จดหมาย มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 25 พ.ย. 2559

ข้อเสนอ

นับเป็นเวลากว่าเดือนแล้ว ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต

ผมเฝ้าติดตามข่าวทางโทรทัศน์ การถ่ายทอดสดของ มติชนทีวี ผ่านโซเชียลมีเดียเป็นประจำ

เห็นว่า ประชาชนทั้งหลาย หลั่งไหลมา กทม. เพื่อเคารพพระบรมศพ และถวายความอาลัย กันเนืองแน่น

ผมมีความคิดเห็นว่า เพื่อเป็นการให้ประชาชนถวายความอาลัยได้อย่างสะดวกและทั่วถึง

เห็นควรว่ารัฐบาล โดยกระทรวงมหาดไทย ควรจัดให้แต่ละจังหวัด จัดสถานที่ถวายความอาลัยขึ้นในแต่ละจังหวัด หรือแต่ละอำเภอ

โดยไม่จำเป็นให้พี่น้องประชาชนต้องเดินทางมา กทม. แต่เพียงแห่งเดียว

ทั้งนี้ จะช่วยเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีทุนทรัพย์น้อย สามารถถวายความอาลัยได้เหมือนกับเดินทางมา กทม.

ทั้งยังช่วยลดความแออัดใน กทม. ลดค่าใช้จ่ายและลดเวลาในการเดินทาง เมื่อเทียบกับการต้องเข้ามาที่ กทม. แต่เพียงจุดเดียว

จึงใคร่ขอเสนอผ่าน บ.ก. มาเพื่อส่งต่อความคิดนี้ด้วย

ขอบพระคุณครับ

พีระศักดิ์ แฟนเก๊า เก่า

เชื่อว่าแต่ละอำเภอ และจังหวัด พร้อมจะจัดที่ให้ประชาขนแสดงความอาลัย และถวายสักการะ

แต่ประเด็นอยู่ที่

ประชาชนอยากเข้าถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ด้วยตนเองมากกว่า

เมื่อมีพระราชานุญาต

จึงพากันหลั่งไหลมา

แม้ว่าจะต้องลำบากเพียงใดก็ตาม

อมตะ (1)

ตายแล้วไปไหน ใครๆ ก็อยากรู้

คนมีความเชื่อเรื่องความตายต่างกัน

เช่น ตายแล้วก็ไปเกิดใหม่

ตายแล้วก็แล้วไป

ตายแล้ววิญญาณก็จะล่องลอยอยู่ในโลกมนุษย์นี้เอง แต่อยู่คนละภพภูมิ คนละมิติ จึงมองไม่เห็น

เช่น ภูตผีปีศาจคนเห็นก็มีมาก

ศาสตราจารย์ ดร.คลุ้ม วัชโรบล นักวิทยาศาสตร์ของไทย เป็นผู้ที่สนใจค้นคว้าเรื่องวิญญาณ ได้พูดกับลูกชายว่า

ถ้าบิดาตายไป หากวิญญาณมีจริง คงจะไม่ปรากฏร่างให้เห็นได้

แต่จะทำสัญญาณต่างๆ ให้ทราบว่าวิญญาณมีจริง

เช่น ทำแก้วให้ตกจากโต๊ะลงมาแตก

เปิดและปิดประตูหลายๆ ครั้งให้มีเสียงดัง และอื่นๆ

ลูกชายของศาสตราจารย์ ดร.คลุ้ม วัชโรบล ได้เล่าเปิดเผยในหนังสือบางเล่มว่า

บิดาของเขาได้มาทำสัญญาณต่างๆ ตามที่ได้เคยพูดกันไว้ก่อนตายจริง

พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนประชาชนว่า ถ้าทำดีก็จะได้ขึ้นสวรรค์ ถ้าทำบาปตายไปก็จะตกนรก

เช่น ฆ่าบิดา มารดา ฆ่าญาติพี่น้อง เพื่อแย่งสมบัติ หรือแย่งตำแหน่งหน้าที่

ส่วนบนสวรรค์นั้นเทวดาจะมีอายุยืนยาวหลายพันปี

เวลาบนสวรรค์หนึ่งวันเท่ากับเวลาบนโลกมนุษย์นับร้อยปี

ชาวบ้านมักจะจำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาพูดให้ได้ยินอยู่เสมอ

คนฟังแล้วคิดว่าเป็นนิทาน

การที่เทวดา ถ้ามีจริง หรือคนเราจะมีอายุยืนยาวหลายพันปี จะเป็นไปได้หรือไม่

แต่ก่อนคนเราเชื่อว่าโลกเรามีเพียง 3 มิติ แต่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์เอกของโลกเป็นผู้ค้นพบว่า มิติที่ 4 คือเวลา

โดยให้ทฤษฎีว่า เวลาบนวัตถุความเร็วสูงจะช้ากว่าเวลาบนวัตถุความเร็วต่ำ

มนุษย์จะแก่ช้าลง ถ้ากำลังเดินทางอยู่ในยานอวกาศที่มีความเร็วเข้าใกล้ความเร็วของแสง

เช่น อยู่ในยานอวกาศหนึ่งปี

พอกลับมาโลกมนุษย์จะพบว่าเวลาบนโลกผ่านไปนับร้อยปีแล้ว

คนบนโลกแก่ชราหรือตายไปแล้ว แต่ตัวเขายังหนุ่มแน่น เหมือนคนอายุ 20 ปี

แปลว่าเวลาบนโลกผ่านไปหลายพันปี ชายที่อยู่ในยานอวกาศจึงจะแก่ชราหรือตายไป

เปรียบเทียบแบบเข้าใจง่าย ก็คือ สัตว์บนโลกมีอายุยืนยาวต่างกัน

นักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองทฤษฎีของไอน์สไตน์ โดยเอาอนุภาคที่มีอายุเพียงสั้นๆ ใส่ลงไปในเครื่องหมุน แล้วทำให้มันหมุนเท่ากับครึ่งหนึ่งของความเร็วของแสง

ปรากฏว่ามันมีอายุยืนกว่าเดิมหลายเท่า

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ บอกว่า มิติที่ 4 คือเวลา แต่อาจจะมีมิติที่ 5-6-7-8 หรือมากกว่านี้ ที่มนุษย์ยังไม่ค้นพบ

นักวิทยาศาสตร์บางคนคิดว่า น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่ในมิติอื่นๆ ยังทำไม่ได้ แต่ต่อไปอาจจะทำได้เหมือนเทคโนโลยีต่างๆ ในปัจจุบัน แต่ก่อนก็ทำไม่ได้เหมือนกัน

ตามทฤษฎีแบบดั้งเดิม ที่ว่า

ไม่มีอะไรเร็วกว่าแสง

ดังนั้น แม้เทคโนโลยีก้าวหน้าเพียงใด ก็ไม่สามารถจะสร้างยานอาวกาศให้เร็วกว่าแสงได้

นักวิทยาศาสตร์บางส่วนยุคปัจจุบันให้ความเห็นว่า เป็นการเข้าใจผิดเพราะยังมีวัตถุธาตุบางอย่างที่เร็วกว่าแสง

ถ้าความเชื่อนี้ถูกต้อง

ก็แสดงว่าหากเทคโนโลยีเพียงพอ

ก็จะสามารถสร้างยานอวกาศให้เร็วกว่าแสงได้

ซึ่งจะทำให้เวลาหยุดอยู่กับที่

ไม่เคลื่อนไปไหน

ร่างกายของมนุษย์ที่อยู่ในยานอวกาศก็จะหยุดความแก่ชรา

คงความเป็นอมตะตลอดไป

สำราญ เจนเชี่ยวชาญ

แม้เทคโนโลยี จะยังไม่สามารถสร้างความเป็น อมตะ ได้

แต่กระนั้น อมตะ ของ “ความดี”

ที่ได้รับการเคารพนับถือ

สามารถสร้างโดย “มนุษย์” ได้แล้ว

ดังที่เรา เห็น และ จับต้องได้ จากสิ่งที่ “ในหลวง รัชกาลที่ 9” ทรงมีพระราชดำริ-ทรงตรัส และทรงทำ ให้เห็น

อมตะ (2)

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2542

กระผมในฐานะ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้มีหนังสือถึงราชเลขาธิการ ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตพิมพ์เผยแพร่ พระบรมราโชวาท คัดตัดตอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติครั้งที่ 6 ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม 2512

ดังนี้

“ในบ้านเมืองมีทั้งคนดีและคนไม่ดี

ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด

การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย

จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี

หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี

ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง

และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ

ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้…”

ต่อมาเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2542 สำนักราชเลขาธิการ พระบรมมหาราชวัง ได้มีหนังสือตอบ “พระราชทานพระบรมราชานุญาต”

เพื่อย้ำให้เห็นว่า ชาติไทยของเราจะต้องได้ “คนดี” เท่านั้น มาปกครองบ้านเมือง

บ้านเมืองจึงจะดี ร่มเย็นเป็นสุขได้

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ปวงข้าพระพุทธเจ้าขอกราบถวายความจงรักภักดี ขอเป็นข้ารองพระบาท ทุกชาติไป

อุดร ตันติสุนทร

นี่ถือเป็น พระบรมราโชวาท

ที่อมตะ พระบรมราโชวาทองค์หนึ่ง

ถูกอ้างถึงมาอย่างยาวนาน

และเป็นหลักที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย

บทความก่อนหน้านี้ขอแสดงความนับถือ ฉบับวันที่ 25 พ.ย. – 1 ธ.ค. 2559
บทความถัดไปรายงานพิเศษ : ว่าด้วยเรื่อง “รางวัล” ของดารา ที่มาของการ “ให้” และ “รับ”