อภิญญา ตะวันออก / หมูบิน! จ้าวเวหา : นับถอยหลังวันทุ่งสังหาร

อภิญญา ตะวันออก

วันเดียวกันกับที่ลูกสาวของกีย์ หมูบิน! เดินทางมาเขมร สายการบินแอร์ฟร้านซ์ก็ประกาศยุติเส้นทางโปเชนตง-ไซ่ง่อน

ทันทีนั้นเอง ราวทวยเทพบางองค์คงได้เสียงก่นของกีย์ เมื่อพบว่าเพเนลูเปลูกสาวที่บินมาจากฝรั่งเศส ต้องเปลี่ยนเครื่องกลางคันอย่างฉุกละหุก เริ่มจากสายการบินท้องถิ่น “คาราแวลแอร์ไลนส์” และ “ยูลิซิสแอร์ไลนส์” ซึ่งบินเข้าโปเชนตง รวมเวลา 2 วัน ที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเดินทางข้ามเมืองตามลำพัง

กีย์มีความสุขอย่างล้นพ้น แต่ในเวลาเดียวกัน คนวิตกกังวลกลับเป็นโสวิชา ที่กีย์ยังไม่เคยเปิดเผยความสัมพันธ์ ด้วยเกรงว่าลูกสาวจะไม่มาเขมร

ระหว่างทางจากสนามบิน เขาจึงเริ่มเล่าเรื่องผู้หญิงเขมรคนหนึ่งซึ่งรอเธอ พร้อมคำทักทายอันอ่อนหวาน ขณะที่ลูกสาวจอมยโสของเขากลับขาดมารยาท อย่างไรก็ตาม ในที่สุดความเมตตาของโสวิชาก็ทำลายปราการความโง่เขลาของเด็กสาวคนนั้น ด้วยคู่มือท่องเที่ยวพนมเปญที่สุดพิเศษของเธอเอง

กีย์ชอบวิธีเปลี่ยนทัศนคติฉับพลันแบบนั้น ซึ่งมันได้ผล ด้วยเหตุนี้ พอมีเวลา เขาจึงเชิญเพื่อนฝูงมาร่วมสังสันทน์ที่บ้าน ซึ่งมักจบลงด้วยคำสรรเสริญเยินยอสุดเกินจริงจากอุปนิสัยที่ยากจะจดจำ และทักษะหายากในหมู่หมูบิน! ที่สร้างความประทับใจให้ลูกสาวเขาไม่ลืม

อีกทันทีทันใด เมื่อมีคิวบินไปพื้นที่ปลอดภัย (ซึ่งมีน้อยมาก) กีย์จะสำรองที่นั่งจากสอง และเพิ่มเป็นสาม สำหรับมูริช-เจ้าลิงจ๋อจอมซนที่ติดลูกสาวเขาแจราวคู่รักต่างสายพันธุ์

มันคือห้วงความสุขระยะสั้นในความทรงจำของกีย์ ที่คิดว่าตนเป็นคนที่ช่างน่าอิจฉาที่สุดเวลานั้น อย่างไรก็ตาม ไม่นานเหตุการณ์ระเบิด 2 ลูกโรงเรียนมัธยม “เดสการ์ส์” (Descartes) ก็ดับฝันและพังครืนทุกอย่างลง

ความตื่นตระหนกนี้ทำให้ต่างชาติอพยพออกพลันจากพนมเปญ เช่นเดียวกับลูกสาวของกีย์ที่ถูกส่งกลับไปอยู่กับย่า เดือนถัดมามาดามบารังหัวหน้าแผนกห้องทดลองโรงพยาบาลคาลาแม็ตตัดสินใจลาออกเพื่อฝรั่งเศส พร้อมข้อเสนอทำงานย่านโก๊ทดาซู (Cte d’Azur) แก่โสวิชา

แน่นอน โสวิชาเลือกเขาและกัมพูชา กีย์รู้สึกดีใจมาก แต่กลับบอกให้เธอทิ้งเขมร แม้ที่นี่จะเป็นบ้านเกิดของเธอ แต่เมื่อรัฐสภาสหรัฐยุติให้ความช่วยเหลือทางทหารต่อกัมพูชา และการรุกคืบเข้ามาของฝ่ายคอมมิวนิสต์ ซึ่งกีย์คิดว่า โสวิชาไม่ควรถูกหลอกและตกเป็นเหยื่อเขมรแดงอย่างน่าอนาถในฐานะสาวกฝ่ายโลกเสรี

เขาไปร่ำลาเธอบนเครื่องบิน สัญญาว่าจะตามไปพบเธอที่ฝรั่งเศสทันทีในวันหนึ่ง

สัปดาห์ต่อมาก็เป็นคิวของจ๋อมอริชที่เขายกให้เพื่อน ก่อนย้ายที่อยู่เป็นอพาร์ตเมนต์เล็กๆ ใจกลางเมือง พร้อมความรู้สึกโดดเดี่ยวที่กัดกินใจ

 

แต่ในความโชคร้ายมีความโชคดี เมื่อกีย์และชางได้รับการเลื่อนขั้นดูแลเส้นทางพนมเปญ-ไซ่ง่อน ที่บริษัทของเขาออกตัวชิมลาง

ที่สนามบินตันซอนยัต 2 วันเต็มสำหรับตรวจรับเครื่องบินล็อตใหม่ 2 ลำ 2 รุ่น ในช่วงเวลาว่าง คือทอดหุ่ยสนทนากับสหายชาวฟิลิปปินส์-รูดี้ ฟลอเรส ที่กีย์เคยบินในลาว

หมอเล่าถึงเที่ยวบินมรณะในกำปงทมของกลุ่มเขมรแดง ห่างจากพนมเปญไปทางตอนเหนือ และใช้เวลาบินเพียง 25 นาที แต่ไม่มีสนามบิน นักบินต้องบินลงจอดบนพื้นถนนที่ขนาดกว้างเพียง 4 เมตร นอกจากไม่เอื้อต่อการลงจอดแล้ว นักบินยังเสี่ยงเป็นเป้าโจมตีจากเอ็ม 79 ที่ระดมยิงจากพวกเขมรแดง โดยไม่สนใจว่าเป็นเครื่องบินพาณิชย์หรือไม่

โอกาสจากการบินหลบนี้ เครื่องบินยังอาจจะเสียการทรงตัวให้ได้องศาก่อนบนถนน มิฉะนั้นก็ลื่นไถลไปชนแปลงนาของชาวบ้าน

แซนด์วิชไส้เนื้อเป็ดสนามบินจึงช่างฝืดคอนัก สองเกลอกัปตันกลั้วมันด้วยเบียร์ท้องถิ่นที่รสชาติเหมือนน้ำประปา

รูดี้ต่อบทสนทนาถึงภารกิจสุดหินในกำปงทม กับความต้องการย้ายออกจากกัมพูชา โดยบินให้แอร์เวียดนามก่อนจะหมายตาไปสิงคโปร์

กีย์เห็นด้วยกับมุมมองความปลอดภัยของนักบินพลเรือนที่เสี่ยงมากในเขมร เขาตัดพ้อว่า เวียดนามแม้ยามสงครามก็ยังไม่โจมตีเครื่องบินพาณิชย์ ต่างกับกัมพูชาที่จ้องแต่จะโจมตี นอกจากนี้ บุคลากรการบินของเวียดนาม (ใต้) ก็ยังมีทักษะด้านการบินสูงกว่ากัมพูชา

หลายปีต่อมา กีย์มีโอกาสพบรูดี้อีกครั้งทางตอนใต้ฟิลิปปินส์ราว 50 กิโลเมตร รูดี้บัดนี้กลายเป็นเจ้าของกิจการโรงแรมลากูนาเบย์ไปแล้ว

กลับสู่ชีวิตเปราะบางฝั่งพนมเปญ กีย์ใช้เวลาระหว่างนั้นแวะเวียนเยี่ยมเยียนสหาย ทุกคนล้วนกล้าหาญ เสียสละในห้วงอันยากลำบาก โดยเฉพาะอแล็ง โลโซอาน นักบินหนุ่มอนาคตไกลที่ต่อมาเป็นกัปตันสายการบินแอร์ฟร้านซ์

ในปี พ.ศ.2517 อแล็งได้รับแต่งตั้งบินเส้นทางปารีส-มนิลา ที่นั่น โชคชะตานำพาให้พวกเขากลับมาพบกันอีกครา แลตราบจนบัดนี้ กีย์ก็ยังอยู่นั่น และทิ้งทุกอย่างที่เกี่ยวกับกัมพูชาไว้เบื้องหลัง

 

ในปี พ.ศ.2518 บริษัทอากาศยานเอกชนกัมพูชาจำนวน 18 แห่งได้มาถึงสัญญาณมรณะ เมื่อถูกฝ่ายคอมมิวนิสต์ก่อวินาศกรรมในลักษณะปูพรมถนนทุกสายกลายเป็น “คีย์เปียโน” โดยการขุดสนามเพลาะทุกระยะ 5 เมตรเพื่อตัดจราจรทางบกอย่างเด็ดขาด เทคนิคนี้เคยใช้สมัยเวียดกงรบกับฝรั่งเศสในสงครามอินโดจีน

“คีย์เปียโน” คำเรียกขานต่องานศิลปะแขนงหนึ่ง แต่ในสงครามที่นี้ คือภาพอันเหนือจินตนาของนักบินที่มองลงมาจากท้องฟ้า และสามารถแลเห็นถนนทุกสายกลายเป็นเหมือนแป้นคีย์บอร์ด และนั่นยิ่งทำให้ความต้องการสัญจรทางอากาศยังเป็นสิ่งสำคัญ จนถึงขั้นทำให้นักบินบางคนตัดสินใจลงขันซื้อเครื่องบินไว้ให้บริษัทเช่า

อย่างไรก็ตาม บริษัทต่างขาดทุนในกิจการ ความเสี่ยงภัยทางอากาศจากปัญหาเขมรแดงและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ขาดวินัย ล้วนเป็นสัญญาณหายนะ

ในปลายมรสุม กีย์จับคู่กับหวังไปเมืองพระตะบองเที่ยวบินสุดท้าย ในสภาพทัศนวิสัยที่เป็นศูนย์จากฟ้าปิดและฝนเทกระหน่ำ จากพื้นดิน โปเชนตงมีแต่หมอกขาวปกคลุม กระนั้น เมื่อเจ้าหน้าที่หอควบคุมการบินให้สัญญาณไฟเขียว

สองหมูบิน! ได้แต่จับจ้องไปที่เจ้าหน้าที่รันเวย์ผู้ให้สัญญาณ ก่อนนำเครื่องเหินบินในลักษณะตาบอดคลำทางที่ไร้ทางเลือก นอกจากทักษะและประสบการณ์ที่อาศัยชะตากรรมนำพา

แต่เมื่อเริ่มความเร็วที่ 500 ฟุต/นาที เขาก็ได้ยินเสียงหอควบคุมการบินประกาศอนุญาตให้เครื่องดีซี-4 ของสายการบินแอร์กัมโบจด์ซึ่งบินกลับมาจากพระตะบองลงจอดทางเลน-1

ขั้นตอนนี้ กีย์รู้ดีว่า ภายใน 10 วินาที ที่แอร์กัมโบจด์กำลังจะมาถึง โดยไม่มีคำสั่งเตือนจากหอโปเชนตง โดยไม่ทันเตือนหวัง กีย์พลันโยกเครื่องบินไปทางปีกขวา ก่อนที่มวลมืดแห่งความเร็วจะเคลื่อนที่เข้ามาใกล้และเฉียดวืดไปไม่กี่เมตรเศษ แบบเส้นยาแดงผ่าแปดทางอากาศที่เฉียดฉิวเข้ามาของดีซี-4 ลำนั้น

หวังพอหายตกใจหันไปง่วนกับคันโยก ส่วนกีย์นั้น เขาสั่นเทิ้มทั้งร่าง ทำอะไรไม่ถูก ความรู้สึกเดียวตอนนั้นคือต้องการเลี้ยวเครื่องกลับโปเชนตง จากนั้นก็วิ่งเข้าไปต่อยเปรี้ยงที่หน้าไอ้ผู้คุมบ้าคนนั้น ที่กีย์เชื่อว่าจงใจส่งพวกตนไปลงนรก และตั้งใจทำวินาศกรรมครั้งนี้

หากแม้ร่างกายอ่อนล้าและสติขาดผึงเพียงครึ่งเสี้ยววินาที

โอกาสที่เครื่องบิน 2 ลำจะเฉี่ยวชนกลางอากาศอย่างเหนือการควบคุมคงถูกบันทึกในประวัติศาสตร์การบินและความตายอันไร้ค่าในสงครามกัมพูชา

 

วันต่อมา คราวนี้ชางกับกีย์ต้องบินไปกำปงฉนัง ที่ซึ่งพวกตนเกือบไร้วิญญาณคาห้องเคบิน สำหรับความพยายามจะแลนดิ้งในลักษณะ 360 องศา ที่สนามบินรายล้อมด้วยเขมรแดงรอการสุ่มยิงที่ระดมเข้ามา

ทันใดนั้น กีย์ก็กระโดดผลุงจากที่นั่ง เมื่อเห็นเสื้อของตนมีรอยคราบเลือด อารามตกใจ กีย์ หมูบิน! คิดไปว่าถูกยิงจนหมดเรี่ยวแรง

แต่ชางซึ่งยังคุมสติเยี่ยม ยังจ้องเป๋งไปที่หน้าแป้นอุปกรณ์ สั่งให้กีย์นั่ง พลางชี้ให้ดูสปริงตัวที่สองของท่อไฮดรอลิกที่คราบดีดน้ำมันสีแดงนั่นดีดมาโดนเข้า

ทำเอากีย์หลอนคิดไปว่า ถึงคราวชีวาจะอาสัญ

บทความก่อนหน้านี้E-DUANG : มุมมอง สุเทพ เทือกสุบรรณ ต่อท่าที อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
บทความถัดไปสภาอังกฤษคว่ำอีกรอบ แผนเบร็กซิท “เมย์” ห่วงล่มแน่