สนทนากับ “ฉมังฉาย” นักเขียนประกวดรางวัลมติชนอวอร์ด จากเรื่องสั้น “ประเทศดองศพ”

ข่าวเด่น

 

สนทนากับ “ฉมังฉาย”

นักเขียนประกวดรางวัลมติชนอวอร์ด

จากเรื่องสั้น “ประเทศดองศพ”

 

“ฉมังฉาย” เป็นนามปากกาที่นักอ่านเรื่องสั้นของมติชนสุดสัปดาห์ต้องคุ้นเคยเป็นอย่างดี มาในวันนี้ เรื่องสั้น “ประเทศดองศพ” ของเขาผ่านเข้ารอบโครงการประกดวเรื่อสั้น-กวีนิพนธ์รางวัลมติชนอวอร์ด 2022 และได้รับการตีพิมพ์ในฉบับวันศุกร์ที่ผ่านมา (ประจำวันที่ 15-21 กรกฎาคม 2565 ฉบับที่ 2187) เป็นเรื่องสั้นที่มีการเปรียบเปรยเสียดเย้ยอย่างน่าสนใจ

มาทำความรู้จักนักเขียนและผลงานของเขาให้มากขึ้นกันดีกว่า

 

แนะนำตัวให้ผู้อ่านรู้จัก

ฉมังฉายเป็นนามปากของมนูญ ณ นคร พื้นเพเป็นคนตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เป็นลูกคนสุดท้องของครอบครัว พ่อเป็นกรรมกรเหมืองแร่ดีบุก แม่เป็นแม่บ้าน จบม.6 โรงเรียนตะกั่วป่าเสนานุกูล จบการศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยรามคำแหง ทำงานธนาคารกรุงไทยยาวนานถึง 15 ปี เบื่อหน่ายระบบลาออกในปี 2549 จากนั้นเดินทางสู่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเขียนหนังสืออย่างเต็มตัว ปัจจุบันนี้นอกจากเขียนหนังสือแล้วก็ยังค้าขายเล็กๆ น้อยๆ เพื่อปากท้องของน้องแมวน้องหมาสิบกว่าตัวอีกด้วย

 

ในเซตติ้งของเรื่อง ประเทศสมมติ OTPA อยู่ในบริเวณไหนของแผนที่โลก และมีภูมิหลังประเทศคร่าวๆ อย่างไร

ต้องการอย่างนี้ครับ เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นแนวเหนือจริง ดังนั้นภูมิศาสตร์จริงๆ ของประเทศสมมติ OTPA (ย่อมาจากอะไรน้า 555) ในโลกใบนี้ไม่มีหรอก แต่หากเราเอาบริบททางการเมืองสภาพแวดล้อมที่ผมนำเสนอในเรื่องมาจับ ประเทศOPTA มีพิกัดที่ตั้งอยู่จริงนะ แต่ไม่เฉพาะที่ใดที่หนึ่ง มันมีของมันไปทั่วแหละ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ยังไม่สามารถก้าวข้ามความขัดแย้งไปได้ และต้องตกอยู่ในวงจรของการปฏิวัติรัฐประหาร งั้นลองหลับตาลงสิครับ ลองครุ่นคิดทบทวนสิครับ เห็นใช่มั้ย เห็นประเทศOTPA แล้วใช่มั้ย นี่ไม่ใช่การชี้นำนะครับ 555 เอาเถอะๆ พูดแบบง่ายๆ ดีกว่า คือว่า ประเทศดองศพ มันเป็นภาพแทนเท่านั้นแหละครับ

 

เรื่องสั้นของคุณมีร่องรอยเรฟเฟอร์เรนซ์ที่จงใจทิ้งไว้มาก ที่อ่านดูก็รู้สึกได้ว่ากำลังเปรียบเปรยสิ่งไหนหรือใครอยู่ ทำไมถึงเลือกใช้วิธีการเขียนแบบนี้ ต้องการสื่อถึงอะไร หรือต้องการเสียดเย้ยอะไร

ความจริงเรื่องนี้อ่านไม่ยากครับ เอ๊ะ ไม่แน่ใจนะครับว่าได้จงใจจะทิ้งร่องรอยเรฟเฟอร์เรนซ์ไว้ 555 แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคือผมเขียนไปตามธีมที่วางไว้ ดีครับ ถ้าผู้อ่านสามารถเข้าใจเข้าถึงสารของผู้เขียนที่ส่งออกไป นั่นก็เท่ากับผู้เขียนทำงานได้สำเร็จแล้ว ไม่ใช่ว่า ก่อนอ่านกับหลังอ่านเหมือนกันเปะ อันนี้ผมถือว่าไม่น่าปกติแล้วนะ และหากใครได้ติดตามงานของผมมาตลอด จะเห็นว่า ผมไม่ซับซ้อนอะไรมากนักหรอก ผมมันคนประเภทพูดง่าย ฟังแล้วเข้าใจง่าย แต่แน่นอนว่า ด้วยบุคลิกของผมเป็นคนอย่างนั้นอยู่แล้ว งานเขียนผมส่วนหนึ่งจึงออกมาในแนวเสียดเย้ยให้ได้คันหัวใจเล่นนิดๆหน่อย พอเป็นน้ำจิ้ม

จำได้จนถึงวันนี้เลย หลายปีก่อนโน้นนนนนนน นานมาก ผมถูกนักเขียนรุ่นพี่คนหนึ่งตำหนิว่า งานของผมเป็นงานประเภทสำเร็จความใคร่ให้แก่ผู้อ่าน หมายถึงว่าทำให้เสร็จสรรพ ไม่ทิ้งร่องรอยหรือเปิดพื้นที่ให้คนอ่านได้คิดได้จินตนาต่อเลย นี่มั้ง คืองานเขียนที่ผมกำลังหนีเจ้าสิ่งนั้นอยู่ 555

เพราะอะไรจึงส่งเรื่องนี้เข้าประกวดมติชนอวอร์ด

ผมทำงานเขียนมา 20 ปีแล้ว และทำอย่างฟูลไทม์ด้วย อาชีพหลักคือเขียนหนังสือ โดยเฉพาะเรื่องสั้น ทุกวันนี้ก็ส่งไปทุกนิตยสาร งานประกวดก็แทบไม่เว้น ปีก่อนโน้นนนน เดลินิวส์ มาปีนี้ก็มติชน ซึ่งต้องขอบคุณมติชนจริงๆ ที่เห็นค่าคุณของงานเขียน ไม่ว่าเรื่องสั้นหรือกวีนิพนธ์ ผมยังเชื่อว่า หากคนเราไม่อ่าน ซึ่งแน่นอนว่ามติชนก็คงเชื่อมั่นอย่างนี้เหมือนกัน ประเทศไม่ว่าประเทศไหน หากไม่อ่าน ไม่มีจินตนาการ บ้านเมืองถึงทางตันแน่ จินตนาการเท่านั้นแหละ ไม่ใช่ตำรับตำราวิชาการหรอก ที่สามารถนำพาหรือทะลุทะลวงปัญหาของบ้านเมืองได้

ฉะนั้นเมื่อทราบข่าวว่ามติชนหวนคืนรางวัลนี้อีกครั้ง ผมจึงไม่ลังเล ลงมือทำงานทันที ซึ่งจริงๆ ธีมเรื่องนี้มันอยู่ในหัวผมมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว โดยเฉพาะชื่อเรื่องผมจองกฐินไว้นานนมมากแล้ว 555

 

คาดหวังว่าเรื่องสั้นนี้จะไปไกลแค่ไหนในการประกวดรางวัลมติชนอวอร์ด

ผมเองยึดคตินี้มาตลอดนะครับ คือว่า เมื่อเราลงมือเขียนงานเสร็จแล้ว นั่นคือหน้าที่ของนักเขียนสมบูรณ์แล้ว ฉะนั้นไม่ว่าเราจะส่งไปยังสนามใด หรือเวทีใด เราไม่อาจคาดหวังอะไรได้มากนะครับ เพราะมันเป็นสิ่งที่เรานักเขียนควบคุมไม่ได้ ตอนที่เราลงมือเขียนนั่นเราควบคุมมันได้ แต่แน่นอนว่า เมื่อมันสามารถผ่านเข้ารอบได้ มันก็ดีต่อใจของผู้สร้างงาน เป็นเรื่องธรรมดา แต่มันจะไปไกลได้ขนาดไหน อันนี้ผมไม่ได้ให้ความสนใจนะ เพราะว่าหากเราให้ความหวังต่อชิ้นงานในขั้นตอนที่นักเขียนไม่สามารถกำหนดหรือควบคุมมันได้ มันจะกลุ้มเอาเปล่าๆ เขียนงานชิ้นหนึ่งจบก็คือจบครับ เริ่มต้นงานชิ้นใหม่ต่อไป โดยไม่ต้องไปนั่งเฝ้ารอดูผลของงานชิ้นเก่า อย่างที่บอก หากฝืนทำอย่างนั้น หนึ่ง ไม่ได้สร้างงานใหม่กันพอดี กับสอง เครียดตายชัก

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หากงานชิ้นนี้ ประเทศดองศพตอบโจทย์อะไรบางอย่างได้หรือมีคนเห็นคุณค่า มันก็สามารถไปต่อของมันได้ด้วยตัวมันเองครับ เรานักเขียนทำได้ก็เพียงแต่นั่งมองดูห่างๆ อย่างภูมิใจกับมัน

 

อยากให้ฝากอะไรถึงนักอ่าน

ไม่มีอะไรฝากหรอกครับ แต่เพียงจะบอกว่า ทุกวันนี้การทำงานของผมนอกจากทำอย่างเคารพตัวเองแล้ว ยังเคารพนักอ่านอีกด้วย อ้อ ขอบคุณนักอ่านที่ยังสละเวลามาอ่านกันอยู่นะ แถมบางคนอ่านแล้วยังส่งเสียงมาให้รู้อีกต่างหาก ไม่ว่าในแง่ดีหรือแง่ลบ ผมรับได้หมด เพราะผมเคารพความเห็นทุกความเห็น ส่วนจะเชื่อตามหรือไม่ นั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง

แต่ในท้ายที่สุดแล้ว สิ่งพวกนี้คือความงดงามของวงการวรรณกรรมสร้างสรรค์ครับ •