยรัฐบาล คสช. ครองอำนาจยาวนาน 5 ปี

มีการวิพากษ์วิจารณ์พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า มักเกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์ทางการเมืองคุกรุ่น เพื่อใช้เป็นข้ออ้างสร้างความชอบธรรมให้คนบางกลุ่มได้อยู่ในอำนาจต่อไป เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ

รวมทั้งใช้เป็นเครื่องมือสร้างภาพกล่าวหากลุ่มฝักใฝ่ประชาธิปไตยว่าเป็นกลุ่มนิยมความรุนแรง ผ่านการเคลื่อนไหวชุมนุมเรียกร้องต่างๆ อาทิ เรียกร้องกดดันให้ยกเลิกมาตรา 44 หรือเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งโดยเร็ว เป็นต้น

โดยอาวุธสงครามที่ตรวจยึดได้แต่ละครั้ง จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญและข้อมูลด้านการข่าวฝ่ายความมั่นคง ส่วนใหญ่จะสรุปลงเอยว่ามีแหล่งที่มาเดียวกัน คือกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ของ “โกตี๋” นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ

เป็นอาวุธที่นำไปกระจายซุกซ่อนตามพื้นที่จังหวัดปริมณฑลรอบกรุงเทพฯ รวมถึงตามแนวชายแดนเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงให้ข้อมูลว่า เป็นการลักลอบนำมาพักไว้ เพื่อรอเวลานำเข้ามาก่อเหตุในช่วงการเมืองอ่อนไหว

อย่างเช่นสถานการณ์ล่าสุด ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กลับมานั่งเก้าอี้นายกฯ ต่ออีกสมัย จัดตั้งรัฐบาลผสม 19 พรรคการเมืองด้วยวิธีการบิดเบือนผลคะแนนเลือกตั้ง อันก่อให้เกิดความไม่พอใจของประชาชนจำนวนมาก รวมถึง 7 พรรคฝ่ายประชาธิปไตย

ประกอบกับประเทศไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34 ระหว่างวันที่ 20-23 มิถุนายน โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทยในฐานะประธานอาเซียน เป็นประธานการประชุม

แม้ฝ่ายความมั่นคงภายใต้การคุมทีมของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม จะยืนยันมาตลอดไม่พบความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองหัวรุนแรงเตรียมเข้ามาก่อเหตุซ้ำรอยการประชุมสุดยอดอาเซียนที่พัทยาเมื่อ 5 ปีก่อน

ถึงกระนั้นความพยายามโยงการตรวจยึดอาวุธสงครามจำนวนมากที่พบในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ก็สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการสนองตอบการเมืองรูปแบบเก่า คือไม่ทันพิสูจน์ให้แน่ชัดก็ด่วนสรุป

แต่เมื่อคนที่ถูกโยนความผิด ไม่มีชีวิตตัวตนอยู่บนโลกใบนี้แล้ว

จากเรื่องซีเรียส จึงมีแนวโน้มว่าจะเป็นเรื่องโจ๊กไปในที่สุด

บทความก่อนหน้านี้OTOP Midyear 2019 ชวนสัมผัสมนต์เสน่ห์ “อิสาน”
บทความถัดไป‘มัลลิกา’เชื่อครม.รัฐบาลผสม’บิ๊กตู่’เชื่อมประชาชนใกล้ชิด ไม่ใช่’ทายาทอสูร’เหมือนที่บิดเบือน