การสืบทอดอำนาจของผมนั้น ยืนยันว่าไม่ใช่ นี่คือการเป็นประชาธิปไตยที่ทุกคนต้องการ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 4 เม.ย. ที่สโมสรทหารบก (ส่วนกลาง) วิภาวดี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะแคนดิเดตนายกฯพรรคพลังประชารัฐ เป็นประธานพิธีมอบรางวัลองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการด้านการเงินการคลัง ครั้งที่ 5 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ซึ่งมีหน่วยงานที่ได้รับรางวัล 27 หน่วยงาน 31 รางวัล อาทิ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ได้รับประกาศเกียรติคุณด้านการเบิกจ่าย สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณด้านการตรวจสอบภายในภาครัฐ และรางวัลประกาศเกียรติคุณด้านปลอดความรับผิดทางละเมิด เป็นต้น

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รางวัลนี้เกิดขึ้นมาในสมัยรัฐบาลนี้ นับตั้งแต่ปี 2557 รัฐบาลให้ความสำคัญกับการประเมินผลงานของหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งในอนาคตจะต้องมอบรางวัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นกำลังใจให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้ปรับปรุงพัฒนา แม้ในการทำงานอาจมีปัญหาและอุปสรรคบ้าง แต่ในการทำงานมีกฎหมายกำหนดไว้หมดแล้ว ซึ่งองค์กรต่าง ๆที่ได้รับรางวัลในวันนี้ได้ผ่านการตรวจสอบมาแล้ว แต่จะทำอย่างไร ให้การทำงานของภาครัฐสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ 20 ปี

นายกฯ กล่าวต่อว่า ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนั้น ไม่ใช่การสืบทอดอำนาจใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นการสืบทอดการทำงานของหน่วยงานราชการ ซึ่งภาครัฐและเอกชน ประชาชน จะต้องมีส่วนร่วม ดังนั้น ทุกคนจะต้องทำความเข้าใจว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้อย่างมีแบบแผน ใช้งบประมาณอย่างคุณค่า ทั้งในด้านการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ฯลฯ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลมีแนวทางในการผลิตข้าราชการที่มีความสามารถเฉพาะทางขึ้นมา โดยให้สำนักงาน กพ.กพร.ผู้พิจารณา ว่าเราจะมีข้าราชการรุ่นใหม่อย่างไร แต่ต้องคำนึงถึงข้าราชการเก่าด้วย ซึ่งต้องพัฒนาควบคู่กันไป เพื่อวันหน้าเราจะได้มีรัฐบาลอิเล็คทรอนิกส์อย่างแท้จริง โดยให้เป็นรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ตามหลักการ 6 ข้อ ส่วนกลไกการป้องกันการทุจริตนั้น มีกระบวนการตรวจสอบทั้งภายนอกและภายใน รวมถึงองค์กรอิสระ แม้ในกระบวนการตรวจสอบอาจจะมีรั่วไหลไปบ้าง ซึ่งนายกไม่ต้องการให้เกิดความรั่วไหลเลย จึงต้องมีการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมไปคบคู่กัน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้มั่นคงเพื่อพัฒนาประเทศไปสู่นโยบาย 4.0 เราจะไม่ผลีผลามเดินไปทั้งหมด แต่จะต้องมีการเตรียมการให้ทุกอย่างสอดคล้องกัน วันนี้เราใช้คนทำงานกับเครื่องมือ ไม่ได้มุ่งเน้นการใช้หุ่นยนต์แบบเลอะเทอะไปหมด เพราะหุ่นยนต์ต้องใช้ในอุตสาหกรรมที่จำเป็น มีความอันตราย แต่ในขั้นตอนการผลิต จะต้องมีคนควบคุมทั้งหมด

นายกฯ กล่าวต่อว่า วันนี้หลายคนอาจบอกว่าประเทศไทยยังไปไม่ได้ ซึ่งไม่จริง เพราะวันนี้ก็มีการใช้ไปแล้วในบางส่วน และวันหน้าก็อาจการขาดแคนแรงงาน การจะให้ประเทศเดินหน้าได้อย่างมั่นคง ไม่เซไปเซมา ไม่มีปัญหาการฟ้องร้อง จะต้องมีการจัดการที่ดี มีวินัยการเงินการคลัง มีการตรวจสอบ และมีความโปร่งใส

“เราต้องตอบคำถามธรรมาภิบาล 6 ข้อให้ได้ ถึงจะเป็นรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลครบ ปัจจุบันนี้เรามีหลายหน่วยงานที่พันกันเยอะมาก บางคนมองว่าหน่วยงานนั้นหน่วยงานนี้ไม่ดี แต่ทั้งหมดต้องทำงานด้วยกัน เป็นเครือข่ายใยแมงมุม วันนี้เราจึงแก้ไขกฎหมายหลายตัวแบบบูรณาการเพื่อลดขั้นตอนให้สามารถทำงานได้ แต่ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้ใคร แต่เพื่ออำนวยความสะดวก ส่วนกฎหมายการเอาผิดเอาโทษนั้นมีอยู่แล้วอย่างเพียงพอ แต่ทุกคนอยากให้มีมากขึ้น แต่บางคนมักหาวิธีซิกแซกหรือทำให้มากกว่ากฎหมาย เพื่อเอาชนะกฎหมายทุกตัว นั่นคือคนเลว อย่างนี้ต้องเรียกว่าคนเลว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า การแก้ไขปัญหาเราต้องสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้ได้ ข้าราชการทุกคนต้องทำตัวให้เป็นข้าราชการในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องดูแลประชาชนทุกคน และในช่วงนี้ไม่อยากให้มีเรื่องเกิดขึ้น เราทำงานร่วมกันมา 5 ปีแล้ว หวังอย่างยิ่งว่าการทำงานต่อจากนี้ไปไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นผู้นำ ก็ขอให้ร่วมมือกันทำงานแบบนี้ เพื่อประเทศชาติ ไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง หวังว่าทุกคนจะช่วยกันรักษามาตรฐานที่ดีต่อไป สร้างความสงบสุข เรียบร้อย ไม่สุจริต โปร่งใส

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทุกคนต้องทำถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมสืบทอดรักษาต่อยอดจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในช่วงนี้ คือช่วงการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ ทุกคนจึงต้องมั่นใจในการทำงาน เช่นเดียวกับตน ที่มีความมั่นใจว่าได้ทำทุกอย่างด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีความเอาใจใส่ แต่อาจยังไม่พอ จะเห็นว่าดวงตาของนายกฯก็แย่ลง แต่ไม่เป็นไร ทุกคนเสียสละเข้ามาแล้ว เป็นข้าราชการเรียกร้องอะไรไม่ได้มากนักหรอก

ช่วงท้าย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า บุคลิกของตนก็เป็นแบบนี้ เพราะอยู่กับทหารมาโดยตลอด จึงพูดแบบนี้ พูดเล่นบ้างอะไรบ้าง บางคนไม่คุ้นชิน ก็เอาไปเป็นสาระสำคัญ เช่นเดียวกับสื่อที่จะเอาไปพาดหัว

“ไม่รู้อะไร ผมขี้เกียจไปรบด้วย ถ้าบ้านเมืองไม่สงบเรียบร้อยทุกคนก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย วันนี้วุ่นวายกันหมดแล้ว กำลังดีเรียบร้อยอยู่ จะให้มันไม่ดีขึ้นมาอีก ผมขอพูดอีกครั้ง ในเรื่องการสืบทอดอำนาจของผมนั้น ยืนยันว่าไม่ใช่ นี่คือการเป็นประชาธิปไตยที่ทุกคนต้องการ ที่ต้องการให้มีการเลือกตั้งก็ว่ากันไปผมไม่ได้ต้องการไปเกี่ยวข้อง ผมไปเกี่ยวข้องได้ที่ไหน ไปสั่งเขาได้ที่ไหน เมื่อเลือกตั้งกันมาแล้ว ทุกคนเป็นคนเลือกก็จบกันตรงนั้น แล้วก็ไปแก้ปัญหากันมาให้ได้” นายกฯ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “พอพูดแบบนี้ เดี๋ยวสื่อเข้าไปรอถามเรื่องต่าง ๆ เรื่องฟ้องเรื่องไม่ฟ้อง ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับผม แต่ถ้าผมถูกฟ้องเมื่อไหร่ ผมก็จะตอบ วันนี้ไม่เกี่ยวกับผมยังไม่เกี่ยวซักอันนึงเลย ดังนั้น สื่อไม่ต้องมาถามอะไรผมอีก ผมไม่ตอบ ขี้เกียจตอบ ความขัดแย้งมันเยอะพออยู่แล้ว สื่อก็ถามไม่กี่เรื่อง พาดหัวหนังสือพิมพ์แล้วก็ให้ผมไปตอบ พวกท่านก็เขียนต่ออีก อย่างวันนี้หนังสือพิมพ์รายใหญ่ฉบับหนึ่ง พาดหัวข่าวสองชั้น ตัวเท่าหม้อแกง ถามว่าท่านต้องการความขัดแย้งอีกหรืออย่างไร รับผิดชอบกันด้วยนะ ไม่อยากเอ่ยชื่อ ไปหากันเอาเอง เป็นประจำ”

ภายหลัง ผู้สื่อข่าวพยายามถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ หมายถึงหนังสือพิมพ์ฉบับใด ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตอบคำถาม แต่กล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า “ไม่ตอบไปหากันเอาเอง”

บทความก่อนหน้านี้คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง : การเลือกตั้งกับนโยบายทางศาสนา ของพรรคการเมือง
บทความถัดไปประชาชนเขาต้องผลงานแก้ความเดือดร้อน ไม่ใช่การ “ควบคุม”