รู้ชีวิต…ด้วยดวงดาว / “ศ. ดุสิต”/เรื่องลึกในโหราศาสตร์ไทยชุด ‘คลังโหร’

รู้ชีวิต…ด้วยดวงดาว / “ศ. ดุสิต”

อ่านอนาคตของคุณไม่ยากหรอก…แค่รู้จักดาว 10 ดวงเท่านั้น!

เรื่องลึกในโหราศาสตร์ไทยชุด ‘คลังโหร’

 

เรื่องเล็กที่ต้องรู้ในวิชาพยากรณ์ (ต่อ)

เกณฑ์กาลกิณี (ระบบเลข ๗ ตัว) (ต่อ)

วิธีอ่าน

 

เรารู้อยู่แล้วว่า เกณฑ์กาลกิณีนี้มีความหมายถึงความไม่ดีหรือเป็นจุดเสื่อมของชาตาในช่วงนั้น (หรือวันนั้น)

ซึ่งเกณฑ์นี้ท่านถือว่าเป็นเกณฑ์เบ็ดเตล็ดสำหรับใช้ในทุกกรณีที่เราต้องการจะใช้เมื่อไรก็ได้ เพราะเป็นเกณฑ์เล็กๆ ที่ซ่อนแฝงอยู่ในทุกช่วงเวลา คือชาตาของคนเรานั้นจะมีเกณฑ์ดี-ไม่ดีอยู่ทุกวัน

มีดีที่ตรงไหนก็จะมีไม่ดีอยู่ตรงนั้นด้วย อันนี้เป็นกฎธรรมชาติอยู่แล้ว

ดังนั้น เกจิท่านจึงใช้ดูได้ในทุกเรื่องที่เราต้องการจะทำ เพื่อตรวจดูว่าในสิ่งที่จะทำนั้นมีจุดไม่ดีอยู่ตรงไหนและจะแก้ไขได้อย่างไร

นี่แหละคือส่วนดีของเกณฑ์นี้ละ

ตามตัวอย่างนี้ กาตกที่ภพมรณะซึ่งมีดาวศุกร์ (๖) ครองอยู่ กาตกตรงไหนก็จะบั่นทอนความหมายของภพนั้นลงไปส่วนหนึ่ง

ภพมรณะหมายถึงความสูญเสีย เมื่อถูกบั่นทอนลง ความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับเจ้าชาตาจึงถูกบั่นทอนลงไปด้วย

ตรงนี้เรารู้แล้วว่าเป็นส่วนดีของเจ้าชาตา

แต่ความเป็นกาลกิณีของกานี้ไม่ได้มีอิทธิพลแต่เฉพาะภพมรณะเท่านั้น ในระบบเลขเจ็ดตัวนี้พิษของกาลกิณียังขยายไปถึงภพอื่นที่ดาวศุกร์ (๖) ครองอยู่อีกสองฐาน คือในฐานเดือนและฐานวัน ในดวงตัวอย่างนี้ก็คือภพสหัชชะและมัชฌิมา

จึงเท่ากับว่าภพมัชฌิมา, สหัชชะ, มรณะ ทั้งสามภพนี้ต้องกาลกิณี

สหัชชะหมายถึงการเจรจาตกลง บวกกับมัชฌิมาซึ่งมีความหมายว่าสำคัญ เมื่อกาตกที่มรณะซึ่งมีความหมายว่าบั่นทอนหรือเสียหาย จึงอ่านรวมได้ความว่าการเจรจาอันสำคัญของเจ้าชาตามีโอกาสที่จะพบความเสียหายได้ แต่ความเสียหายนั้นจะไม่รุนแรงนัก

ทำตัวอย่างให้ดูเรื่องเดียวนี้ก็คงจะพอเข้าใจกันได้แล้วถึงวิธีอ่าน ซึ่งมีหลักอยู่ว่าเราจะใช้ดาวที่อายุตกเป็นตัวหากาลกิณีตามระบบของทักษา แล้วจึงนำกำลังของดาวกาลกิณีมาบวกกับอายุ ได้เท่าไรเอา ๗ หาร ลัพธ์ทิ้งไป เศษเป็นเลขใดให้วางกาไว้ที่เลขนั้นในฐานที่อายุตกอยู่ ถ้าทำตามนี้แล้วก็เป็นอันถูกต้อง ส่วนการอ่านก็ถือจุดที่กาตกเป็นภูมิหลักและอ่านดาวเดียวกันนั้นในอีกสองฐาน นำความหมายมารวมกันแล้วออกเป็นคำพยากรณ์

จบเรื่องของเกณฑ์กาลกิณีแค่นี้ครับ

 

จันทร์ – ครุ – สุริยา

สามดาวแห่งศักดิ์ศรี

 

จุดพิเศษจุดนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วไปอยู่แล้วสำหรับนักพยากรณ์ทั้งหลาย เพราะเป็น “เกณฑ์หลัก” ที่นักศึกษาที่เรียนโหราศาสตร์ทุกคนจะต้องเรียนรู้ไว้ แต่คุณเชื่อไหมว่า ทั้งๆ ที่เป็นเกณฑ์หลักอย่างที่ว่านี่แหละ นักพยากรณ์ของเราก็พากันหลงลืมไปแทบทั้งนั้น คือผูกดวงแล้วก็ไม่ได้สังเกตเลยว่า ดวงนี้ได้เกณฑ์พิเศษ จันทร์-ครุ-สุริยา

คือลืมสังเกตไปนั่นเอง คงจะเนื่องจากไม่ค่อยได้ใช้เกณฑ์นี้บ่อยเท่าไรนัก เพราะดวงชาตาไม่ได้มีเกณฑ์นี้ปรากฏอยู่มากสักเท่าไหร่ นานๆ จึงจะเจอสักดวงหนึ่ง เจอดวงไหนดวงนั้นก็มักจะเป็นดวงพิเศษแทบทั้งนั้นอีกด้วย

เห็นความพิเศษแล้วนั่นแหละถึงได้มาตรวจดวงดูว่า อ๋อ-ที่แท้ก็มีจันทร์-ครุ-สุริยานี่เอง

จันทร์-ครุ-สุริยา คือดาว ๒-๕-๑ ที่สถิตอยู่ในราศีทวารของดวงชาตานั้นๆ นั่นแหละ ถ้าอยู่ในราศีอื่นไม่เกี่ยวนะ

ผมจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ให้มากไป เพราะเป็นเรื่องที่เรารู้ๆ กันดีอยู่แล้ว จะอธิบายบ้างก็คือ ให้พิจารณาดาวทั้งสามนี้ในราศีทวารนั่นแหละว่า ดาวที่สถิตในราศีนั้นๆ มีคุณภาพอย่างไร ได้มาตรฐานแค่ไหน

เช่น ๑ สุริยานั้นสถิตที่ราศีตุลหรือราศีเมษ พฤหัสฯ หรือครุ ๕ สถิตราศีกรกฎหรือราศีมังกร หรืออยู่เมษหรือตุล ต้องดูให้แน่ เพราะทั้งสี่ราศีนี้มีผลต่อครุหรือพฤหัสฯ ทั้งสิ้น ส่วนจันทร์ ๒ นั้นถ้าได้สถิตที่ราศีกรกฎหรือราศีเมษก็ถือว่าเยี่ยม แต่ถ้าไปอยู่มังกรหรือตุลก็อ่อนลงไปบ้าง อย่างนี้เป็นต้น

ดาวที่สถิตในราศีที่ทำให้ตัวเองมีคุณภาพสูงหรือต่ำ ก็พยากรณ์ไปตามนั้น แม้ว่าการได้ศักดิ์ศรีเป็นจุดพิเศษนี้แล้วจะทำให้มีคุณลักษณะพิเศษเกิดขึ้นในดวงชาตาก็ตาม แต่ก็มีการลดหลั่นคุณภาพกันไปตามขั้นตอนของมาตรฐานดาวที่ว่านี้ นี่คือหลักการพยากรณ์ที่เราต้องไม่ลืม

สรุปง่ายๆ ก็คือ ดวงใดที่ได้เกณฑ์จันทร์-ครุ-สุริยานี้ย่อมได้ผลอย่างหนึ่งคือ ความโดดเด่นของชีวิต หรือมีสิทธิ์ที่ชีวิตจะได้รับความสุขในบั้นปลาย (ถ้าหากกรรมเก่าไม่มาส่งวิบากให้เสียก่อน)

และคนที่ได้เกณฑ์นี้ก็ย่อมมีความไม่เหมือนกันอยู่อย่างแน่นอนอีกเหมือนกัน นั่นก็คือคุณภาพของดาวอย่างที่ผมบอกไว้แล้ว ซึ่งเราจะพิจารณาความสูงต่ำของชีวิตที่ได้รับจากดาวนี่แหละ

 

เอ้า-มาดูดวงตัวอย่างกันอีกตามเคยว่า ผู้ที่ได้ดวงเกณฑ์หลักนี้จะมีวิถีชีวิตอย่างไรบ้าง ผมจะยกให้ดูสักสองตัวอย่างหรือสองคน ดังนี้

 

นี่คือดวงคนดังที่ผมไม่ต้องเอ่ยชื่อเลยคุณก็คงจะจำดวงนี้ได้อยู่แล้ว คุณดูที่ดาว ๑ กับ ๒ ของเขาที่สถิตอยู่ ณ ราศีกรกฎซี ทั้งคู่ได้มาตรฐานมหาจักรและเกษตรอย่างครบถ้วน เพียงแต่มีดาวครุ ๕ สถิตที่ราศีมังกรได้มาตรฐานนิจอ่อนไปหน่อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ดวงเสียนะ

จุดเสียของดวงนี้อยู่ที่ราหูเล็งลัคนานั่นต่างหาก เพราะราหูได้ส่งรังสีร้ายของอาทิตย์มายัดเยียดให้ลัคนาอย่างเต็มเปาทีเดียว

ดวงนี้มีสถานะของชีวิตเป็นอย่างไร ผมไม่ต้องอธิบายคุณก็คงรู้กันอยู่แล้ว

ใครไม่รู้ก็คงต้องไปเช่าบ้านอยู่หลังเขาโน่นแล้วละ ยกเอาเป็นตัวอย่างให้รู้กันเท่านี้ก็พอ

 

ทีนี้มาดูอีกดวงหนึ่ง เกณฑ์หลักเดียวกันนี้แหละ

นี่เป็นดวงชาตาของนักร้องสาวผู้โด่งดังอีกคนหนึ่ง ดวงนี้มีดาว ๑ สถิตราศีกรกฎได้มหาจักรเช่นเดียวกับของคุณทักษิณ มีดาว ๔ ประกบดาว ๑ ได้คู่เด่นดังเหมือนกัน ดวงคุณทักษิณนั้นมีดาวจันทร์ได้เกษตรที่ราศีกรกฎภพลาภะ แต่ดวงนี้ดาวจันทร์ได้มหาจักรที่ราศีเมษภพมรณะ นี่คือความไม่เหมือนกัน มีเหมือนกันอีกอย่างหนึ่งก็คือ มีดาวครุ ๕ สถิตที่ราศีมังกรได้นิจ อันแสดงถึงความอาภัพที่คล้ายกัน

(ตามกฎเกณฑ์ของผม ดวงที่มีดาวได้นิจในภพที่สำคัญของชาตาแล้ว จะเป็นดวงอาภัพอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ)

ยังไม่ได้บอกเลยว่าดวงตัวอย่างดวงนี้เป็นของใคร จะบอกเดี๋ยวนี้แหละครับ ดวงนี้เป็นดวงของนักร้องลูกทุ่งเสียงทองคำ (ไม่ใช่ทองธรรมดา)

พุ่มพวง ดวงจันทร์ ครับ

คนดังระดับนี้ผมคงไม่ต้องมาบรรยายถึงชีวิตของเธอให้คุณฟังกันอีกแล้ว ประวัติของเธอนั้นใครๆ ก็รู้กันทั่วไปหมด จากคนระดับล่างสุดที่แม้แต่หนังสือก็อ่านเขียนไม่ออก แต่สามารถไต่ระดับขึ้นมาสู่เบื้องบนได้อย่างอัศจรรย์เป็นที่สุดเหมือนกัน คุณรู้ไหมล่ะว่าเป็นเพราะอะไร?

ถ้าไม่ใช่เพราะ จันทร์-ครุ-สุริยา นี่แล้ว จะมีอะไรเสียอีกล่ะ?

แต่ความอาภัพก็คือความอาภัพ ไม่มีใครที่จะไปหลีกเลี่ยงได้ คุณพุ่มพวงอาภัพในด้านของการที่ไม่ได้รับผลแห่งการกระทำของตนอย่างสมบูรณ์เลย ก็มาด่วนเสียชีวิตลงเสียก่อนด้วยวัยเพียง 31 ปีเท่านั้น

ซึ่งก็น่าจะเป็นเพราะดาวสามดวงคืออาทิตย์ดาวอายุสถิตเรือนจันทร์ลาภะ จันทร์สถิตเรือนอังคารมรณะ และอังคารสถิตเรือนอาทิตย์เจ้าเรือนภพวินาสน์ที่ยันหลังลัคนาของเธออยู่

ดาวอาทิตย์และจันทร์เป็นสองดาวในเกณฑ์หลักที่มาเสียไปเพราะการแลกเรือนของดาวลาภะ-มรณะ-วินาสน์ จึงเป็นการจากไปอย่างคาดไม่ถึงของผู้คนทั้งหลายอย่างนี้แหละ

ลาภะ-มรณะ-วินาสน์ การได้มาซึ่งความตายที่นึกไม่ถึง หรือ-

การได้มาซึ่งความสูญเสียอย่างกะทันหัน!

ก็คงจะเข้าใจกันดีแล้วนะครับถึงวิธีอ่านดวงพิเศษตำรับนี้ ซึ่งก็เป็นสูตรที่ใครๆ ก็รู้จักกันดีอยู่แล้วละ ผมจะค้นหาสูตรพิเศษที่น่ารู้อื่นๆ มาให้คุณกันอีกต่อไป โปรดติดตาม…

บทความก่อนหน้านี้สิ่งที่ผมไม่รู้มาก่อน เกี่ยวกับ The Force ในหนัง STAR WARS และการขี่มอเตอร์ไซค์จากเชียงใหม่ไปสิงคโปร์คนเดียว
บทความถัดไปอาทิตย์ละมื้อ / “คนข้างครัว”/ข้าวผัดรถไฟ