ทราย เจริญปุระ | “ยา” ที่หยุดไม่ได้

ทราย เจริญปุระ

หมอคะ,

ถ้าจะมีใครซักคนที่ทรายคุยด้วยได้จริงๆ ก็คือคุณหมอนี่ละค่ะ เอาจริงๆ หมอก็ไม่ได้ถามหรือซักไซ้อะไรทรายมากมาย แต่ประโยคบางประโยคที่หมอพูด แค่นั้นก็เหมือนปลดล็อกให้ทรายพรั่งพรูทุกสิ่งทุกอย่างในหัวออกมา

เมื่อวานทรายไปดูเรื่องโจ๊กเกอร์มาค่ะ จริงๆ กะจะไปดูก่อนหน้านี้ ก็พอดีติดงานศพแม่ บวกกับความกล้าๆ กลัวๆ เพราะหลายคนเตือนๆ กันอยู่ ว่ามัน “เอาเรื่อง” อยู่เหมือนกันสำหรับคนที่จิตใจเป็นพื้นที่สีแดง เกลื่อนไปด้วยกับระเบิดที่แตะนั่นนิด กดนี่หน่อย ก็อาจจะระเบิดตูมขึ้นมาได้แบบยากจะกู้คืนหรือแก้ไข

แต่เมื่อวานไปดูด้วยความ..จะเรียกว่าอะไรดีคะ? เป็นความเหมือนจะปลอดโปร่งใจไปพอสมควร เพราะก่อนไปดู ทรายอ่านสปอยล์เรื่องย่อไปแล้วพอสมควร รู้ว่ามันคงไม่สั่นสะเทือนอะไรมากมายนักในประเด็นที่หลายๆ คนเตือน

แต่ก็ไม่เป็นแบบนั้น

ผู้คนมักจะคิดว่าโชคร้ายในหนังนั้นเป็นเรื่องเหนือจริง คนที่ไหนมันจะซวยซ้ำซวยซ้อนได้ขนาดนั้น แต่ในฐานะที่ทำงานกับหนังและละเม็งละครมาครึ่งค่อนชีวิต ทรายบอกได้เลยว่า สิ่งที่เหนือจริงนั่นคือโชคดีต่างหาก ความสุขแบบในหนังนั่นน่ะค่ะ ที่เป็นเรื่องยากจะเกิดให้จับต้องในชีวิตจริง หรือถ้าจะมี ก็ให้เกร็งตัวรอรับแรงปะทะการเอาคืนของโชคชะตาได้เลย ว่ามันจะมาถึงเร็วๆ นี้แน่นอน

ในช่วงไม่กี่เดือน ทรายเสียงาน เสียเงิน เสียแม่ เสียสุขภาพแบบถัดๆ กันไปจนแทบไม่ได้หายใจ

หลายคนอาจจะรู้สึกว่าการเสียแม่เป็นที่สุดแล้ว

-มันก็ใช่ และไม่ใช่ในเวลาเดียวกัน-

ที่ใช่ก็เพราะแม่คือแม่ และที่ไม่ใช่ก็เพราะทุกคนก็รู้ว่าปลายทางของการเกิดคือความตาย โลกไม่ได้ยกเว้นให้ใคร และแม่ก็จากไปอย่างดีที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะคาดหวังได้จากความตาย คือหลับแล้วจากไปในเช้าวันหนึ่ง

เรื่องงานต่างหากที่สั่นคลอนประสาททรายอย่างมาก

หมอบอกหลายทีแล้ว ทรายรู้ค่ะ ว่าอย่าเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกไว้กับใครหรืออะไร เราเป็นเราได้โดยไม่ต้องอาศัยการยืนยันจากใครหน้าไหนทั้งนั้น

แต่มันทำไม่ได้

ทรายยังยินดีกับงาน มันผูกอยู่กับความรู้สึกเป็นที่รักเป็นที่ต้องการมากกว่าการมีครอบครัวเสียอีก

คำขวัญเก่าแก่ประเภท “ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน” นั่นมีผลต่อรูปแบบความคิดของทรายมากกว่าที่ทรายจะเข้าใจได้

แล้วก็อาจเพราะมันไม่ใช่งานที่แค่เราลุกไปนั่งหน้าโต๊ะ แล้วสิ้นเดือนก็จะมีเงินมาเข้าบัญชี

แต่งานทรายมันเป็นงานที่ผ่านกระบวนการถูกเลือก ถูกจดจำ ถูกหมายตา เห็นว่าเราเหมาะ เราเป็นหนึ่งในคนเป็นร้อยในพันที่เขาเลือกมาทำงาน

ทรายเข้าใจอาเธอร์ก็เพราะอะไรแบบนี้

ชีวิตทุกคนขมขื่น แต่มันจะขมขื่นเป็นพิเศษเมื่อเราไม่ได้เป็นผู้ถูกเลือกบ้างเลย

บางคนอาจจะรู้สึกว่า แค่ครอบครัวก็เพียงพอ แต่ทรายว่ามันเป็นการปลอบประโลมจากผู้ที่มีครอบครัวสมบูรณ์พร้อม มีที่ให้พิง มีไหล่ให้ซับน้ำตา

ซึ่งไม่ใช่ทุกครอบครัวจะทำให้เราได้แบบนั้น

ผู้คนมองหาครอบครัวใหม่ๆ จากข้างนอก ครอบครัวที่ตัวเองได้เป็นผู้เลือกและถูกเลือก จากงาน จากสังคม จากอะไรก็ได้ ยิ้มบางยิ้ม การพยักหน้านิดหน่อยแบบเข้าใจมุขตลกๆ เกร่อๆ สักมุข

ดังนั้น การถูกมองข้ามในทุกกรณีของอาเธอร์มันเลยเจ็บปวดมาก

ทักษะการเข้าสังคมของเขาเป็นศูนย์ แย่กว่าทรายเสียอีก ตรงที่ไม่มีใครสนใจจะจำหน้าตาแท้จริงของเค้า เอาหน้าจริงไปก็ขายไม่ได้ ใส่หน้าปลอมไปก็ต้องแปะยิ้มเกลื่อนหน้าไปโดยไม่มีใครเห็นหน้าอื่น

และแน่นอนค่ะ ว่าทรายโชคดีว่าทรายมีหมอที่คุยด้วยได้จริงๆ ทรายเป็นชนชั้นกลางที่เข้าถึงการบริการทางสาธารณสุขได้หลายทางเลือก ทรายอาจจะบ่น ทรายอาจจะด่า แต่สุดท้ายทรายก็ยังมีทางเลือก ไม่ต้องลางานครึ่งวันมารอหมอ ไม่ต้องจ้างคนพามา ไม่ได้ต้องตีรถมาจากต่างจังหวัด

และหมอไม่ได้ดูถูกความทุกข์ของทราย

หลังๆ มานี้ทรายไม่ค่อยอยากเล่าความทุกข์หรือความคิดที่ฝังอยู่ในหัวให้คนได้ฟัง เพราะทรายเกลียดที่สุดเวลาได้รับคำปลอบว่า “แค่นี้ก็ดีแล้ว ดูคนอื่นสิ เค้ายังอยู่ได้เลย”

มันเศร้านะคะ ว่าไอ้ความทุกข์ของเรานี่มันสู้คนอื่นไม่ได้ เหมือนเราต้องไปสอบเอาใบอนุญาตให้ทุกข์ ถ้าน้อยกว่าค่าเฉลี่ยความทุกข์มหาชน ก็อย่าได้บ่นออกมา

แล้วอาเธอร์ก็ไม่มีใครให้บ่นด้วย เหมือนที่ก่อนหน้านี้ทรายก็บ่นไม่ได้ ได้แต่ทำตลกไปวันๆ ขำขื่นๆ ให้กับตัวเอง แล้วก็บอกตัวเองแบบที่ทุกคนพร่ำบอก ว่าคนอื่นแย่กว่าเราเขายังอยู่ได้

แต่มันไม่ทำให้ดีขึ้นสักนิด

อาการของอาเธอร์นั้นคงมีคนวิเคราะห์กันหมดแล้ว แต่ทรายอยากบอกหมอมากค่ะ ว่าทรายเข้าใจ ป่วยเป็นโรคทางจิตที่โดนระบุว่าซึมเศร้านั้น คนจะคิดว่าเราเป็นก้อนนุ่มๆ ชุ่มน้ำตา ทั้งที่จริงแล้วเราก้าวร้าว เกลียดโลก และเหนืออื่นใดคือเราเกลียดตัวเอง เกลียดที่เราไม่ได้อย่างใจ เกลียดที่เราเข้าสังคมไม่ได้ เกลียด เกลียด เกลียด

ความเกลียดนี้รุนแรงจนเราต้องหลั่งน้ำตาทุกครั้ง เวลาต้องลุกขึ้นไปทำอะไรๆ ให้ปกติ เราเกลียดทุกอย่างเสมอหน้ากัน อารมณ์นี้เจ็บปวดแบบที่เราแทบจะอธิบายไม่ได้ เราเกลียดจนเราเศร้า ว่าทำไมต้องเป็นเรา ทำไมเราต้องเป็น

ทรายเลยไม่ค่อยตกใจกับพฤติกรรมของอาเธอร์เท่าไหร่ คุณจุดเทียนทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งคือรอยโรคที่กัดกินและไม่ได้รับการดูแล อีกด้านหนึ่งคือความกดดันที่สะสมเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ถึงเวลาหนึ่ง เปลวจากเทียนทั้งสองฝั่งมันก็จะบรรจบกัน

แล้วมันก็ระเบิด

ทรายบอกไม่ถูกว่าชอบหรือไม่ชอบ หลายคนบอกว่าหนังมันจงใจจังเลย บังเอิญจังเลย ขยี้จังเลย

ซึ่งก็จริงนะคะ แต่ในมุมนึงก็ประหลาดบวกน่าตกใจ ที่เห็นภาพในหัวเราบางภาพออกมาอยู่ในจอใหญ่ๆ การเต้นรำเดียวดาย การเป็นผู้ที่ถูกเลือก การขดตัวหนาวเหน็บ

ทำตัวให้เล็กที่สุดเพื่อจะได้ละลายหายไปกับพื้นหลัง และจากไปตลอดกาล

เมื่อวานทรายได้งานใหม่มาหนึ่งงานก่อนเข้าไปดูหนังด้วยค่ะ มันเฉียดฉิวมากนะคะหมอ มันเหมือนในสมาคมผู้เหลือทิ้งที่มีทรายกับอาเธอร์อยู่ในสมาคม แล้วทรายถูกหยิบออกมาตัดหน้าเขาไปนิดเดียว

นิดเดียวเท่านั้นเอง

หมอเปลี่ยนการตัดสินใจที่จะให้ทรายเริ่มออฟยาช่วงเดือนนี้ เป็นให้กินต่อเนื่องไปอีกซักสามเดือนแล้วค่อยมาดูกันอีกที

เราซื้อเวลากันแบบนี้ไปก่อนนะคะหมอ

ทรายยอมรับว่าหลายครั้งทรายก็กลัวใจตัวเอง

ยารอบนี้จะหมดแล้ว ทรายกินยาทุกครั้งอย่างตื้นตันใจ ตื้นตันที่มีงาน ตื้นตันที่งานนั้นทำเงินมากพอจะทำให้ทรายจ่ายค่ายาได้ เพื่อที่กินยาแล้วจะได้ออกไปทำงาน

ทรายไม่ได้สู้กับงานเท่ากับสู้กับความปรารถนาที่จะเป็นผู้ถูกเลือก เป็นใครสักคน เป็นคนที่ใช่ เป็นคนที่ถูกคิดถึง

หมดเรื่องเหล่านี้ไปทรายก็ไม่เหลืออะไรแล้ว

ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ไม่มีลูก

ทรายมองโมโม่แล้วก็คิดทุกวัน ว่าอย่าตายนะเจ้าแมว

อย่าได้ตายก่อนแม่ทราย

ได้โปรด

จนกว่าจะถึงนัดครั้งหน้านะคะหมอ

ทราย

บทความก่อนหน้านี้บุศรินทร์ ปัทมาคม | “กาลเวลา” กับบรรยากาศของดวงเมือง ดาวพฤหัสโคจรย้อนกลับพบ “เสาร์” “30 ต.ค. 2562-13 มี.ค. 2563” ระวังแตกแยก
บทความถัดไปเรื่องสั้น | จะไม่พรากจากกัน