เรื่องสั้น : ตะล่อม

ครูฉายนั่งอยู่ตรงนี้เป็นชั่วโมง กลิ่นหอมอับของเครื่องบูชาโดยเฉพาะพวกดอกไม้ที่ไม่ได้เปลี่ยนมาหลายวันทำให้นึกถึงวันที่ดอกไม้เหล่านั้นสวยสดส่งกลิ่นหอมชื่นใจ มีก็แต่กลิ่นธูปแขกที่ยังจุดอยู่ทุกเช้า มันหอมถึงดึกดื่น แม้มีราคาแพงกว่าธูปไทยและสิ้นเปลืองกว่าเพราะก้านเล็กเรียวลีบ ไม่กี่ชั่วอึดใจก็มอดหมดเกลี้ยง แต่ยังถูกกว่าดอกไม้สด

ดวงตาของพ่อแก่มีประกายน่าประหลาด รอยยิ้มมีชีวิต เจือด้วยอากัปกิริยาเมตตา ไม่น่ากลัวอย่างที่เด็กๆ มักรู้สึกเช่นนั้น ถึงกับไม่กล้าสบตา พ่อแก่ยิ้มให้กับทุกคน มองดูทุกคนด้วยสายตาอ่อนโยน ฟันหน้าที่หลอเป็นช่องกว้างอาจมองดูน่าขบขันเสียด้วยซ้ำ เมื่อนั่งจ้องหน้าพ่อแก่ในเวลาค่อนดึก ไร้สรรพสำเนียง บางเวลาอาจได้ยินเสียงจังหวะหัวเราะ หึ หึ หุ หุ ตามประสาคนแก่อารมณ์ดี

เกือบชั่วโมงที่ครูฉายนั่งจ้องตาพ่อแก่ ฝ่ายหนึ่งยิ้ม ฝ่ายหนึ่งเครียดขรึม ยังไม่มีฝ่ายไหนเริ่มพูดขึ้นก่อน ซึ่งจะเป็นอย่างนี้เรื่อยไปอย่างไม่ต้องสงสัย ปกติครูฉายไม่เป็นคนช่างพูด พ่อแก่รู้ดีกว่าใคร อย่างมากก็แค่มานั่งบอกกล่าวเล่าความซ้ำๆ จนท่องได้เร็วปรื๋อ แม้แต่พ่อแก่เองก็ไม่เคยพูดคุยกับใคร อันนี้รู้กันหมดแล้ว รวมทั้งตัวครูฉายเอง นอกจากตัวครูฉาย เด็กๆ ลูกศิษย์ครูฉายนับถือเคารพบูชาพ่อแก่ไม่ยิ่งหย่อนกว่าเคารพบูชาครูฉาย จะเดินเหินหยิบข้าวของก็ยกมือไหว้ษมาลาโทษทุกครั้ง

ชีวิตที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกันคือ รอ ให้งานและเงินวิ่งเข้ามาหา ไอ้ที่จะออกไปเดินหานั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย หลายคนหางานสำรองไว้เผื่อ อย่างน้อยก็พอได้กินได้อยู่ไม่แร้นแค้นหนักนัก ทว่าอีกหลายคนไม่อาจทำอย่างนั้นได้เหมือนเขาอื่นด้วยเพราะมีเงื่อนไขบางประการที่เพิ่มมา ภาพของเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ ภาพของเจ้าหญิง ภาพของพระเอก ภาพของผู้ร้ายไฮโซ และอีกภาพแล้วภาพเล่าล้วนเป็นภาพถูกฝังลงไปในความรู้สึกนึกคิดของชาวบ้านที่เคยติดตามดู อาจตั้งใจดู หรือเห็นบ่อยตามงานวัดแบบไม่ตั้งใจ

พวงมาลัยที่ถูกทำขึ้นจากแบงก์ร้อยแบงก์พัน บางพวงยาวย้อยลงเกือบถึงพื้น เป็นอีกภาพหนึ่งที่เป็นเงื่อนไขยากอธิบาย ดีไม่ดีคงมีใครแอบฝันอยากเข้ามาร่วมชีวิตช่วยใช้เงินที่ไหลมาเทมาง่ายๆ อยู่บ้านหลังโต มีรถยนต์ขับ มีอาหารอร่อยกิน เดินถนนก็มีชาวบ้านห้อมล้อมลูบเนื้อลูบตัว ยืนจับกลุ่มซุบซิบชี้ชวนกันดู บ้างขอหอมแก้ม ขอถ่ายรูปด้วยเพื่อเอาไว้อวดเพื่อนว่าได้เบียดไหล่ศิลปินดัง มีแต่ความสนุกเพลิดเพลินกับแสงสีเสียง เที่ยวไปสถานที่ต่างๆ อย่างไม่มีข้อจำกัด ตื่นตาตื่นใจกับสิ่งแปลกใหม่ มีเรื่องเล่าขำๆ ให้ได้ยินได้ฟังไม่ซ้ำ ทุกเรื่องใหม่หมาด ไม่เคยได้ยินมาก่อน ออกหน้าโรงไม่กี่นาทีแล้วกลับเข้ามาก็มีเรื่องมาเล่าได้ตั้งสองสามเรื่อง

เงื่อนไขที่หักล้างไม่ได้นี่เองทำให้หลายคนติดกับ ขยับตัวลำบาก นานไปก็เริ่มมองหาทางออกให้กับตัวเองที่น่าจะเหมาะสมที่สุด ดีที่สุด ง่ายที่สุด ครูฉายซึ่งปกติเป็นคนห่วงใยลูกศิษย์ลูกหา กลัวจะอดๆ อยากๆ พลอยให้ต้องไปกู้ยืมเงินทองจากคนอื่นเอามาเลี้ยงดูให้อยู่กันอย่างสุขสบายตามอัตภาพ ดังนั้น ครูฉายจึงต้องเข้าห้องเก็บตัวอยู่กับพ่อครูอันเปรียบเสมือนที่พึ่งสุดท้าย หรืออย่างน้อยครูฉายก็ลืมเรื่องข้างนอกห้อง ไม่ต้องเห็นหน้าดำๆ หมองๆ ดวงตาละห้อยละเหี่ยเหมือนคนใกล้ตายลงได้บ้าง

จะว่าไปแล้วหากก่อนหน้านี้ไม่กี่วันมีงานเข้ามาสักงาน แม้เป็นงานเล็กๆ ให้มีค่าตัวพอแบ่งกันสักคนละสองสามร้อยบาท เรื่องร้ายๆ อย่างนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น…

วันนั้นครูฉายรับเชิญให้ไปงานแต่งลูกสาวหัวหน้าคณะลิเกซึ่งอยู่ต่างจังหวัด เป็นธรรมเนียมอย่างหนึ่งของพวกลิเก เมื่อมีงานมงคลใดๆ ที่อยู่ในแวดวงลิเกด้วยกันก็ไม่ต่างไปจากการชุมนุมของลิเกหลายๆ คณะมารวมตัวกัน แม้ไม่มีความจำเป็นต้องมาแบบเต็มยศเต็มเครื่อง พอปรากฏตัวหน้าเวที เสียงกรี๊ดกร๊าดไม่เคยเว้นว่างสักครั้ง ซึ่งปกติแล้วการที่มีเครื่องเคราครบครันย่อมจำง่ายกว่าแต่งตัวแบบทั่วไป แม้จะอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้แม่ยกตัวจริงจำไม่ได้ แบงก์ห้าร้อยแบงก์พัน (ส่วนใหญ่เป็นแบงก์พัน) แบบไม่มีรอยพับถูกเย็บติดร้อยต่อกันยาวเป็นเมตรสองเมตรเริ่มทยอยมาต่อคิวกันเพื่อจะคล้องพวงมาลัยให้แก่ขวัญใจของพวกตน คล้องเสร็จก็รีบไปทำพวงใหม่อีก แม่ยกเขารอบคอบมักพกพาที่เย็บกระดาษมาด้วย

ครูฉายรับเด็กผู้หญิงรุ่นสาวมาเป็นลูกเลี้ยง รักเอ็นดูเหมือนลูกตัวเอง พ่อแม่ของเด็กคนนี้หลงใหลลิเกเข้าเส้นเลือด ขนาดว่าลงทุนอุ้มลูกสาวมาครอบครูกับครูฉายตั้งแต่ยังไม่สามขวบเต็ม แม้ว่าครอบครัวมีฐานะจัดอยู่ในระดับดีก็อยากส่งเสริมให้ลูกสาวมาหัดลิเกกับครูฉายจนเริ่มเป็นที่รู้จักพูดถึงของเหล่าคอลิเก ดังไปไกลข้ามจังหวัด เมื่อต้องออกงานก็มักพาติดสอยห้อยตามไปด้วยทุกครั้ง หวังว่าลูกสาวคงจะเป็นนางเอกดาวรุ่งในเร็ววัน อันที่จริงความคาดหวังของครูฉายใช่ว่าจะเป็นไปได้ยากหากคิดแบบคนทั่วไป เพราะสถานการณ์ปัจจุบัน ลิเกถูกแย่งพื้นที่ทำมาหากินจนเหลือที่ให้เหยียบให้ยืนน้อยเต็มที ครูสายซึ่งเป็นลิเกหัวแถวก็เผชิญภาวะถดถอยด้วยเหมือนกัน

เดือนเพ็ญ เด่นฟ้า เป็นชื่อที่ครูฉายตั้งขึ้นแบบตั้งใจจะให้ติดหูได้ง่าย เด็กสาวกำลังโต น้ำเสียงคงที่ รูปร่างหน้าตาชวนมอง ร้องรำจัดอยู่ในจำพวก ร้องสุดคำ รำสุดแขน ถือได้ว่าครูฉายมีเพชรเม็ดงามไว้ในครอบครอง เวลาเจ้าภาพจะจ้างก็นึกถึงเดือนเพ็ญ เด่นฟ้า ก่อนนึกถึงครูฉาย เวลาคอลิเกรู้ว่าจะมีลิเกคณะของครูฉายมาเล่นก็นึกถึงเดือนเพ็ญ เด่นฟ้า ก่อนเพื่อน เวลาพ่อค้าแม่ค้าเร่รู้ว่าลิเกคณะของครูฉายจะมาเล่นก็ไม่ลังเลที่จะเตรียมของมาขายหน้าโรงลิเก ที่สำคัญกว่านั้นคือ พวงมาลัยจากเหล่าแม่ยกที่แย่งกันคล้องให้แก่นางเอกสาวดาวรุ่ง เดือนเพ็ญ เด่นฟ้า ครูฉายจึงพลอยมีหน้ามีตาและมีเงินใช้จ่ายเลี้ยงดูลูกคณะอยู่มาทุกวัน จะว่าเดือนเพ็ญเลี้ยงลิเกทั้งคณะก็ว่าได้

สำหรับลิเกตัวอื่น รายได้มีเพียงค่าตัว เรื่องนอกเหนือจากนี้แทบไม่ต้องคิดถึง ตัวตลกบางคนพอแม่ยกใจดีเจียดเงินให้ร้อยครึ่งร้อยถึงกับลงทุนคลานเข้าไปกราบเป็นที่ขบขันของคนดูและพวกเดียวกันเอง แต่ในความเป็นเลือดลิเก เกิดมาในดงลิเก ทุกครั้งที่ได้แต่งตัวทาหน้า ประดิดประดอยละเลียดอยู่เป็นชั่วโมงกว่าจะพอใจ นี่เป็นความสุขอย่างยิ่งแล้ว พวกเขามีครูลิเกคือครูฉาย มีครูของครูคือพ่อแก่ เป็นหลักใจไม่เปลี่ยนแปลงเป็นอื่นไปได้ ก่อนแสดงก็นั่งพนมมือขอพรต่อหน้าพ่อแก่เป็นนานสองนาน แสดงเลิกแล้วก็มานั่งพนมมือแสดงความเคารพบูชาแสดงว่ายังมีความระลึกถึง แม้เหน็ดเหนื่อยจากการแสดง

ครูฉายยังมีลูกเลี้ยงอีกคนชื่อ ตะล่อม ไม่แจ้งชัดว่ามาอย่างไร เล่นเป็นตัวโกงได้อย่างสมจริงจนบางครั้งนางเอกต้องให้ตกปากรับคำกันเสียก่อนว่าอย่าจริงจังเกินเหตุ เพราะหลายครั้งที่ตะล่อมขู่ว่าถ้าไม่ยอมก็จะปล้ำ ไม่ทันสิ้นเสียงก็ผวาเข้ากอดรัดเอาเสียตั้งตัวไม่ทัน ขนาดว่าคว้าตัวได้ อุ้มวิ่งกะเตงๆ คนดูตะโกนด่าทอเสียงขรมกลัวนางเอกจะเฉามือตายเสียก่อน คนที่ชอบต่างก็ส่งเสียงสนับสนุน อุ้มเลยๆ ครูฉายเห็นว่าตะล่อมเป็นพี่ชายจึงปล่อยเลยตามเลย และถือว่าเป็นมุขเด็ด เป็นจุดขาย แต่เวลาอยู่หลังโรงหรืออยู่บ้าน ตะล่อมไม่เคยเข้าใกล้เดือนเพ็ญ ดูคล้ายกับไม่ชอบน้องสาวเสียด้วยซ้ำ

ตะล่อมบอกครูฉายว่าจะขอตามไปด้วย ครูฉายย่อมรู้ดี หากตะล่อมไปก็ไม่มีแม่ยกแฟนคลับอยู่แถวนั้น ลำพังถิ่นตัวเองยังยากอยู่แล้ว คนดูลิเกมักเก็บเอาเรื่องที่เล่นมาเป็นเรื่องจริงจัง บทบาทของตะล่อมมีแต่ความร้ายกาจ ยิ่งตอนที่อุ้มนางเอกวิ่ง คนดูส่วนใหญ่ถึงกับออกปากสาปแช่ง เท่ากับได้สร้างศัตรูไว้ทั่วไปที่ไปเล่น รสนิยมคนดูลิเกชอบพระเอกเอวบางร่างน้อย อ้อนแอ้นแขนหยับ ขี้อ้อน ปากหวาน ไม่ชอบรูปร่างสูงใหญ่ เอะอะเสียงดัง ทำตัวเป็นนักเลงอันธพาล รังแกคนอ่อนแอ แม้กระทั่งผู้หญิง ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ตะล่อมมีอยู่ครบถ้วน ที่มาขอติดรถไปกับครูฉายเพราะมีความคิดในใจว่า ปะเหมาะเคราะห์ดีอาจมีใครแอบนิยมก็จะได้เงินติดมือกลับบ้าน ไม่ได้ก็ไม่ได้ควักเนื้อเถือหนัง แต่เบื้องหลังความคิดยังมีอีกความคิดหนึ่ง ตะล่อมเองก็สับสนอยู่ว่าไอ้เจ้าความคิดที่มันแอบอยู่เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

ครูฉายแบ่งรับแบ่งสู้และถามเผื่อว่าหากไม่ได้อะไรติดมือจะต้องไม่โกรธคนอื่น ไม่อิจฉาน้อง ให้นึกเสียว่าไปสนุกจะได้หรือไม่- ตะล่อมรับปาก และว่า ตนไม่ขอแสดงตัว ก็แค่ตามไปขอข้าวกินสักมื้อ น้ำสักแก้ว ส่วนที่ว่าใครจะได้พวงมาลัยมากน้อยไม่อิจฉา ทุกครั้งที่เล่นก็มักจะไม่ค่อยได้ นอกเสียจากค่าตัวซึ่งครูฉายให้เป็นพิเศษกว่าคนอื่นอยู่บ้าง

เป็นอันว่าตะล่อมได้รับอนุญาต

ครูฉายเหมารถสองแถวเจ้าประจำที่ใช้ขนของต่างๆ เวลาไปเล่นลิเก คนที่ไปด้วยมิใช่แค่คนในคณะ หากแต่พวกลิเกคณะอื่นที่ชอบพอกันขอติดรถไปด้วยและช่วยออกค่ารถเป็นการแบ่งเบาภาระครูฉาย นั่งเบียดกันไปตลอดทาง ตะล่อมสังเกตตัวลิเกผู้หญิงเมื่อเวลาแต่งตัวอยู่ในชุดชาวบ้านช่างแปลกตาเหลือเกิน ตัวเองไม่ใช่ว่าไม่เคยเห็นภาพแบบนี้ ในที่นั่งคับแคบแนบชิดเผชิญหน้ากันอาจจะวางมือวางเท้าไม่ถูก กลิ่นตัวของพวกผู้หญิงนี่ช่างน่าประหลาดนัก โดยเฉพาะน้องสาว หล่อนนุ่งกางเกงยีนส์รัดรูป ผิวพรรณรุ่นสาวขณะไร้เครื่องสำอางน่ามองกว่าขณะออกเล่นเสียด้วยซ้ำ ก็น่าอยู่หรอกที่ธรรมชาติสร้างผู้หญิงขึ้นมาเพื่อให้ได้เปรียบผู้ชายในบางเรื่อง

บ้านงานอยู่นอกเมืองห่างเกือบสิบกิโล รถสองแถววิ่งไปตามคันคลองชลประทานแคบๆ ต้องจอดลงไปถามชาวบ้านที่มาอาบน้ำ ถามกันหลายครั้งกว่าจะรู้ทาง ครูฉายเคยคิดว่าศิลปินการแสดงพื้นบ้านต่อให้เป็นถึงศิลปินแห่งชาติ น้อยคนนักที่จะรู้จัก บ้านอยู่ละแวกเดียวกันแท้ๆ ยังไม่รู้ สำหรับตะล่อมดูไม่ค่อยสนใจเรื่องเกียรติยศชื่อเสียงอันเป็นสิ่งที่ห่างไกลชีวิตจริง ความมีความเป็นของสิ่งนั้นมิได้เกิดขึ้นจากความเป็นจริง แต่มันเกิดจากการสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นความจริง ตะล่อมเรียกมันว่ามายา ตะล่อมรอให้ครูฉายได้รับเกียรติยศอันนี้มานานหลายปีดีดัก ก็ไม่เป็นได้สักที ตะล่อมศรัทธาในตัวครูฉาย เห็นว่าครูฉายมีความสมควรมากกว่าคนอื่น

ไม่บ่อยครั้งที่บ้านลิเกหลังนี้จะมีความพลุกพล่านด้วยผู้คน รถราต่างๆ จอดกันแออัด บางคันต้องลงไปจอดในท้องนาซึ่งเตรียมปรับพื้นไว้ให้ มีเสาไฟนีออนทำด้วยกระบอกไม้ไผ่ปักเรียงกันห่างๆ ค่ำมืดคงพออาศัยแสงของมันคลำทางไปหารถได้ ครูฉายร้องเตือนให้ช่วยกันจำที่จอดรถเพราะขากลับคงค่อนดึก กว่าเด็กๆ พวกนั้นจะขึ้นเวทีทักทายเหล่าแม่ยกได้ทั่วหน้า ทุกคนที่มาต้องได้ขึ้นเวที เจ้าภาพรู้ประเพณีเป็นอย่างดี อีกทั้งเดือนเพ็ญย่อมเป็นที่จับจ้องของบรรดาแม่ยกไม่น้อย แล้วจะได้คิวเวลาไหนก็ยังไม่แน่นอน

เสียงจากลำโพงรายงานมาเป็นระยะว่าขณะนี้มีครูลิเก มีนางเอก พระเอก แม้กระทั่งตัวโกงเดินทางมาถึงแล้ว ตะล่อมก็ได้รับเกียรติเป็นตัวร้ายที่น่ารัก โฆษกเขาบอกอย่างนั้น การบอกกล่าวการมาถึงของคณะลิเกครูฉายและตัวตะล่อม เท่ากับว่าชื่อเสียงความดีงามในฐานะของศิลปินลิเกมิได้เป็นสิ่งเล็กน้อยอย่างที่ตะล่อมเข้าใจมาตลอด ต้องทำตัวให้สมกับเกียรติที่คนจำนวนมากมอบมาให้ จะคิดจะทำอะไรลงไปต้องคิดให้หนัก ครูฉายไม่รู้หรอก ตะล่อมขอติดรถมามีอะไรอยู่เบื้องหลัง นอกจากคำกล่าวอ้างที่ครูฉายฟัง ซึ่งรับฟังได้ไม่มีเลศนัยแอบแฝง มองตาก็รู้ใจ แต่ครูฉายรู้จริงหรือเปล่า

ตะล่อมได้ขึ้นเวทีร้องเพลงคู่กับเดือนเพ็ญ เด่นฟ้า เป็นเพลงที่เคยร้องประจำเมื่อเล่นลิเก เวลานี้ช่างแตกต่างกับเวทีลิเกอย่างสิ้นเชิง เดือนเพ็ญขณะนี้ไม่ใช่นางเอกลิเกที่คุ้นตา เสื้อผ้าที่สวมใส่เป็นวัยรุ่นเต็มตัว ทรวดทรงองค์เอวมิได้ถูกซ่อนบังด้วยชุดลิเกที่รุ่มร่ามเทอะทะ กิริยาท่าทางมิได้ถูกจำกัดด้วยบทบาทนางเอก แม้ว่าพวงมาลัยเงินสดพวงแล้วพวงเล่าพรากตัวเจ้าหล่อนไปหน้าเวที ปล่อยให้ตะล่อมยืนเดียวดายร้องไปตามจังหวะของตัวเอง หาได้ทำให้เป็นเหตุน้อยเนื้อต่ำใจไม่ แบงก์ร้อยสองใบที่ยื่นมาจากมือครูฉายเพียงเท่านี้ก็แก้หน้าได้แล้ว

แม่ยกทยอยกันมายืนรอ บางคนชูพวงมาลัยขึ้นพร้อมกับส่งเสียงให้พรรคพวกร่วมส่งเสียงด้วย แม่ยกส่วนหนึ่งออกมายืนรอพระเอก-นางเอกขวัญใจของตน พร้อมจะทุ่มเท ช่างเป็นบรรยากาศที่น่าจดจำ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ก็น่าจะเรียกได้ แล้วนี่พวกเขาจะมีเงินเหลือติดตัวกลับบ้านหรือเปล่าหนอ ตะล่อมคิดถึงเรื่องนี้อย่างตั้งใจ สังคมลิเกซึ่งรวมเอาเหล่าแม่ยกเข้าไว้ด้วยย่อมมีทั้งทุกข์และสุข สุดแต่ว่าส่วนไหนมาก่อนก็รับและอยู่กับส่วนนั้นไปตามอัตภาวะ เป็นความหลากหลายของอารมณ์และความเป็นจริงของชีวิต สำหรับตะล่อม แม้แต่ตัวเองยังยากที่จะเข้าใจ ทางเดินที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป มันไม่ใช่ความสลักสำคัญ พ่อแก่อาจไม่มีตัวตน ครูฉายอาจไม่มีตัวตน เดือนเพ็ญอาจไม่มีตัวตน ตะล่อม คือตัวตนที่มีอยู่จริง

คนทยอยเดินทางกลับ พวกแม่ยกที่ทำหน้าที่ของตนเสร็จแล้วก็เดินทางกลับ และไม่ควรคิดว่าพวกเขาหมดเงินไปคนละเท่าไหร่ เงินที่หมดไปเท่าไหร่ก็เป็นความสุขเท่านั้น ความสุขที่ได้ใส่ทองเส้นโตมาเฉิดฉายท่ามกลางคนจำนวนมากเป็นความสุข ประกายทองสะท้อนแสงไฟ ที่คอ ที่ข้อมือช่วยให้ตนเองดูโดดเด่นขึ้นทันใด เสียงอ่อนหวานของลิเกระดับดาราเจาะจงมาที่ตน คำเรียก คุณแม่ คุณป้า คุณยาย พี่สาวผู้ใจดี ช่วยให้ตนเองดูโดดเด่นขึ้นทันใด การยกย่องให้เกียรติเป็นความยากลำบากสำหรับคนที่เป็นฝ่ายให้ แต่สิ่งนั้นๆ ทุกคนอยากได้ เสียงเรียกร้องเพื่อได้มามันดังก้องอยู่ในจิตสำนึกตลอดเวลา

“พ่อครูช่วยรอผมอยู่ตรงนี้ไม่เกินสิบนาที เดี๋ยวผมมา”

ครูฉายพยักหน้า ไม่ถามสักคำ แต่มีคนถาม ตะล่อมตอบ “ไปปล้นแม่ยก” แล้วผลุนผลันวิ่งเหย่าๆ ออกไปไม่กี่ก้าวก็หายไปในความมืด และเมื่อเกินสิบนาที พวกที่รอก็เริ่มหงุดหงิดจนครูฉายต้องพูดปลอบใจขอให้รออีกหน่อย ตะล่อมคงไม่เหลวไหลกินเวลาให้เสียการคนอื่น ครูฉายนิยมตะล่อมอย่างหนึ่งคือความเป็นคนตรงต่อเวลา ครั้นล่วงไปมากจึงคิดวิตกว่าน่าจะหาทางกลับรถไม่ถูก หรือไปมีเรื่องมีราวกับใครเข้า จะให้คนไปตามก็จะพากันหลงไปด้วยกัน เมื่อเวลาเนิ่นออกไปอีกจนเกือบครึ่งชั่วโมง มีคนพูดว่าทิ้งมันไว้ที่นี่แหละ โตแล้วหาทางกลับเองได้ ครูฉายไม่ยอมทำอย่างนั้นแน่ เพราะทำอย่างนี้ก็เท่ากับตัดสัมพันธ์แบบไม่เหลือเยื่อใย แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกินครึ่งชั่วโมง ครูฉายนึกเกรงใจคนส่วนใหญ่จึงบอกให้ทุกคนขึ้นรถ พอรถเคลื่อนที่ได้นิดเดียว ตะล่อมก็โผล่ขึ้นมามองเห็นไรๆ คล้ายว่ามันอุ้มเอาอะไรมาด้วย…

ครูฉายเปลี่ยนท่านั่งเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ตะล่อมถึงไม่ใช่ลูก มันก็ไม่เคยเรียกใครว่าพ่อนอกจากตัวครูฉายเอง เสียแต่ว่ามันไม่มีเลือดครูฉายอยู่ในตัว ความเป็นคนมุทะลุไม่คิดหน้าคิดหลังแม้จะเคยเห็นมันแสดงออกมาหลายครั้งหลายหนให้เป็นที่ปรากฏแก่สายตาคนอื่นๆ จนดูเป็นเรื่องธรรมดา คราวนี้มันใหญ่โตกระทบถึงคณะลิเกรวมไปถึงวงศ์วานว่านเครือคนลิเกทั้งหมด พอมานึกอีกที ดีๆ ชั่วๆ ตะล่อมมันไม่เคยไปทำร้ายใครให้เลือดตกยางออก เวลาเล่นลิเก บทโกงของมันอาจทำให้คนเกลียด แต่นั่นน่าจะถือว่ามันเล่นเก่งเล่นดี เล่นให้คนเกลียดได้ หากให้มันเล่นเป็นพระเอก มันก็น่าจะเล่นให้คนรักได้เหมือนกัน

ครูฉายนึกถึงตอนที่ตะล่อมเล่นบทปากว่ามือถึงไล่คว้าตัวนางเอกได้แล้วอุ้มวิ่งเข้าหลังโรงซึ่งมีแบบนี้เกือบทุกครั้งที่ออกแสดงหน้าโรง บ่อยครั้งเข้า มือระนาดจับจังหวะได้ก็รัวจนลูกระนาดแทบแตก จากนั้นทั้งกลองทั้งฉาบช่วยกันกระหน่ำสนั่นไปทั้งโรงทั้งที่ตะล่อมยังไม่ลงกลอนวรรคส่งสุดท้าย นัยว่าคนตีระนาดพลอยสนุกไปกับมันด้วยหรือไม่ก็อยากจะยุส่ง เพราะถึงอย่างไรตะล่อมมันต้องกระโดดเข้าอุ้มอยู่เป็นมั่นเหมาะ ไม่เห็นมีใครว่ามันเล่นพิลึกพิเรนทร์ คงพากันโยนความคิดไปที่สองคนนั้นเป็นพี่น้องกัน

นึกถึงคำพูดของมัน “ไปปล้นแม่ยก” อยากตบปากมันสักที พูดคำไม่เป็นมงคล แม่ยกกับลิเกตัดกันไม่ขาด แม่ยกมีบุญคุณ ชีวิตของลิเกว่าไปแล้วหากจะขาดสองสิ่งนี้ไม่ได้คือพ่อแก่กับแม่ยก ต่างเกื้อกูลค้ำจุนลิเกมาแต่ไหนแต่ไร คณะลิเกต้องมีพ่อแก่ประจำอยู่หลังโรง และต้องมีแม่ยกประจำอยู่หน้าโรงเสมอไป หากไม่มีพ่อแก่ก็วิบัติ หากไม่มีแม่ยกก็ขัดสน แต่ก็นั่นแหละ ตะล่อมมันแค่พูดพล่อยลอยลมไม่จริงจัง (ครูฉายคิดอย่างนี้) เหตุผลที่มันขอติดรถมามันไม่ได้พูดว่าจะไปปล้นแม่ยก แค่มากินข้าวคำน้ำขันในยามที่เงินขาดมือ ลิเกตกงานอะไรเทือกนั้น ก็จริงอย่างมันว่า เวลานี้ไม่ว่าลิเกชื่อเสียงโด่งดังระดับไหนต่างพากันตกงาน รัฐบาลไม่เคยเหลียวแล ไม่เคยส่งเสริมอย่างจริงจังสักที คำพูดว่าลิเกขอทาน เสียดแทงใจศิลปินลิเกอย่างครูฉาย

“มึงคิดว่าแม่ยกจะเหลือเงินเหน็บชายพกไว้ให้มึงปล้นอีกหรือวะ” ครูฉายพูดทีเล่นทีจริง ตะล่อมไม่ตอบว่ากระไร ถูกอย่างครูฉายพูด ไม่มีแม่ยกคนไหนเข็นเอาเครื่องพิมพ์แบงก์มาด้วย แต่ยังถูกไม่หมด เพราะมีคำตอบของตัวเองอยู่แล้ว อยากพิสูจน์ดูสักหน่อย หากปรากฏตัวในที่มีคนเยอะๆ จะมีใครจำได้บ้าง จะมีใครเรียกชื่อบ้าง จะมีใครเข้ามาขอถ่ายรูปไปลงเฟซบุ๊กบ้าง สุดท้ายแล้วจะมีใครหยิบยื่นเงินให้ด้วยความเต็มอกเต็มใจบ้าง

“ฉันออกปากขอยืมเงินไม่กี่มากน้อย เมื่อเจอกันก็จักรีบคืนให้” ตะล่อมเล่าให้ครูฉายฟังถึงปฏิบัติการน่าละอาย คนที่มันออกปากยืมเงินเพราะเห็นหน้าตาจนต่างจำกันได้จึงเชื่อว่าจะมีเงินพอแบ่งให้ยืม แม่ยกคนนี้นับว่าเป็นถุงเงินของคนลิเกกระทั่งมีคนสงสัยว่าบ้านช่องห้องหอของแม่อยู่ไหน มีธุรกิจการค้าอันใด แต่ละครั้งที่มาก็ไม่เห็นมีคนเดินตามทีละหลายๆ คน ทำนองว่ามาคุ้มครองความปลอดภัย และแต่ละครั้งแม่จะใส่ทองหยองมาเต็มตัว พอลิเกเลิกแม่ก็จะเดินไปทักทายพวกแม่ยกด้วยกัน นั่นหมายถึงว่าแม่มักจะกลับเคหสถานเป็นคนท้ายๆ เสมอ

“ฉันคุ้นหน้าเขาอยู่ เขาจำฉันได้ ทักฉันก่อนด้วยซ้ำ” ตะล่อมยังเล่าให้ครูฉายฟังราวจะหาข้อสนับสนุนถึงเรื่องที่ทำลงไปไม่ใช่เรื่องน่าอับอายอย่างที่ครูฉายตำหนิอีกว่า ตนนั้นเป็นคนออกจะดูโผงผาง ห่ามๆ แต่ก็รู้ตัวเอง ครูฉายเสียอีกจะต้องออกตัวเป็นพยานให้ ว่าที่กระทำลงไปไม่มีเถยจิตคิดร้ายถึงกับทำให้คนอื่นเดือดร้อนเจ็บตัวแม้เพียงเล็บแมวข่วน

“ฉันบอกว่าฉันเดือดร้อนเงินช่วงนี้จริงๆ ไม่เห็นคนอื่นที่พอจะพึ่งได้ อุตส่าห์ขอเวลาครูฉายให้รอสักประเดี๋ยว เสร็จธุระแล้วจะรีบกลับ” ตะล่อมเล่ามาถึงตอนนี้ ครูฉายถึงกับน้ำตาซึม มันเป็นคนซื่อ ใจนักเลงจริง เดชะบุญมันไม่ทำเกินเลยไปกว่านี้ ลำพังแค่นี้ ไม่ว่าลิเกคนไหนย่อมพลอยเสียหายไปกับมันอย่างอักโข หลีกเลี่ยงไม่ได้ ตะล่อมยังตัดพ้อแม่ยกว่า ทีกับคนอื่น ลิเกระดับพระเอก-นางเอกหน้าเวทีกลับแย่งกันแจกเงินจนเมื่อยมือ

กับตะล่อมซึ่งตากหน้ามาก้มหน้าขอด้วยหวังจะได้รับความเห็นใจสงสาร เพียงเศษที่หล่นๆ เหลือๆ…

ครูฉายเงยหน้ามองพ่อแก่เหมือนจะปลงชีวิต แม้ทุกวันนี้ลิเกคณะครูฉายยังพอประคองตัวพากันเดินต่อไปซึ่งจะไม่ยอมทิ้งรากเหง้าแห่งชีวิตของตนอย่างเด็ดขาด ตะล่อมก็คือเลือดเนื้อลิเกคนหนึ่ง มันอาจจะดีจะเลวอย่างไร ครูฉายไม่ได้คิดว่ามันเป็นคนอื่น ถึงมันจะไปอยู่ที่ไหน ถึงมันจะได้กลับมาใช้ชีวิตลิเกเหมือนเดิม ถึงมันจะไม่เคารพนับถือเป็นพ่อเป็นลูกเหมือนอย่างเก่าก็ไม่ว่าอะไร บางคนบอกว่าครูฉายทำถูกแล้ว บางคนบอกว่าครูฉายเป็นคนใจไม้ไส้ระกำที่ปล่อยให้มันติดคุกทั้งที่ครูฉายมีบารมีพอจะช่วยมันได้

ความคิดของครูฉายคืออยากให้มันสำนึกตัวบ้าง อีกไม่กี่เดือนตะล่อมก็ได้รับอิสรภาพออกมา การที่มันทำตัววางอำนาจบาตรใหญ่ก็ควรจะต้องมีขอบเขต กับบทบาทที่มันเล่นเป็นตัวโกง เที่ยวข่มขู่คนอื่น ไล่ปล้ำไล่อุ้มนางเอกลิเกอย่างลำพองใจ แต่มันไม่ควรทำอย่างนี้กับใคร โดยเฉพาะแม่ยก มันย่ามใจเล่นบทตัวโกงนอกโรง แม่ยกไม่ให้ยืมเงินมันจะขอยืมสร้อยทอง แม่ยกไม่ให้ยืม มันก็เลยโดดเข้าอุ้มวิ่งมาขึ้นรถ

ครูฉายนั่งนับวันอย่างเงียบๆ ไม่นานหรอก ลิเกคณะครูฉายก็จะมีตัวโกงที่ชื่อ นายตะล่อมออกมาสร้างความสนุกสนานให้คอลิเกและเหล่าแม่ยกได้มีความสุขกันอีก เวลาแค่หนึ่งปีกับหกเดือนที่นายตะล่อมหายไป ใครๆ ที่ไม่ชอบหน้า เคยตะโกนด่ามันอย่างสาดเสียเทเสีย ช่วยอดใจรออีกสักประเดี๋ยวเถิด

บทความก่อนหน้านี้เมื่อหมอฟันเขียน “นิทานจัญไร”
บทความถัดไปจดหมาย/ฉบับประจำวันที่ 8-14 กุมภาพันธ์ 2562