ทราย เจริญปุระ : “บ้าน” ที่ไม่ใช่ “บ้าน”

ทราย เจริญปุระ

“บ้าน” ที่ไม่ใช่ “บ้าน”

กี่ความจำเคยทำหล่นหาย

กี่ใบไม้ร่วงโรยบนทาง

มีเพียงรักของเราที่ไม่เคยทิ้งไปไม่มีห่าง

เป็นอย่างนั้นไปอีกแสนนาน

กี่ความฝันยังมีเปลี่ยน

แต่เธอไม่ทิ้งกันไป

จะกอดเธอจนสว่าง

และทุกๆ อย่าง จะอยู่ไปจนนิรันดร์*

1.”ไปทำงานห่างบ้านอย่างนั้นคงจะเหงาแย่”

คู่รักของฉันพูดถึงเพื่อนคนหนึ่งของเรา เพื่อนคนเก่งของเราซึ่งจะโยกย้ายไปทำงานต่างประเทศ มันก็ไม่ได้ไกลข้ามโลก แต่ก็เป็นการย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ทั้งทางชีวิตและหน้าที่การงาน

“ไม่แน่หรอก” ฉันตอบ “เขาอาจจะพบบ้านที่นั่นก็ได้”

หลังๆ มานี้ฉันรู้สึกว่าบ้านของฉันเป็นบ้านของฉันน้อยลงเรื่อยๆ จากที่เดิมก็ไม่เคยได้รู้สึกเป็นเจ้าของมันอยู่แล้ว บ้านในชื่อนั้นเป็นของพ่อก็จริง แต่ความเป็นบ้านนั้นมันเป็นของแม่ เป็นของแม่อย่างลึกล้ำทั่วทุกตารางนิ้ว คืบคลานไปทุกซอกหลืบและก้อนหินใบไม้ในสวน เข้ามาถึงห้องนอนฉัน ซึ่งแม่ก็จัดแบบแม่และเหมือนมีฉันมาอาศัยนอนเฉยๆ

จนตอนนี้ที่เหมือนฉันจะเป็นเจ้าบ้านอยู่กลายๆ เป็นพี่ใหญ่ที่ใครจะทำอะไรก็ต้องมาบอกกล่าวก่อน

บ้านก็ยังไม่เป็นของฉันอยู่ดี

น้องชายปรับบ้านเป็นกึ่งร้านอาหาร ครัวเป็นครัวส่วนกลางที่เดินลงมาจะเจอน้องๆ ในร้านผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมากินข้าวบ้าง อบขนมบ้าง นั่งพักผ่อนกันบ้าง ในสวนเป็นพื้นที่สำหรับลูกค้า หน้าบ้านเป็นร้านกาแฟ

ฉันเลยกลายเป็นคนตื่นแต่เช้า รีบจัดการธุระของตัวเองให้เสร็จ แล้วขึ้นไปหมกตัวอยู่ในห้อง เพราะสายกว่านั้นใครที่ไหนก็ไม่รู้จะมากันเต็มบ้าน แค่จะเดินเข้าไปในสวนโดยไม่ใส่เสื้อชั้นในก็ทำไม่ได้เหมือนก่อน หรือถ้าวันไหนหดหู่หรืออารมณ์แย่ๆ แต่เดินลงไปบังเอิญเจอคนรู้จัก ก็ต้องทักกันอีกยาวตามมารยาท

วันดีคืนดีฉันเลิกงานมาดึกๆ ก็เจอเด็กที่ไหนไม่รู้ มาหาหนังสืออ่านจากชั้นหนังสือข้างล่าง ตกใจไปสักพักก็รู้ว่าอ๋อ เป็นหลานของบ้านน้องสะใภ้ มาอาศัยอยู่เพื่อช่วยเลี้ยงน้อง

บางวันฉันวิ่งออกกำลังตัวเปียกออกมาก็เจอแม่ของน้องสะใภ้เปิดห้องพระที่เก็บรูปพ่อไว้ออกเพื่อทำความสะอาด ซึ่งทำให้ฉันสะดุ้งเฮือกทุกทีที่สบตากับรูปพ่อ และรู้สึกตัวเองแต่งตัวไม่เรียบร้อยขึ้นมาทันที

ถามว่าพวกเขาเข้ามาวุ่นวายอะไรกับฉันหรือก็เปล่า

แต่มันก็ยิ่งผลักฉันห่างจากบ้านไปเรื่อยๆ และเริ่มไม่รู้อีกต่อไป ว่าทำไมเวลาจะทำอะไรต้องมาถามฉันก่อน อยากทำอะไรก็ทำกันไปเถอะ ยังกับความเห็นของฉันสำคัญนักหนา

และความรู้สึกอยากไปอยู่ที่อื่นก็เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

มันคอยแต่จะผุดขึ้นมาเวลาฉันขับรถผ่านถนนเส้นเงียบๆ หรืออพาร์ตเมนต์กว้างๆ ในบางซอกซอย

-มันจะเป็นยังไงนะ ถ้าออกมาอยู่เอง-

ฉันคิดไม่ออกจริงๆ ว่าถ้าตื่นมาแล้วต้องเลี้ยวไปทางอื่นที่ไม่ใช่ทางซ้ายมือเพื่อออกถนนใหญ่จากบ้านที่ฉันอยู่มาทั้งชีวิตนั้นจะเป็นยังไง

2.”บ้านที่อยู่ในบ้าน” เล่าถึงเรื่องราวของบ้านที่อยู่ในบ้าน บ้านที่ไม่ใช่การรวมตัวกันของวัสดุไม้ ปูน กระจก สายไฟ หรือชุดเครื่องเสียง แต่เป็นความทรงจำที่เรามีต่อโต๊ะกินข้าว เรื่องที่ตัดสินใจกันที่โรงรถ ต้นไม้นี้ที่เราปลูก ปลาบางตัวที่ตายเมื่อเราขุดบ่อ แผ่นหลังของคนบางคนที่เดินออกไป คือการเก็บกับข้าวจานพิเศษให้คนที่ยังไม่ได้กลับมากิน

แต่บ้านก็ไม่ได้มีความหมายเดียวกับทุกคน

“บ้านไม่เคยมีความหมายเดียว

เรามักอยากยิ้มให้กับชีวิตอยู่เสมอ แต่บ่อยครั้งเหลือเกินที่เรายิ้มไม่ออก และพบว่า แม้เพียงยกมุมปากขึ้นเป็นรอยแย้มเล็กๆ เพื่อให้โลกรอบตัวเราได้เปลี่ยนแปลงไปเพียงเล็กน้อย เป็นเรื่องยากเย็นเข็ญใจเสียเหลือเกิน

บ้านของแต่ละคนคือสถานที่ที่เก็บงำความลับบางอย่างเอาไว้

สำหรับบางบ้าน ความลับคือการคุกคามของสิ่งที่ไร้ตัวตนของอำนาจบางอย่างที่ยื่นมือเข้ามาบดขยี้ทำลายบางสิ่งที่คุ้นเคย

สำหรับอีกบางบ้าน ความลับคือการอดทนอยู่กับมันจนทนต่อไปไม่ไหว ทว่าถึงไม่ไหว ก็ยังต้องฝืนอยู่ที่นั่น

บ้านในอุดมคติ คือบ้านที่มีเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม มีความสุข มีความรัก อบอุ่นไปด้วยความสัมพันธ์และเยื่อใยของคนที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน

แต่บ่อยครั้งเกินไป-ที่ครอบครัวเดียวกันนี้เอง ได้ทำลายสิ่งเหล่านั้นลง

บางคนจึงต้องออกเดินทางไปจากบ้าน

เพื่อไปหาบ้าน”**

3.ปีนี้ฉันเพิ่งได้เริ่มไปเที่ยวที่นั่นที่นี่อย่างจริงจัง ได้รู้ว่าจังหวัดกาญจนบุรีไม่ได้มีแค่จุดที่กองถ่ายไปตั้ง ได้รู้ว่าเชียงใหม่มีถนนอื่นๆ นอกจากนิมมานที่ไปทำงานทุกครั้ง ทะเลไทยไม่ได้มีแค่หัวหินที่ฉันเคยไปตอนเด็กๆ

ฉันชอบเวลาได้ไปต่างจังหวัด ฉันเลือกนอนโรงแรมดีๆ แสนสบาย สวยและสงบเท่าที่ฉันจะจ่ายไหว หมกตัวอยู่ในห้อง เดินเล่นไปรอบๆ เหมือนวิญญาณไร้ที่ยึดเหนี่ยวที่ถูกพัดพามาตกลงตรงนี้

แต่พอถึงวันเดินทางกลับ มันก็มีความโล่งใจลึกๆ ว่าฉันกำลังจะได้กลับไปอยู่ในห้องสีเหลืองของฉันอีกครั้ง กับหมอนเก่าๆ ผ้าห่มเดิมๆ ผนังห้องที่ว่างเปล่า และทีวีที่เปิดดูไม่ได้ ทำได้แค่เพียงเป็นเหมือนชั้นวางนาฬิกาที่เดินช้าไปสิบนาที

สุดท้ายฉันก็อาจจะเป็นแค่ผู้หญิงแก่ๆ ที่ยึดอยู่กับพื้นที่เล็กๆ เท่าที่มี สุมไปด้วยซากความทรงจำและกองฝุ่น ไม่ทิ้งอะไรสักอย่างเพราะกลัวว่าตัวเองจะค่อยๆ เลือนหาย พยายามต่อรองกับความทรงจำให้เหลือสิ่งที่ดีและเลวเอาไว้พอๆ กัน ไม่ใช่เหลือเพียงความเศร้าให้ฉันแหวกว่ายไปในพื้นที่เล็กๆ ของห้องที่ฉันไม่ได้เลือกแต่แรก และไม่เคยได้เป็นเจ้าของมันอย่างแท้จริง

“บ้านที่อยู่ในบ้าน” (Home Tales) เขียนโดยโตมร ศุขปรีชา ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 โดย Salmonbooks ตุลาคม, 2561

*เนื้อเพลง “แดด ลม ฝน”

**ข้อความจากในหนังสือ

บทความก่อนหน้านี้ตลกต่างแดน : ลืมเงินกว่า 30 ล้านไว้ในรถตั้ง 2 เดือน!!
บทความถัดไปฉายสภาพ : เศรษฐกิจไม่ดี กับ แวดวงเครื่องเสียงแบบที่กำลังซบเซาลงเรื่อยๆ