เรื่องสั้น | รอยแยกบนดวงจันทร์

ฮัมซะมีกำหนดการเดินทางกลับโลกสุดสัปดาห์นี้ เขาเลือกจองตั๋วยานขนส่งประจำทางตอนสิบเอ็ดโมงวันศุกร์ นั่นก็แค่เป็นข้ออ้างหลีกเลี่ยงการนมัสการพระเจ้าประจำสัปดาห์ ชายชาวมุสลิมทุกคนต้องไปมัสยิดเพื่อทำนมัสการ เป็นเรื่องตลกสำหรับเขาและคนบนดวงจันทร์ที่ศาสนายังคงดำรงอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้

ในที่สุดกุโบร์หรือสุสานสำหรับชาวมุสลิมก็สร้างเสร็จเสียที ฮัมซะเดินทางกลับโลกครั้งนี้มิได้มีธุระปะปังอื่นใด นอกจากความตั้งใจจะขุดย้ายหลุมศพของพ่อที่ฝังอยู่ในกุโบร์บนดาวสีน้ำตาลดวงนั้น เขามุ่งมั่นจะทำตามความตั้งใจให้ได้

ต่อให้ต้องออกแรงฟาดฟันกับใครก็ช่าง!

ดาวสีน้ำตาลดวงเดิมเปลี่ยนแปลงไปมากกว่าที่เขาคิด มันย่ำแย่ลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะอากาศหายใจ

หลายปีก่อน เขาลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครอพยพเป็นมนุษย์ดวงจันทร์รุ่นที่สอง สิบปีก่อนหน้านั้นมนุษย์รุ่นแรกถูกส่งไปทดลองใช้ชีวิตที่อาณานิคมบนดวงจันทร์ พ่อของเขาเป็นผู้บุกเบิกในการคิดค้นระบบสร้างอากาศและสร้างแรงโน้มถ่วงจำลองสำหรับใช้ชีวิตบนนั้น ระยะแรกเต็มไปด้วยข้อจำกัดและความผิดพลาด กว่าจะคิดค้นระบบที่สามารถใช้ได้จริงโดยปราศจากผลข้างเคียงใดๆ ก็กลายเป็นรุ่นของเขาเสียแล้ว พ่อของฮัมซะยังไม่ทันได้อยู่เห็นความสำเร็จของโปรเจ็กต์ ก็เสียชีวิตเสียก่อน

ก่อนหน้านั้นหลายปี ชาวมุสลิมเริ่มพูดกันถึงเรื่องสัญญาณกิยามัตหรือสัญญาณวันสิ้นโลก ต่อมาก็เป็นชาวคริสต์ อ้างอิงมาจากคำทำนายเรื่องวันสิ้นโลกในคัมภีร์ทางศาสนา คณะรัฐบาลในยุคนั้นไม่คุ้นเคยกับความเชื่อนี้มาก่อนจึงมองเป็นเรื่องตลก

“แผ่นดินจะเริ่มทรุด ภัยพิบัติจะเกิดบ่อย แผ่นดินไหวจะเกิดถี่ขึ้น หลายอย่างจะกลับตาลปัตร หญิงจะกลายเป็นชาย ชายจะกลายเป็นหญิง ประชาชนจะถูกปกครองด้วยผู้นำที่โง่เขลา ปวงปราชญ์ล้มหายตายจาก ทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณกิยามัตทั้งนั้น และท้ายที่สุด ควันพิษจะปกคลุมโลก…”

หิมะเริ่มตกในช่วงหน้าหนาวของปีนั้นที่ภาคเหนือของประเทศ สามเดือนต่อมาเกิดสึนามิที่หาดอินทนนท์และหาดเมืองปาย เมืองหาดใหญ่ผุดโผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำเป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งร้อยปีนับตั้งแต่กลายเป็นเมืองบาดาล โดมแก้วที่ครอบคลุมอาณาเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มานานหลายร้อยปีเริ่มปริร้าวตรงฐานโดม

ไม่นานหลังจากนั้นเมืองทั้งเมืองก็ถูกปกคลุมด้วยหมอกพิษ แม้แต่เมืองในครอบแก้วก็ไม่อาจหลีกพ้นเพราะประตูโดมแก้วเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง โปรเจ็กต์อพยพผู้คนไปยังดวงจันทร์เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น

พ่อของฮัมซะเป็นชาวเมืองในครอบแก้วโดยกำเนิด รู้ข้อมูลเรื่ององค์การนาซาสร้างอาณานิคมทดลองบนดวงจันทร์อย่างลับๆ มาตั้งแต่ริเริ่มโครงการเพราะมีแผนคัดเลือกกลุ่มทดลองจากประเทศต่างๆ พ่อของฮัมซะเคยเป็นนักวิทยาศาสตร์ของที่นั่นจึงมีเครือข่ายให้ใช้งานได้อยู่ โปรเจ็กต์นี้พ่อของฮัมซะจึงได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ควบคุมดูแล

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีลูกด้วยกันสามคนแล้ว โปรเจ็กต์อาณานิคมบนดวงจันทร์ยังคืบหน้าอย่างเชื่องช้า อาณานิคมถูกสร้างเสร็จพร้อมใช้งานแล้ว แต่การขนส่งกลุ่มทดลองล่าช้ากว่ากำหนดการถึงหกปี (ตรวจพบภายหลังว่ามีการคอร์รัปชั่นกันในคณะรัฐบาล) ผ่านการทำรัฐประหารสามรอบ รวมทั้งยังโดนโจมตีอย่างต่อเนื่องโดยกลุ่มกบฏแบ่งแยกดวงจันทร์

โปรเจ็กต์นี้เกือบถูกดองเพราะเกิดการคอร์รัปชั่นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศเท่าที่เคยมีรัฐบาลทหารกันมา อากาศหายใจเริ่มขาดแคลน โครงการอพยพคนไปยังดวงจันทร์ควรจะเป็นทางออก แต่รัฐบาลกลับเสนอแนวคิดรมแก๊สประชาชนเพื่อคัดกรองพลเมืองผู้มีภูมิคุ้นกันร่างกายดีไว้ร่วมสร้างเมืองใหม่ ด้วยเกรงว่าจะต้องเปลืองงบไปกับการดูแลรักษาพวกสุขภาพอ่อนแอไปโดยใช่เหตุ ผลการลงมติในที่ประชุมเห็นชอบแล้ว แต่ยังไม่ทันได้ใช้นโยบายนี้ หัวหน้าคณะรัฐบาลจากการรัฐประหารก็ถูกธรณีสูบเสียก่อน

เกิดแผ่นดินยุบที่โน่นที่นี่ ทั่วโลก พื้นดินเป็นที่อยู่อาศัยไม่ได้อีกต่อไป หากไม่หาทางดิ้นรนขึ้นไปบนเมืองลอยฟ้า ก็ต้องอพยพไปดาวอื่น โปรเจ็กต์อาณานิคมบนดวงจันทร์จึงกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง ตอนนั้นนาซาร่ำๆ จะไม่รอกลุ่มตัวอย่างจากประเทศของฮัมซะเสียแล้ว แต่ไม่มีผู้นำจากประเทศไหนยินยอมมอบพลเมืองให้เป็นกลุ่มทดลองใช้ชีวิตบนดวงจันทร์

ผู้คนในประเทศของฮัมซะจึงกลายเป็นกลุ่มคนที่โชคดีที่สุดในโลก ถือเป็นคนกลุ่มแรกที่มีที่ดินในครอบครองบนดวงจันทร์มากที่สุด

ฟามีนน้องสาวคนสุดท้องในจำนวนพี่น้องสามคนเป็นคนเดียวที่มารับเขา หล่อนรออยู่ตรงลานจอดยานขนส่ง ชานชาลาที่ 14

“อัสลามุอะลัยกุม แม่กับริฏวานล่ะ” เขากล่าวคำสลามตามธรรมเนียมและถามหาบุพการีกับพี่ชายเมื่อเห็นว่าไร้เงาของคนทั้งคู่

“วะอะลัยกุมมุสลาม” ฟามีนตอบรับคำสลามตามธรรมเนียมพลางถอนหายใจหนักหน่วง

ฮัมซะเข้าใจความหมายในท่าทีนั้นของน้องสาว

“แม่ยังไม่หายโกรธพี่อีกรึ” เขาเอ่ยถามน้องสาวขณะนั่งอยู่ในยานขนส่งประจำทางแบบสองที่นั่งกลับบ้าน

“แม่น่ะไม่โกรธแล้ว แต่พี่ริฏวานน่ะสิ ยังบ่นใส่หูแม่อยู่ทุกวัน”

ระยะทางจากสถานียานขนส่งระหว่างโลกกับดวงจันทร์ถึงบ้านเกิดของเขาเพียงแค่สิบกิโลเมตร บนดวงจันทร์ระยะทางแค่นี้ใช้เวลาเพียงสองสามนาที แต่ฮัมซะพบว่าเขาติดอยู่ในยานขนส่งลำนี้นานเกินครึ่งชั่วโมงแล้ว

ยานที่เขานั่งบินอยู่เหนือตึกสูงสองสามหลัง เขาหันไปมองข้างหลัง จำได้ว่าตึกที่เขาเห็นตอนยานหยุดจอดครั้งแรกนั้นอยู่ห่างออกไปแค่สองสามร้อยเมตร ที่จำได้เพราะเป็นตึกทรงโบราณซึ่งเคยเป็นทำเนียบรัฐบาลเมื่อสองร้อยปีก่อน ดาดฟ้าตึกเป็นรูปครึ่งวงกลมซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากเปลือกแข็งชั้นในของผลมะพร้าวที่ปอกเปลือกชั้นนอกออกแล้ว ส่วนยอดของโค้งดาดฟ้ามีรูขนาดเท่าลูกบาสเกตบอลเป็นทางให้แสงลอดผ่านลงมาได้ มันถูกเก็บรักษาไว้ตั้งแต่หลังเกิดสงครามครั้งสุดท้ายก่อนอพยพไปดวงจันทร์ นั่นแปลว่ายานลำนี้เคลื่อนที่ได้เพียง 10 เมตรใน 1 นาที

“ทำไมช้าแบบนี้” เขาถามน้องสาว

“ปกติค่ะ ยานติดแบบนี้ตลอดแหละ”

“บนดวงจันทร์แก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ตั้งนานแล้วนะ”

ฟามีนมองหน้าเขา ไม่พูดอะไร แต่ฮัมซะอ่านแววตาแบบนั้นออก เขารู้ว่าน้องสาวไม่ชอบใจเท่าไหร่

ชายคนขับยานหันมามองเขาแวบหนึ่งก่อนกล่าว “มาจากดวงจันทร์รึ พ่อหนุ่ม”

“ครับ นานแล้วไม่ได้กลับโลก”

“คงไม่ชินละสิท่า”

“มีวิธีอื่นให้ไปเร็วกว่านี้ไหมครับ”

“มี แต่ต้องจ่ายเพิ่มนิดหน่อย” คนขับยานกล่าวพร้อมเหล่มองมาทางเขาผ่านกระจกมองหลัง

“ได้ครับ ราคาเท่าไหร่ผมไม่เกี่ยง”

“มันเป็นทางถนนดินนะ”

ฮัมซะมองหันไปสบตากับน้องสาวอย่างขอความเห็น หล่อนพยักพเยิด ฮัมซะหันมาตอบคนขับอย่างหนักแน่น

“ไปทางถนนดินที่ว่านั่นได้เลยครับ ผมรีบ”

คนขับเหยียดยิ้ม ก่อนถอนคันโยกพลังไอพ่นยานลงถึงระดับต่ำ ยานตกวูบลงเบื้องล่างจนเกือบแตะผิวโลก แต่คนขับพลันผลักคันโยกเร่งพลังไอพ่นขึ้นกะทันหันจนยานกระชากและหยุดกึกในระยะห่างจากพื้นดินประมาณไม่ถึงสองฟุต ฝุ่นแดงฟุ้งขึ้นและกระจายออกไปรอบๆ จนเป็นหมอกสีเลือดชวนขนลุก

ก่อนที่ยานจะวิ่งฉิวผ่านซากปรักหักพังของตึกเก่าๆ ไปด้วยความเร็วเสียง

ตอนที่ยานมาจอดหน้าบ้านของเขา ฮัมซะพ่นลมหายใจอย่างโล่งอก คณะปฏิวัติทำรัฐประหารเป็นครั้งที่ 251 ตามสถิติของประเทศ ภาคพื้นดินจึงเต็มไปด้วยเหล่าทัพต่างๆ ปิดล้อมพื้นที่สำคัญไว้อย่างแน่นหนา คนขับยานบอกว่าโทรทัศน์กลายเป็นจอดำตั้งแต่เมื่อวาน ฮัมซะเกือบจะโพล่งออกไปด้วยความประหลาดใจที่โทรทัศน์ยังคงมีบทบาทสำคัญในชีวิตมนุษย์ภาคพื้นดิน

นานมากแล้วที่ฮัมซะไม่ได้ลงมาเหยียบพื้นดิน ผู้คนจำนวนหนึ่งอพยพขึ้นไปอยู่บนตึกลอยฟ้ามาตั้งแต่รุ่นปู่ ฮัมซะเป็นหนึ่งในมนุษย์เจเนอเรชั่นใหม่ที่เกิดบนเมืองลอยฟ้า พ่อของเขาก็เป็นพลเมืองลอยฟ้า แต่แม่เป็นชาวดิน ฮัมซะไม่อยากเรียกว่า “สลัมดิน” เหมือนที่คนส่วนใหญ่เรียกกัน หน้าที่การงานของพ่อทำให้พบรักกับแม่ เพราะพ่อของเขาเป็นนักวิจัยโครงการตั้งอาณานิคมบนดวงจันทร์ซึ่งกำลังต้องการกลุ่มทดลองเพื่อนั่งยานขึ้นไปทดลองใช้ชีวิตในอาณานิคมบนดวงจันทร์จำนวน 100 คนพอดี เป็นที่รู้กันว่าคนระดับล่างอย่างชาวดินเหมาะสมแก่การเป็นกลุ่มทดลองมากที่สุด คนกลุ่มนี้ส่วนมากหมดเวลาไปกับการหาเช้ากินค่ำที่แทบไม่พอกิน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเก็บออม แทบทั้งหมดไม่มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ที่ดินบนพื้นโลกหนึ่งในสามกลายเป็นสถานที่ราชการ อีกสองส่วนที่เหลือกลายเป็นโรงงานของพวกนายทุนและพื้นที่ให้เช่าสำหรับคนยากจน

แม่ของฮัมซะเป็นลูกชาวนา เป็นที่รู้กันดีว่ากลุ่มอาชีพชาวดินที่จนตรอกมากที่สุดคือชาวนา สถานที่แรกที่พ่อลงพื้นที่เสาะหาอาสาสมัครเป็นกลุ่มทดลองบุกเบิกเป็นพลเมืองบนดวงจันทร์จึงเป็นหมู่บ้านชาวนา แลกกับข้อเสนอแสนล่อใจว่า ครอบครัวใดที่มีอาสาสมัครเป็นพลเมืองดวงจันทร์จะได้รับกรรมสิทธิ์ในที่ลมบนเมืองลอยฟ้าเป็นของตนเอง พ่อได้เจอกับแม่เพราะข้อเสนอนั้น

แม่ไม่ได้เต็มใจ หากแต่ถูกบังคับให้เป็นอาสาสมัครจากครอบครัว โลกพัฒนามากขึ้นขนาดไหนก็ตาม ทว่าธรรมเนียมที่สังคมชายเป็นใหญ่ของผู้ศรัทธาในพระเจ้ายังดำรงอยู่อย่างมั่นคง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากหลักคำสอนของศาสนาที่ลูกสาวต้องเชื่อฟังคำสั่งของพ่อแม่อย่างเคร่งครัด ผู้เป็นพ่อมีสิทธิ์ยกลูกสาวให้ชายใดก็ได้แต่ต้องถามความสมัครใจของลูกด้วย แต่นั่นก็แค่หลักศาสนา ส่วนใหญ่หยิบยกเนื้อความในคัมภีร์มาบางส่วนแล้วหลับตาตัดส่วนที่ไม่ต้องการทิ้ง หรือเติมบางสิ่งเข้าไปใหม่ ปู่ไม่เคยถามความสมัครใจแม่ และนั่นทำให้แม่เกลียดปู่

แม่เป็นสาวสวย ต้องตาต้องใจปู่ซึ่งเป็นพ่อของแม่ พ่อจึงชิงสู่ขอแม่เป็นภรรยาก่อนรายชื่ออาสาสมัครทดลองเป็นคนเมืองบนดวงจันทร์จะถูกส่งให้ส่วนกลาง การสู่ขอราบรื่น การแต่งงานราบเรียบ พิธีนิกะห์ถูกจัดตามหลักศาสนาดั้งเดิมทุกประการ หลังเข้าพิธีนิกะห์แล้ว พ่อก็พาแม่มาอยู่บนเมืองลอยฟ้า

ฮัมซะก้าวลงจากยานโดยสารอย่างเหนื่อยล้า เขาอ่านแจ้งเตือนค่าโดยสารที่ส่งจากยานมาสู่จอเรติน่าของเขาเพื่อบอกอัตราค่าโดยสาร เขาเปิดจุกท่อเลือดตรงข้อมือแล้วเทเลือดจำนวนสองออนซ์ลงไป เป็นค่าโดยสาร

หลังยานขนส่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าไปแล้ว เขาหันมาเผชิญหน้ากับเรือนรูปทรงโบราณหลังใหญ่

พี่ชายของเขายืนรออยู่แล้ว ฮัมซะสบมองลึกเข้าไปในนัยน์ตาเทียมข้างซ้ายของพี่ชาย เรื่องราวในอดีตพลันหวนกลับมา พร้อมกับฝุ่นแดงที่เริ่มพัดจัด

การสร้างอาณานิคมบนดวงจันทร์ไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาชนมากนัก เกิดกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงที่ไม่เห็นด้วยกับการขึ้นไปอยู่อาศัยบนดาวอื่น ใบปลิวเรื่องจุดประสงค์ลับๆ ในการสร้างฐานถูกโปรยหว่านไปทั่ว การก่อความไม่สงบเกิดขึ้นตามเขตชานเมือง ในนามกลุ่มกบฏแบ่งแยกดวงจันทร์ มุ่งเน้นทำลายสถานีอวกาศของประเทศ พวกเขาเชื่อว่าแท้จริงแล้วองค์การนาซามีเป้าหมายยับยั้งการแตกออกเป็นสองซีกของดวงจันทร์ตามคำทำนายวันสิ้นโลก

พ่อของฮัมซะเคยเป็นชายผู้เคร่งครัดในศาสนา ในยุคที่การกีดกันเรื่องความเชื่อเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สาวกของศาสนาและลัทธิต่างๆ ถูกจำกัดสิทธิ์ในการเผยแผ่คำสอนในที่สาธารณะอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะคำสอนเกี่ยวกับวันสิ้นโลก

“พระเจ้ากำหนดไว้แล้ว วันสิ้นโลกตามคำทำนายต้องมาถึง มนุษย์ไม่ควรลองดีกับพระเจ้า”

ทว่ากลับกลายพ่อของฮัมซะเองที่แข็งค้านต่อคำทำนายนี้ พ่อของของยืนยันด้วยความเชื่อมั่นอย่างสุดจิตสุดใจว่า วิทยาศาสตร์นี่แหละจะเป็นอาวุธต่อกรกับคำทำนายวันสิ้นโลกของพระเจ้า

“พระเจ้าใช้เวลาเจ็ดวันในการสร้างโลก เรื่องอะไรพระองค์จะทรงทำลายมันล่ะ จริงไหม” พ่อของเขาพูด

“งั้นทำไมเราต้องเชื่อในพระเจ้าด้วยล่ะครับ”

“เพราะความเชื่อมันช่วยขับเคลื่อนโลก ทั้งทางดีและทางร้าย จำไว้นะลูก มนุษย์เราทุกวันนี้ฆ่ากันได้ง่ายๆ เพราะความเชื่อเท่านั้นเอง เพราะเชื่อต่างกันเลยพยายามขจัดการมีอยู่ของสิ่งที่ตัวเองไม่เชื่อไงล่ะ”

“แล้วพ่อเชื่อในพระเจ้าไหมครับ”

“พ่อเชื่อในวิทยาศาสตร์มากกว่า”

“งั้นทำไมถึงต้องสนใจเรื่องคำทำนายจากพระเจ้าด้วยล่ะครับ ถ้าไม่เชื่อในพระเจ้า”

พ่อของฮัมซะไม่เคยตอบคำถามนั้น “คอยดูนะลูก พ่อจะใช้พลังวิทยาศาสตร์ยับยั้งการแตกแยกของดวงจันทร์ให้จงได้”

ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่แม่ยืนอยู่คนละฝั่งกับพ่อ อาจหลังการเสียชีวิตของปู่ อาจหลังจากล่วงรู้ว่าดวงจันทร์ถูกเจาะและดัดแปลงให้กลายสภาพเป็นสิ่งก่อสร้างมากกว่าเป็นดวงดาวที่พระเจ้าสร้างไปเสียแล้ว ภายในดวงจันทร์เต็มไปด้วยโครงเหล็กยึดโยงไว้ด้วยกันอย่างแน่นหนา ไม่มีทางที่จะแตกออกเป็นสองซีกได้อีก แต่หากมันจะแตกออกเป็นสองเสี่ยงจริงๆ พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่ามันจะแตกออกด้วยวิธีการใด

แม่กับพ่อย้ายขึ้นไปอยู่บนดวงจันทร์ตั้งแต่ริฏวานอายุได้สองขวบ และหย่ากันหลังคลอดฮัมซะได้สามปี เพราะพ่อล่วงรู้ความลับของแม่ที่เป็นสมาชิกขบวนการแบ่งแยกดวงจันทร์ แม่พาริฏวานและฟามีนกลับลงพื้นโลก วิถีชีวิตระหว่างเขากับพี่ชายแตกแยกเป็นคนละทางตั้งแต่นั้น

เมื่อโตขึ้น ริฏวานกลายเป็นแกนนำคนสำคัญของกลุ่มกบฏแบ่งแยกดวงจันทร์ ขณะที่เขากลายเป็นนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญขององค์กรที่พยายามยับยั้งการแตกแยกนั้น ทั้งคู่จึงเหยียบยืนอยู่คนละฝักฝ่ายอย่างที่มองไม่เห็นหนทางจะกลับมาเหยียบยืนบนแผ่นดินเดียวกันได้อีก

“แกมีธุระอะไรกับเรา ไอ้คนนอกรีต” ริฏวานตะโกนใส่หน้าเขา

ฮัมซะสบตากับพี่ชาย ตาข้างซ้ายของริฏวานนั้นไร้แววอย่างเห็นได้ชัด ฮัมซะเผลอนึกไปว่ากำลังสบตากับหุ่นดรอยด์รับใช้แบบที่หาซื้อได้ด้วยราคาถูกบนดวงจันทร์

ริฏวานสูญเสียดวงตาข้างซ้ายไปในระหว่างการสู้รบ แต่กองกำลังกบฏก็มีเครื่องมือผลิตนัยน์ตาเทียม สังเคราะห์จากเนื้อเยื่อตาจริงและสร้างเป็นนัยน์ตาเทียมได้เหมือนจริง ทั้งกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อสำคัญๆ สิ่งที่เครื่องมือทำไม่ได้คือแววตา

สงครามระหว่างกลุ่มกบฏกับกองทัพของรัฐบาลรุนแรงอย่างหนักตอนที่อากาศเป็นพิษเข้าขั้นเป็นอันตราย อุปกรณ์ป้องกันของหน่วยงานรัฐไม่ช่วยอะไรได้เหมือนเคย

“ฉันยังละหมาดห้าเวลาและนับถือพระเจ้า”

“แต่แกไม่ได้ศรัทธาอีกแล้ว” ริฏวานพูด “ไม่งั้นแกคงไม่พยายามเชื่อมรอยแยกบนดวงจันทร์ ใช้วิทยาศาสตร์ต่อสู้กับพระเจ้า”

“ฉันไม่ได้เหมือนพ่อหรอกนะ!” ฮัมซะเสียงดังจนเกือบจะเป็นตะคอก

พี่ชายของเขาตกตะลึง นิ่งงันไป

“แกต้องการอะไร”

ฮัมซะหันไปยังทิศที่ศพของพ่อถูกฝั่ง “กุโบร์บนดวงจันทร์สร้างเสร็จแล้ว ฉันแค่จะมาย้ายหลุมศพพ่อไปอยู่บนโน้น”

วูบแววชิงชังปรากฏชัดขึ้นในตาข้างขวาของริฏวาน

“ตอนนี้รอยแยกบนดวงจันทร์เกิดขึ้นอีกแล้ว มันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง” ฮัมซะพูด

“แปลว่าความพยายามของแกไร้ผล” พี่ชายของเขาแสยะยิ้ม

“ก็ไม่เชิง ดวงจันทร์ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นดาวเทียมขนาดยักษ์ มันจะไม่แตกออกเป็นสองซีกแน่นอน อย่างมากก็แค่แหว่งๆ ยังไงสัญญาณวันสิ้นโลกจะไม่เกิดขึ้น”

แววตาของริฏวานกลับมาคุโชน

“ตามใจแก การมีอยู่ของศพคนนอกรีตอย่างพ่อในสุสานของผู้ศรัทธามันไม่เป็นที่พอใจของพวกเรานักหรอก” ริฏวานกล่าวพลางมองไปยังทิศที่ศพของพ่อถูกฝังอยู่

“แต่ฉันจะเป็นคนขุดศพพ่อขึ้นมาเอง คนอย่างแกไม่มีสิทธิเหยียบย่างเข้าสุสานของพวกเรา”

ยานประจำทางทะยานขึ้นจากผิวโลก มุ่งสู่อวกาศ ดาวสีน้ำตาลขนาดเล็กลง ทั้งที่เคยเป็นบ้านเกิด แปลกที่เขาไม่ได้รู้สึกโหยหาอาลัย

ปลายทางคือดวงจันทร์ ฮัมซะแปลกใจที่การย้ายหลุมศพพ่อง่ายดายกว่าที่คิด

ทันทีที่ยานขนส่งจอดเทียบพื้นผิวดวงจันทร์ เสียงระเบิดก็กัมปนาทขึ้นในทันที

บนพื้นโลก…

ริฏวานยืนมองการปริแตกของดวงจันทร์ เหยียดยิ้มอย่างพึงพอใจ

บทความก่อนหน้านี้การก้าวสู่การเป็นผู้นำโลก ด้านซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของจีน-การขัดขวางจากสหรัฐ
บทความถัดไปส่องหัวใจ “กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา” สามีแห่งชาติของใครหลาย ๆ คน