อนุสรณ์ ติปยานนท์ : In Books We Trust (17) หนังสือแห่งความหวัง (6)

 

In Books We Trust (17)

หนังสือแห่งความหวัง (6)

 

ถ้อยคำเพียงสั้นๆ พาเขาไปสู่ดินแดนแสนไกล

เด็กหนุ่มใช้เวลาทั้งคืนทบทวนเสียงที่เขาได้ยินจากปากของปิ่น เสียงที่แผ่วเบา อ่อนหวานและเต็มไปด้วยความจริงใจ

เสียงที่ไม่ต่างจากสายฝนที่โปรยลงมาจากท้องฟ้าในยามที่ผืนดินแห้งแล้ง

ชีวิตของเด็กหนุ่มเปลี่ยนไปอีกครา

เราอาจนิยามความรักได้หลากหลายรูปแบบ แต่นิยามความรักในกรณีของเด็กหนุ่มไม่มีอะไรเหมาะสมกับ “สิ่ง” ที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล

เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนเขาได้เติบโตขึ้นในช่วงเวลาเพียงวันเดียว

เขาได้กลายเป็นชายหนุ่มผู้องอาจ ผู้ที่มองเห็นอนาคตของเขาว่ามันจะเดินไปทางใด

อนาคตที่ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข เขาจะมีปิ่นอยู่เคียงข้างเสมอ

จักรวาลนั้นว่าลี้ลับไม่น้อยแล้ว แต่ความรักนั้นลี้ลับยิ่งกว่า

เด็กหนุ่มถูกแรงดึงดูดของความรักดึงดูดเขาเข้าไปจนใกล้ศูนย์กลางของสิ่งที่ทำให้เขาไม่อยากเคลื่อนที่ไปไหน

เด็กหนุ่มถูกเส้นขอบฟ้าของความรักพาเขาไปไกลจนมองไม่เห็นจุดแรกเริ่มที่เขาจากมา

ความรักขยายพรมแดนความรู้สึกของเด็กหนุ่มไปทุกทิศทุกทาง ทั้งแนวราบอันไพศาลและแนวดิ่งอันลึกล้ำ

เด็กหนุ่มพบว่าอานุภาพของมันได้เปลี่ยนเขาผู้เคยเป็นคนเดิมให้เป็นคนใหม่

ที่แม้แต่เขาก็ไม่เคยรู้จักตนเองในแบบนั้นมาก่อนเลย

 

หลังจากวันนั้น เด็กหนุ่มตัดสินใจที่จะไม่เข้าชั้นเรียนอีกต่อไป เขาตัดสินใจที่จะแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง

เขาคลุกอยู่ในห้องสมุดตลอดวัน อ่านหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่าที่เขาคิดว่ามีประโยชน์ เขาเริ่มจากหนังสือศิลปะ ไล่อ่านตั้งแต่เล่มแรกในหมวดไปจนถึงเล่มสุดท้าย

หลังจากนั้นเขาเลือกหนังสือด้านประวัติศาสตร์ เขาเริ่มอ่านตั้งแต่เล่มแรกไปจนถึงเล่มสุดท้าย

ในตอนแรกบรรณารักษ์รู้สึกแปลกใจที่นักเรียนคนหนึ่งมาอยู่ที่ห้องตลอดวัน แต่หลังจากที่ได้ล่วงรู้ความประสงค์ของเด็กหนุ่มที่จะใช้เวลากับการอ่านหนังสือเพื่อสอบเอาประกาศนียบัตรจากกระทรวงแทนการเข้าชั้นเรียน เขาก็ยินดี

ชายผู้ชงกาแฟตลอดวันคนนั้นยังอาสากับเด็กหนุ่มว่าหากมีหนังสือเล่มใดที่เขาปรารถนาจะอ่านขอให้ส่งรายชื่อมา เขายินดีจะหาหนังสือเล่มดังกล่าวให้เด็กหนุ่ม

“ไม่มีบรรณารักษ์คนใดที่ปฏิเสธการอ่านเช่นนี้ได้” เขาพูดสั้นๆ เพียงเท่านั้น

 

กิจกรรมดังกล่าวดำเนินสืบเนื่องไป ในตอนแรกเพื่อนร่วมชั้นเรียนรู้สึกกังวลใจแทนเขา แต่เมื่อทุกสิ่งดำเนินไปตามปกติ เด็กหนุ่มยังคงไปกินข้าว เล่นกีฬากับทุกคนเท่าที่มีโอกาส เว้นเพียงแต่การเข้าชั้นเรียนเท่านั้น ทุกคนก็วางใจ

การปรับตัวเป็นไปอย่างช้าๆ แต่ในที่สุดมันก็กลายเป็นสิ่งสามัญที่เกิดขึ้นในโรงเรียนแห่งนั้น

ความลับของการอ่านหนังสือเช่นนั้นอยู่ที่ห้องสมุด ด้วยการกระทำเช่นนั้นทำให้เด็กหนุ่มได้พบกับปิ่นมากกว่าที่เคย

ในตอนแรกปิ่นจะนั่งอ่านหนังสือห่างจากเขา แต่วันแล้ววันเล่าระยะห่างระหว่างทั้งคู่ก็ลดน้อยลง

ในเดือนที่สามอันเป็นเดือนสุดท้ายก่อนการสอบ ปิ่นนั่งร่วมโต๊ะกับเขา เธอนั่งอยู่ตรงข้ามกับเขา

ทุกครั้งที่เขาวางหนังสือในมือลง เขาจะมองเห็นเธอ

ทุกครั้งที่ปิ่นวางหนังสือลง เธอก็จะมองเห็นเขาเช่นกัน

นี่เป็นความใกล้ชิดระหว่างเขากับปิ่น

นี่เป็นความใกล้ชิดที่เขาไม่เคยคาดหวังมาก่อนเลย

 

ความใกล้ชิดเช่นนั้นเองทำให้เด็กหนุ่มกลับมาวาดภาพของปิ่นอีกครั้งหนึ่ง

เขาใช้เวลาตลอดคืนวาดภาพที่เขาได้เห็นเธอหลับใหลในวันนั้น เขาปรับเปลี่ยนมุมมอง ปรับเปลี่ยนแสงและเงา ปรับเปลี่ยนสีสัน เขาวาดภาพปิ่นเช่นนั้นนับสิบๆ ภาพ ห้องนอนของเขาเล็กลงทุกขณะ

มันกลายเป็นห้องที่เก็บภาพของใครคนหนึ่ง

มันไม่ใช่ห้องของใครคนหนึ่งที่ใช้อยู่อาศัยอีกต่อไป

หนึ่งวันของเขา ของเด็กหนุ่มจึงเป็นเช่นนี้ ในยามกลางวันเขามีความสงบสุขจากการใกล้ชิดกับปิ่น ใกล้ชิดกับเธอ

ในยามกลางคืนเขามีความสุขกับการสร้างภาพของปิ่น จากการสร้างปิ่นขึ้นมาในแปรงพู่กันของเขา หนึ่งวันของเขาถูกชักจูงให้ดำเนินไปด้วยเด็กสาวผู้อาจไม่มีความหมายกับใครเลย หากแต่มีความหมายกับเขาอย่างยิ่ง

ปิ่นเป็นดังดวงอาทิตย์ในเวลากลางวัน และเป็นดังดวงจันทร์ในเวลากลางคืน เป็นดังลมหายใจเข้าและเป็นลมหายใจออก

เป็นทั้งความรักและความคิดคำนึง หรือหากจะกล่าวอย่างแน่แท้ ปิ่นเป็นทุกสิ่งของชีวิตเขา

เมื่อใดนะที่ใครบางคนย่างกรายเข้าไปในชีวิตของใครอีกคน

นี่เป็นปริศนาเสมอ เราเปิดรับใครบางคนให้ลุล่วงเข้ามาในหัวใจของเราเมื่อใดกัน

นี่เป็นความลี้ลับไม่สร่างซา เด็กหนุ่มเคยขบคิดถึงเรื่องดังกล่าวนี้ แต่เขาก็ทอดทิ้งความพยายามค้นหาที่มาของมันในที่สุด

ป่วยการไปไยที่จะขบคิดว่าโลกนี้ได้เคยพึ่งพาดวงอาทิตย์เมื่อใด ในเมื่อดวงอาทิตย์อยู่ตรงที่นั้นแล้ว สุกสว่างอยู่ตรงนั้นแล้ว และมันจะคงอยู่ตรงนั้นตลอดไป

 

วันสอบเทียบเพื่อรับประกาศนียบัตรมาถึงในที่สุด เด็กหนุ่มทบทวนวิชาที่ต้องสอบตลอดสามวันไป-มาจนเกิดความมั่นใจ เขาเชื่อมั่นว่าเขาจะสอบผ่านมันและจะสอบผ่านเข้ามหาวิทยาลัยเป็นกาลต่อไปด้วย

เขาจะกลายเป็นนิสิต-นักศึกษาก่อนคนอื่น และเขาจะกลับมาหาปิ่นที่โรงเรียนแห่งนี้

เขาจะกลับมาเดินเคียงข้างเธอพร้อมกับความสำเร็จทั้งปวง

สถานที่จัดสอบอยู่ไกลจากบ้านเขามากทีเดียว มันเป็นโรงเรียนที่เขาไม่คุ้นเคย เขาออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้ามืด ไปถึงสนามสอบในขณะที่ฝูงนกเพิ่งออกหากิน

เด็กหนุ่มกินขนมปังและอาหารว่างที่เขาเตรียมมารองท้องแทนการกินอาหารเช้าที่โรงอาหารของโรงเรียนแห่งนั้น

เขาต้องการรักษาความสงบให้มากที่สุดและไม่ต้องการถูกรบกวนจากสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น

ห้องสอบมีผู้เข้าสอบไม่มากนัก บางคนเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีโอกาสเข้ารับการเรียนในโรงเรียนปกติ

บางคนเป็นนักศึกษาภาคค่ำ ทุกคนทำข้อสอบอย่างตั้งใจและเงียบเชียบ

เมื่อสัญญาณหมดเวลาดังขึ้น กรรมการคุมสอบเก็บข้อสอบ และปล่อยให้มีเวลาพักสิบห้านาที แทนการไปที่โรงอาหารเพื่อหาเครื่องดื่มหรือขนมขบเคี้ยว เด็กหนุ่มพอใจกับน้ำเปล่าที่เขานำติดตัวมา

ตลอดวันสอบเขาไม่ได้ไปไหนไกลจากห้องสอบเลย และเมื่อการสอบเสร็จสิ้นลง เด็กหนุ่มก็เดินทางกลับบ้านในทันที

เขาอยากกลับเข้าไปในห้อง จ้องมองภาพวาดของปิ่นและพักผ่อนอยู่ในนั้น

 

วันสอบสุดท้ายไม่มีความหวาดหวั่นใจใดสำหรับเขา เด็กหนุ่มเชื่อว่าเขาจะสอบผ่านการสอบครั้งนี้อย่างแน่นอน

เป้าหมายต่อไปคือการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เขามองไปถึงคณะและมหาวิทยาลัยที่ต้องการ

ดังที่กล่าวเด็กหนุ่มได้กลายเป็นผู้ใหญ่ในชั่วเวลาข้ามคืน เขาคิดถึงเสื้อผ้าชุดใหม่ สิ่งที่เขาจะได้เรียนรู้จากสถานที่แห่งนั้น ลาก่อนโรงเรียนอันน่าเบื่อหน่าย ชีวิตในมหาวิทยาลัยต่างหากที่เหมาะสมกับเขา

เด็กหนุ่มทำข้อสอบช่วงเช้าอย่างรื่นเริง และเมื่อสัญญาณพักสอบตอนเที่ยงมาถึง เขาก็คิดว่าเขาควรแสวงหาความสุขเล็กน้อยจากการกินอาหารที่เป็นอาหารจริงๆ

เขาลงจากอาคารสอบตรงไปที่โรงอาหาร

ที่นั่นมีนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ เกาะกลุ่มกันตามมุมของโรงอาหาร มีทั้งเด็กนักเรียนหญิงในกระโปรงสีแดง สีฟ้า สีน้ำเงิน สีดำ มีเด็กนักเรียนชายในกางเกงขาสั้นสีดำ สีน้ำเงินและสีกากี

เขารู้สึกเหมือนดังตนเองเป็นเพียงคนแปลกหน้าในที่แห่งนั้น

แต่เขาไม่สนใจ การสอบกำลังจะเสร็จสิ้นลงแล้วแม้ว่าเขาจะเป็นคนแปลกหน้าสำหรับที่นี่

แต่อีกไม่นานเขาก็จะจากมันไปตลอดกาล

 

เด็กหนุ่มถือจานอาหารของเขาไปยังที่นั่งที่ไม่มีใครจับจอง เขากินอาหารที่เป็นเพียงข้าวผัดธรรมดาจนหมดในเวลาไม่นานนัก

และในขณะที่เขากำลังลังเลใจว่าเขาควรเลือกน้ำหวานประเภทใดปิดท้ายมื้ออาหาร แก้วน้ำใบหนึ่งก็ถูกวางลงเบื้องหน้าเขา

เจ้าของแก้วน้ำคือ “ปิ่น” นั่นเอง

“ฉันเพิ่งรู้ว่าเธอก็สอบที่นี่ด้วย หลังสอบเสร็จ รอฉันที่หน้าประตูโรงเรียน ฉันจะนั่งรถไปส่งเธอที่บ้าน”

เด็กหนุ่มทำข้อสอบตลอดบ่ายด้วยความกังวลใจ เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่า “ปิ่น” ก็สอบที่โรงเรียนนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม การได้รับบทสนทนาจากเธอคือสิ่งที่มีค่า

เขาเร่งทำข้อสอบ ใช้ความทรงจำที่มีและความรู้ที่เขาสะสมมาผ่านแต่ละข้อไป ก่อนหมดเวลาสอบเล็กน้อย เขาส่งข้อสอบ เข้าห้องน้ำ ล้างหน้าล้างตา และลงจากอาคารไปรอปิ่นที่หน้าโรงเรียน

ปิ่นมาถึงที่นั่นหลังจากเสียงออดหมดเวลาได้ราวสิบนาที เธอบอกให้เขาเดินตามเธอไปยังรถส่วนตัว รถคันนั้นแล่นออกจากโรงเรียนเมื่อเด็กทั้งคู่ขึ้นนั่งเรียบร้อยแล้ว

เขาบอกทางไปบ้านของเขาให้กับชายคนขับรถ หนึ่งชั่วโมงต่อมา รถคันดังกล่าวจอดลงที่หน้าบ้านของเขา

“นี่เป็นวันสอบวันสุดท้าย ฉันซื้อขนมมาหลายอย่าง คงไม่ดีเลยหากเธอจะไม่ชวนฉันเข้าไปภายในบ้าน”

ไม่มีหนทางปฏิเสธ เด็กหนุ่มพาปิ่นเข้าไปในบ้านของเขา พ่อและแม่ของเขารับไหว้ปิ่นอย่างสุภาพและปล่อยให้ทั่งคู่อยู่ตามลำพัง เขาชงเครื่องดื่มที่เป็นช็อกโกแลตร้อนให้ปิ่นและน้ำเย็นหนึ่งแก้วสำหรับเขา

ทั้งคู่นั่งอยู่ที่ระเบียงบ้านก่อนที่ปิ่นจะเอ่ยถามเขาว่าห้องพักของเขาอยู่ที่ใด และแทนการรอคำตอบ ปิ่นก็เอ่ยว่า “ฉันอยากเห็นชั้นหนังสือของเธอ นวนิยายขุนศึกมาจากที่นั่นใช่ไหม?”

เด็กหนุ่มนำปิ่นขึ้นไปที่ห้องอย่างขัดขืนไม่ได้ และเมื่อเขาเปิดประตูเขาก็พบว่าตนเองได้ทำพลาดไปถนัดใจ ภาพแรกของภายในห้องที่ปิ่นมองเห็นไม่ใช่ชั้นหนังสือ

หากแต่เป็นภาพวาดจำนวนมากที่เป็นภาพของเธอ