มหายาน สาวกยาน : เสถียร โพธินันทะ

การที่เสถียร โพธินันทะ หยิบยกเอาหลักแห่งโพธิสัตวยาน กับหลักแห่งสาวกยาน มาเปรียบเทียบทั้งไปในทางเดียวกัน ทั้งโต้แย้งกัน สะท้อนเป้าหมายอะไร

บอกได้เลยว่าต้องการยอมรับทั้ง 2 แนวทาง

เพียงแต่เป็นการยอมรับอย่างมีการศึกษา วิเคราะห์ จำแนกแยกแยะ ให้เห็นจุดต่างและจุดร่วมอันสำคัญ

มิให้ไปในทางด้านใดด้านหนึ่งอย่างสุดโต่ง

หากศึกษา “บทวิจารณ์” นี้อย่างประสานกับการนำเสนอเนื้อหาของหนังสือ “ปรัชญามหายาน” อย่างครบถ้วนก็จะประจักษ์ในจุดมั่นอันแน่วแน่และมั่นคงของเสถียร โพธินันทะ

เป็นจุดยืนที่ยกย่องลักษณะอนุรักษ์ของ “เถรวาท”

ขณะเดียวกันก็ยอมรับการปรับแต่งอย่างสร้างสรรค์ของฝ่ายมหายานที่มุ่งเปิดกว้างเพื่ออ้าแขนรับสัตว์ผู้ร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน

ขอให้อ่านและศึกษาดู

หากฝ่ายโยคาจารจะถือเอาว่าทฤษฎีที่ตนบัญญัติขึ้นใหม่นั้นวิเศษ ว่าฝ่ายสาวกยานดังที่ถือว่าฝ่ายสาวกยานรู้จักแต่วิญญาณ 6 ส่วนตนรู้ถึงวิญญาณ 8 หรือเลยต่อไปถึงวิญญาณที่ 9 (วิมลจิต) ไซร้

ถ้าฝ่ายสาวกยานนิกายเถรวาทจะว่าบ้างว่า ท่านก็ไม่รู้ทั่วในความจริงเช่นกัน เพราะจิตท่านรู้เพียง 8 ข้างอภิธรรมของเราว่ามีถึง 89 จิต (นี้ว่า โดยอารมณ์)

ข้างฝ่ายมหายานภูตตถตาวาทินเล่าก็มีจุดที่ให้เห็นว่าเป็นพราหมณ์มากขึ้นทุกที

มหายานยิ่งวิวัฒนาการไปก็ยิ่งวิ่งเข้าเป็นฝักฝ่ายกับปรัชญาฮินดูยิ่งขึ้น พระสูตรของฝ่ายภูตตถตาวาทินบางสูตร กล่าวติเตียนพระอรหันต์และฝ่ายสาวกยานว่า ใจคอคับแคบ เห็นแก่ตัว หรือฟังธรรมมหายานไม่เข้าใจ อะไรเหล่านี้มากขึ้น

แต่ละสูตรเต็มไปด้วยอภินิหารมากขึ้น พระพุทธองค์ พระโพธิสัตว์กลายเป็นบุคคลลึกลับ หลักธรรมก็ไม่ต่างอะไรไปกับปรัชญาอุปนิษัทของฮินดู ถึงอย่างนั้นพวกมหายานภูตตถตาวาทินก็ยังถือว่าธรรมะของตนสูงสุดยิ่งกว่าฝ่ายมาธยมิกและโยคาจาร ส่วนฝ่ายสาวกยานนั้นเปรียบเทียบด้วยมิได้เลย

อนึ่ง ไม่ใช่ว่าฝ่ายเถรวาทจักโต้เถียงคัดง้างว่าฝ่ายภูตตถตาวาทินเป็นพราหมณ์แปลง แม้ฝ่ายมาธยมิก โยคาจารก็คัดง้างฝ่ายภูตตถตาวาทินด้วยเช่นนี้

แล้วไม่ทราบว่าจะสูงสุดกันไปได้อย่างไร

เรื่องจัดแบ่งระยะกาลของการแสดงพระธรรมเทศนาชนิดเป็นปริยายก็มีมากขึ้นในฝ่ายภูตตถตาวาทินนี้ ทั้งนี้ เพื่อจะได้แสดงว่าปรัชญาของตนสูง จัดไว้เป็นเทศนาคราวสุดท้ายตอนใกล้ปรินิพพาน

หรือไม่ก็จัดไว้ตอนต้นสุด

คณาจารย์มหายานที่ทันสมัยมีความรู้กว้างขวาง ไม่ยึดถือนิกายในปัจจุบัน ไม่เห็นด้วยกับการจัดแบ่งระยะกาลนี้เลย ถือว่าเป็นการทำให้แตกนิกายไปเปล่าๆ

สรุปแล้วข้อกล่าวหาของฝ่ายมหายานที่มีต่อฝ่ายสาวกยานนั้น ถ้าเป็นสาวกยานอื่นก็ยกไว้ก่อน หากเป็นสาวกยานนิกายเถรวาทที่ถือหลักภาษาบาลีเป็นสำคัญแล้วก็หาได้เป็นตามว่าไม่

ข้าพเจ้า (เสถียร โพธินันทะ) เลื่อมใสในพระธรรมอันบริสุทธิ์ของพระพุทธองค์ที่ฝ่ายเถรวาทรักษาไว้ได้นี้นักหนา ถ้าไม่มีนิกายเถรวาทแล้วเราก็ไม่มีโอกาสจะรู้จักพระพุทธมติดั้งเดิมแท้จริงได้เลย หลักธรรมของพระพุทธองค์คือความจริง

ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา และอริยสัจ 4 ปฏิจจสมุปบาท 12 ข้อปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์นั้นเล่า ข้าพเจ้า (เสถียร โพธินันทะ) เลื่อมใสในสติปัฏฐาน 4

ทั้งมหายานและสาวกยานก็ไม่ควรจะโต้แย้งกันในฐานะที่เราต่างมีพระศาสดาองค์เดียวกัน ควรจะร่วมมือกันจรรโลงพระพุทธศาสนาให้แพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นสาวกยานหรือมหายาน

ข้าพเจ้า (เสถียร โพธินันทะ) ไม่เป็นพุทธศาสนิกชนสังกัดนิกาย

ข้าพเจ้า (เสถียร โพธินันทะ) เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า มีพระพุทธองค์เป็นพระบิดาทางใจ เลื่อมใสได้ทุกนิกาย ข้าพเจ้า (เสถียร โพธินันทะ) เป็นทั้งพุทธศาสนิกชนฝ่ายสาวกยานและมหายาน

เวลาสวดมนต์ก็สวดทั้งพระสูตรบาลีและสันสกฤตของมหายาน

ที่บูชาภายในบ้านข้าพเจ้ามีพระพุทธรูปมหายานและพระโพธิสัตว์มหายานประดิษฐานไว้บูชาด้วย แต่ในด้านความเลื่อมใสในหลักธรรม ข้าพเจ้าเลื่อมใสในหลักธรรมของฝ่ายเถรวาท

ในทางมหายานเลื่อมใสในปรัชญาของนาคารชุน และในทางเวทมนตร์ข้าพเจ้าเลื่อมใสธารณีของมนตรยาน พุทธศาสนิกชนไม่ควรยึดถือในเรื่องพรรคพวกนิกาย นี้คือคำสรุปของข้าพเจ้า

บทความก่อนหน้านี้เปิดโปรไฟล์ ‘ผู้ว่าฯเชียงราย’ รู้ลึกเรื่องโยธา-ภูมิศาสตร์ ชาวเน็ตชื่นชม ‘อยู่ถูกที่ถูกเวลา’
บทความถัดไปตำรวจนำผู้เชี่ยวชาญฝรั่งลุยต่อ วันแรกค้นหา’เลี้ยวขวา’จากจุดพบรองเท้า’ทีมหมูป่า’