สิ่งที่คุณอาจไม่รู้มาก่อนเกี่ยวกับเสือ ในเมืองดาหลัต

ราชัน ศรีสกุลชวาลา

วันนี้เป็นวันที่หกของการเดินทางมากับทัวร์ ที่ประกอบไปด้วยรถยนต์สามคัน และมอเตอร์ไซค์สิบสี่คัน เรามุ่งหน้าจากหมุยเน่สู่เมืองดาหลัต ระยะทางเพียงประมาณร้อยห้าสิบกิโลเมตร เส้นทางต้องขี่ผ่านถนนมีชื่อว่า QL28B

ถนนนี้เป็นถนนสายเล็กๆ ป่าไม้เต็มทึบ ไม่มีเขาหัวโล้นให้เห็น อาจเป็นเพราะส่วนหนึ่งของถนนพาดผ่านเขตอนุรักษ์ธรรมชาติของเวียดนาม มีนกมากมายหลายพันธุ์ในเขตอนุรักษ์ธรรมชาตินี้ซึ่งมีชื่อว่า Kalon Song Mao Nature Reserve และแน่นอนขาดไม่ได้…ร้านขายรองเท้า…ไม่ใช่ร้านขายรองเท้าธรรมดา แต่เป็นร้านขายรองเท้าแบบไดร์ฟทรู

อันที่จริงนี่ก็เป็นวันที่หกแล้วที่ขี่มอเตอร์ไซค์อยู่ในประเทศเวียดนาม อะไรๆ ก็เจอมาหมดแล้วกับมอเตอร์ไซค์ มอเตอร์ไซค์ขนกล้วย ขนาดรถกระบะยังอาย มอเตอร์ไซค์ขนท่อระบายน้ำคอนกรีต มอเตอร์ไซค์ขนท่อยาวหกเมตร มอเตอร์ไซค์ขนปูน มอเตอร์ไซค์ขนสุขภัณฑ์ มอเตอร์ไซค์ขนทุกอย่างที่รถกระบะขนกันในประเทศไทย ยาวที่สุดที่เคยเห็น กว้างที่สุดที่เป็นไปได้ หนักที่สุดที่เคยประสบ

แต่ก็มาเจอมอเตอร์ไซค์ร้านขายรองเท้าแบบไดร์ฟทรู

นี่เป็นสิ่งใหม่ของวันที่หกในการเดินทาง

ระหว่างทางเราเห็นท่อส่งน้ำขนาดใหญ่ยักษ์พาดผ่านลงมาจากบนภูเขาสูง ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นท่อส่งน้ำเพื่อปั่นกังหันผลิตไฟฟ้า มันใหญ่ยักษ์ถึงขนาดเห็นได้อย่างชัดเจนในกูเกิลแม็ป

เราเดินทางกันเพื่อจะไปแวะที่ร้านกาแฟที่นัย เจ้าของฟอร์ซ่าสามร้อย กับฝีมือระดับเทพในการค้นหาร้านกาแฟ แล้วก็ไม่ผิดหวังเหมือนเช่นเคย

ร้านกาแฟวิวระดับเทพ

เราพยายามจะสื่อสารกับเจ้าของร้านวัยรุ่นสาวสวย เพื่อจะสั่งอาหารเช้าและกาแฟ การสั่งกาแฟนั้นใช้เวลาไม่กี่วินาที แต่การทำความเข้าใจว่าอาหารเช้าที่มีคืออะไรนั้น ใช้เวลาหลายนาที

แต่ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ มันคือมาม่าใส่ไข่ สั่งมาสองที่สำหรับนัยและพี่เอ ส่วนผมขอกินกล้วยกับกาแฟนั่งชมวิว

แล้วเราก็เดินทางกันต่อ โดยเลี้ยวเข้าไปแวะที่น้ำตกที่สวยงามแห่งหนึ่ง แล้วก็ไปที่ปั๊มน้ำมันเป็นจุด check point ที่กำหนดโดยทัวร์ ปั๊มน้ำมันนี้มีความไม่ธรรมดา นั่นคือมีร้านกาแฟ ร้านกาแฟที่มีดูคาติจอดโชว์ความงดงามอยู่ในร้าน

ไม่ใช่ดูคาติเพียงคันเดียว แต่เป็นดูคาติถึงสองคัน

เป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมมากที่ดูคาติสแครมเบลอร์ ได้มาเจอพ่อหรือปู่ของมันที่นี่ เจ้าดูคาติสีเหลืองก็เลยถูกเข็นเข้าไปจอดในร้านแล้วก็ถ่ายรูปร่วมกันซะเลย มันก็อยากจะเซลฟี่กับญาติๆ ของมันตามวัฒนธรรมยุคนี้

ดูคาติสามคันนี้มีความเหมือนกันอยู่อย่างน้อยสองประการ

หนึ่ง เครื่องยนต์แอล ทวิน ระบายความร้อนด้วยอากาศ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะอย่างหนึ่งของดูคาติ

และสอง มันถูกออกแบบในอิตาลี…มันมีความงดงามท้าทายสายตาทุกผู้คน มันมีดีไซน์…

เสร็จจากร้านกาแฟ เราก็มุ่งหน้าสู่ทางด่วนที่ห้ามมอเตอร์ไซค์เข้า แต่ด้วยเหตุผลบางประการเราก็เข้าไปวิ่ง เป็นถนนขนาดสี่เลนเรียบกริบ มุ่งหน้าสู่ดาหลัต ใช้เวลาเพียงไม่นานเราก็ลงจากทางด่วน ไต่เขาขึ้นสู่เมือง และถึงเมืองดาหลัตในช่วงบ่ายต้นๆ เราพักผ่อนกันที่โรงแรม สักพัก ผมกับนัยก็นัดกันเพื่อขี่ชมเมือง

เมืองมีเสน่ห์ทีเดียว บ้านและตึกไล่เรียงไปตามความสูงต่ำของสภาพภูมิประเทศซึ่งเป็นภูเขา และเพราะอยู่ในภูเขา ถนนในเมืองก็ประกอบด้วยโค้งขึ้นลงลัดเลาะไป โค้งได้สัดส่วนสวยงามชวนมอง รายล้อมไปด้วยสถาปัตยกรรมผสมกันระหว่างเวียดนามกับฝรั่งเศส มีซอยเล็กๆ ที่เข้าไปได้เฉพาะสองล้อกับสองเท้า อากาศเย็นสบาย และทางแยกต่างๆ ก็เต็มไปด้วยวงเวียน

นัยเป็นคนชอบเที่ยววัด ก็ชวนไปเที่ยววัด วัดมีเจดีย์ ที่ชื่อว่า Linh Phuoc สร้างขึ้นจากเศษแก้วและเศษเครื่องปั้นดินเผา เริ่มสร้างในปี 1949 แล้วเสร็จในปี 1952 มีความสวยงามแปลกตา และงามอย่างน่าสนใจเมื่ออยู่คู่กับเจ้าดูคาติสีเหลืองสด จากนั้นเราก็แน่นอน…

ไปหากาแฟท้องถิ่นดื่มกัน

ร้านกาแฟอยู่หน้าทางเข้าวัดนี่เอง ที่นี่คือประเทศเวียดนาม ร้านไหนร้านนั้นกาแฟเยี่ยมทุกร้าน

เราออกจากร้านกาแฟในเวลาเย็น พระอาทิตย์เตรียมจะลับขอบฟ้า เพื่อมุ่งหน้าไปร้านอาหารอิตาเลียนที่มีรีวิวอันยอดเยี่ยมร้านหนึ่งที่อยู่ในเมือง และสิ่งที่เราไม่คาดคิดมาก่อนเลยก็คือ เมื่อแสงเริ่มหายไปเรื่อยๆ อุณหภูมิก็ลดลงไปเรื่อยๆ เราออกจากวัดมาที่ยี่สิบกว่าองศาต้นๆ ขี่มาครึ่งทาง เหลือ 19 องศา

เมื่อเรามาถึงร้านอาหารในเวลาที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปเรียบร้อยแล้ว อุณหภูมิที่เมืองดาหลัตก็เหลือเพียง 18 องศา

ร้านอาหารตกแต่งสวยงาม อยู่ในตรอกเล็กๆ ที่มีความชันระดับสูง ต้องใช้ทักษะอย่างมากที่จะเอามอเตอร์ไซค์ขึ้นไปจอด แสงสว่างจากร้านค้าและไฟถนนสาดส่องให้อารมณ์เมืองที่แตกต่างไปจากเมื่อตอนบ่าย

ทั้งหมดรวมกันเข้า ให้บรรยากาศเหมือนในยุโรปทีเดียว

อาหารดี ดนตรีเพราะ เหมือนที่สุวรรณภูมิ…ขออภัย

อาหารดีเยี่ยม สปาเกตตี ชนิดอยู่เพื่อกินอย่างแน่นอน บรรยากาศในร้านตกแต่งได้ไม่แพ้ร้านในสุขุมวิทหรือนิมมาน เจ้าของร้านเป็นฝรั่ง ไม่แน่ใจว่าเป็นฝรั่งเศส เพราะเวียดนามเคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส

หรือเป็นคนอิตาลี เพราะนี่เป็นร้านอาหารอิตาลี

เรามีเวลาน้อยมากในเมืองดาหลัตนี้ พรุ่งนี้จะต้องเดินทางต่อ เป็นเมืองที่สวยงามที่ผมกับนัยได้สัญญากับตัวเองไว้ว่าจะมาใช้เวลาที่นี่แบบ slow life กันอีกครั้ง และหลังจากที่ลงอินสตาแกรม ก็มีผู้รักการขับขี่มอเตอร์ไซค์ท้องถิ่นเข้ามาคอมเมนต์ ซึ่งทำให้เราหลงรักเมืองนี้มากขึ้นไปอีก

“there is no traffic light in Da Lat. It”s such a wonderful place to live slow and ride every single day”

“ในดาหลัตไม่มีไฟแดง มันเป็นที่ที่วิเศษมากที่จะใช้ชีวิตอย่างช้าๆ และขี่มอเตอร์ไซค์ทุกวัน”

ถ้าไปเที่ยวยุโรป คงต้องเผชิญกับหลายๆ ปัญหา เช่น กฎระเบียบการขี่มอเตอร์ไซค์ที่ยุ่งยากมาก เมืองที่สวยงามกับการจราจรที่ไม่สวยงาม ค่าใช้จ่ายมหาโหด ความปลอดภัยของทรัพย์สินส่วนตัวระบบเผลอเป็นหาย เดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ แต่ในดาหลัต…สภาพแวดล้อมแบบยุโรป อากาศแบบยุโรป ความปลอดภัยแบบลืมอะไรไว้ อีกวันก็มีคนเก็บไว้ให้ อาหารอิตาเลียนชั้นยอด และแน่นอน เดินทางด้วยเครื่องมือทางจิตวิญญาณของเราเอง

กินอยู่อย่างแมวในยุโรป หรือจะอย่างเสือในดาหลัต…บิลออกมาสามแสนเก้าหมื่นห้าพัน เราจ่ายไปสี่แสนเพิ่มทิปให้อีกสองหมื่น แล้วลงไปขี่ดูคาติสีเหลืองงดงาม ส่งเสียงอันธพาลน่าฟัง ผ่านอุณหภูมิสิบแปดองศา ในเมืองสโลว์ไลฟ์ กลับสู่ที่พักของเรา

คืนนั้น เจ้าดูคาติจอดสงบ พักผ่อนอยู่ใต้โรงแรมสี่ดาว เจ้านายของมันนอนหลับสบายอยู่ในเตียงนุ่มผ้าห่มหนา

นอนอบอุ่นอย่างเสือ…ที่ดาหลัต

บทความก่อนหน้านี้สิ่งที่คุณอาจไม่รู้มาก่อน เกี่ยวกับร้านอาหารเช้าท้องถิ่น ในเมืองญาจาง ประเทศเวียดนาม
บทความถัดไปชทพ. รับ ได้ส.ส.ต่ำกว่าเป้า ‘ประภัตร’ ชู ‘วราวุธ’ คือความหวัง อีก 10ปีมีสิทธิเป็นนายกฯ