ผู้หญิงคนหนึ่ง กับน้ำหนัก 48 กิโลกรัมของเธอ | โดย อ้อมแก้ว กัลยาณพงศ์

อุตสาหกรรมยังต้องเติบโต แต่มนุษย์หลายคนกำลังประสบภาวะเจ็บปวดทางใจและกายจากผลพวงของมัน

ลองหลับตาแล้วจินตนาการว่าคุณถูกปลุกให้ตื่นขึ้นในเวลาตี่สี่หรือตีห้าด้วยเสียงก่อกวนจากอุตสาหกรรมโรงปูน ทั้งเสียงรถบรรทุกขนาดใหญ่ เสียงล้อรถที่บดกับลูกคลื่นบนถนนจนกลายเป็นเสียงก่อกวนยามเช้าอันสดใส

พอเริ่มสาย หน้าบ้านของคุณจะเต็มไปด้วยบรรดารถพ่วง รถบรรทุก รถปูน ที่วิ่งเข้า-ออกทั้งวัน เสียงดังสนั่นหวั่นไหว สิ่งของและวัสดุที่รถเหล่านั้นบรรทุกทำให้บ้านสั่นสะเทือน ผนังแตกร้าวจนเศษปูนร่วงกราว

วันดีคืนดีก็กลัวเหลือเกินว่าบ้านตัวเองอาจถล่ม

การวิ่งทั้งวันทั้งคืนเหล่านั้นทำให้ถนนแตกร้าวผุพังเสียหาย ซ่อมเท่าไรก็กลับมาพิการอย่างเก่า

และยังมีเรื่องของฝุ่นพิษควันฟุ้งที่ลอยคละคลุ้งครอบคลุมพื้นที่เป็นกิโลเมตรจนสร้างความหวาดหวั่น ความรำคาญขั้นรุนแรง

เสียงรถที่ดังสนั่นหวั่นไหวจะยังคงดำเนินต่อไปจนถึงเวลาเกือบเที่ยงคืน

ผลจากมลภาวะเป็นพิษเรื้อรังเหล่านั้นเหมือนมะเร็งที่ทำลายจิตใจของประชาชนที่ไม่ได้รับการดูแลที่ดี รถสลับสับเข้าออกเป็นร้อยคันต่อวัน ส่งผลทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองเริ่มมีอาการทางจิต อารมณ์ฉุนเฉียว

จนสงสัยว่าตัวเองกำลังเข้าสู่อาการเบื้องต้นของโรคประสาท

คราวนี้คุณลองลืมตาแล้วคิดต่อว่ามีใครที่กำลังเจอปัญหานี้อยู่นานนับหลายปี คุณจะทำอย่างไรหากเจอเหตุการณ์นี้ด้วยตัวเอง ส่วนดิฉันทำดังนี้

เปิดคอมพิวเตอร์ พิมพ์จดหมายฉบับหนึ่งถึงชุมชนในละแวกของปัญหา เนื้อความกล่าวถึงการเชิญชวนให้ทุกคนตระหนักถึงผลพวงของมลภาวะเป็นพิษ

พ่อแม่แก่เฒ่าของคุณที่ต้องอยู่บ้านและจำทนต่อมลพิษทั้งหลายโดยทำอะไรไม่ได้

ประตู หน้าต่าง ทุกช่องทางที่ลมจะพัดเข้าบ้านต้องถูกปิดทั้งหมด

แสงแดดยามเช้าหรืออากาศดีเป็นสิ่งที่คุณจะไม่มีทางได้สัมผัสอีกต่อไปเมื่ออยู่ในบริเวณอุตสาหกรรมเหล่านี้

ดิฉันยังอธิบายถึงการใช้สิทธิ์อันพึงมีและเชิญชวนมาช่วยกันทำอะไรสักอย่างเพื่อปกป้อง

ดิฉันเดินถามแทบจะทุกบ้าน ให้เบอร์โทรศัพท์หรือช่องทางติดต่อ ผู้คนเริ่มรวมตัวกัน จากหนึ่งคนกลายเป็นสาม สามสู่ห้า ห้าสู่สิบ เราเริ่มล่ารายชื่อกันเพื่อนำส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาช่วยดูแล

ชุมชนเริ่มจัดประชุมเพื่อถกปัญหาและหาข้อสรุป

จำนวนผู้ร่วมลงรายชื่อยังคงขยายต่อไปจนเพิ่มจำนวนเกือบ 500 คนในอาณาบริเวณที่ได้รับผลพวง

หลักฐาน…กระทำการใดต้องมีหลักฐาน ขอบคุณเทคโนโลยีที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น แรกๆ คงขอความร่วมมือกับใครคงยาก ส่วนใหญ่แล้วก็ต้องทำให้ดูเป็นตัวอย่างก่อน

ดิฉันถ่ายภาพ ถ่ายคลิปวิดีโอ บางครั้งตื่นมาตีสามหรือตีห้าเพื่อมาเก็บหลักฐานเหล่านี้

ทนร้อนหรือทนโดนยุงกัดบ้างเพื่อจะทำให้รู้ว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งกับน้ำหนัก 48 กิโลกรัมของเธอทำอะไรได้บ้าง

ยิ่งเก็บหลักฐานเหล่านั้นก็ยิ่งสร้างความสงสัยว่าทำไมผู้มีอำนาจหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องถึงได้ละเลยคุณภาพชีวิตเพื่อนมนุษย์คนอื่นถึงเพียงนี้ หลักฐานนั้นมากพอสมควรเลยทีเดียว

มาถึงขั้นนี้ โรงปูนทั้งสี่แห่งรู้แล้วว่าผู้หญิงคนหนึ่งกับน้ำหนัก 48 กิโลกรัมของเธอเป็นใคร อยู่บ้านไหน เธอคนนี้เคยออกมาตะโกนบอกปัญหาอยู่หน้าโรงปูน

เธอพยายามทำทุกอย่าง แต่เมื่อเห็นว่าการเจรจานี้ไม่ส่งผลให้สถานการณ์ใดดีขึ้น จึงจำเป็นต้องอาศัยพลังชุมชนร่วมกับพึ่งพากลไกการทำงานของหน่วยงานรัฐบาลให้เข้ามาช่วยดูแลแก้ไข

แผนการเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีได้ดำเนินต่อไปตามขั้นตอน

ขอบคุณความร่วมมือจากชุมชน อย่างน้อยมาถึงขั้นตอนนี้พวกเขาก็พอรู้กันบ้างแล้วว่ามีการเริ่มต้นดีกว่าไม่มี มีการต่อสู้ดีกว่าจำยอมต่อสถานการณ์ ป้องกันมลพิษเพื่อสุขภาพจิตและร่างกายดีกว่าทนปิดประตูและหน้าต่างไปจนกว่าจะตาย

ดิฉันปรึกษากับสำนักงานกฎหมายเอกชนเพื่อขอคำปรึกษา จากนั้นยื่นจดหมายร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรมโรงงาน กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานเขต

ระหว่างนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังคงขอให้เก็บหลักฐานไปก่อน

ทางชุมชนเองก็พยายามช่วยกันเท่าที่จะช่วยได้ สิ่งที่ยึดเหนี่ยวกำลังใจของดิฉันในการเรียกร้องคือการรักตัวเองและต้องการจะมีชีวิตต่อไป

ในระหว่างนี้ก็มีเรื่องให้นึกรำคาญใจอยู่บ้างถึงความเห็นแก่ตัวของบางคนในสังคม กล่าวคือ หลายคนที่เดือดร้อนแต่ก็ไม่ให้ความร่วมมือเท่าไร เห็นมีคนทำแล้วจึงไม่สนใจอะไร ปล่อยให้ผู้อื่นแก้ปัญหาไปแล้วตัวเองรอรับผลจากการแก้ปัญหา

คนประเภทนี้มีจำนวนมากในสังคม เราปฏิเสธไม่ได้ จะกล่าวหาหรือต่อว่าก็ดูจะเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ ไม่ได้อะไรขึ้นมา

แรกๆ ดิฉันก็ตั้งคำถามเป็นอารมณ์ไม่พอใจขึ้นมาว่าทำไมพวกเขาไม่ให้ความร่วมมือในเมื่อมีคนลุยกรุยทางให้แล้ว ขอแค่การร่วมมือเพื่อสร้างความเข้มแข็ง ให้โรงปูนได้เห็นความเป็นหนึ่งเดียว

แต่พวกเขาเหล่านั้นก็ยังคงนิ่งเฉย ไม่สนใจ

ดิฉันไม่ได้บอกพวกเขาเลยว่าต้องเสียเวลา เสียเงิน เสียกำลังไปกับการเรียกร้องนี้ขนาดไหนโดยที่พวกเขาแทบไม่ต้องทำอะไรเลย

จากปัญหาหนึ่งสู่อีกปัญหาหนึ่ง

จากปัญหามลภาวะเป็นพิษสู่ปัญหาปัจเจกบุคคล

นี่เป็นความน่ากลัวของสังคมปัจจุบันที่ผู้คนต่างหลบเลี่ยงการเข้าไปมีส่วนร่วมของกิจกรรมใดที่ตนคิดว่าไม่ได้รับผลประโยชน์ในรูปที่จับต้องได้

พวกเขาอาจไม่ได้ตระหนักว่าการที่มีอากาศดีให้หายใจหรือไร้มลภาวะเป็นพิษในอาณาบริเวณที่อยู่อาศัยนั้นสำคัญและมีคุณค่าต่อชีวิตตนเองขนาดไหน

อดทนไว้…ผู้หญิงคนหนึ่งกับน้ำหนัก 48 กิโลกรัมของเธอยังคงสู้ต่อไป อย่างน้อยก็เพื่อแม่ผู้แก่ชราของเธอที่ต้องทนอุดอู้ปิดประตูหน้าต่างอยู่แต่ภายในบ้าน

มนุษย์จำเป็นต้องรักษาสิทธิ์ของตน สิทธิ์ขั้นแรกคือการรักษาสุขภาพทางจิตและร่างกายอันเป็นสมบัติส่วนตัว และสภาพความเป็นอยู่ที่ดีที่มีสิทธิ์ได้รับการดูแลภายใต้การกำกับของรัฐบาลซึ่งมีเงินหมุนเวียนการทำงานจากเงินภาษีของประชาชนในประเทศ

ประชาชนแม้หน่วยชุมชนขนาดเล็กก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับการดูแล พวกเขาลำบากและได้รับความทุกข์ร้อน ต้องการหนทางแก้ไข

หลายเดือนต่อมา ในที่สุดเรื่องก็เดินทางมาถึงสภานิติบัญญัติฯ

ดิฉันเดินเข้าไปประชุมในอาคารรัฐสภาพร้อมกับตัวแทนชุมชนอีกสองท่าน ต้องยอมรับว่าเมื่อเดินทางไปยังห้องประชุมตามกำหนดการที่ได้รับในเอกสารราชการ ดิฉันเปิดประตูเข้าไปและตกใจจนต้องรีบปิดประตู ตรวจสอบดูว่าตัวเองมาถูกห้องหรือไม่…ไม่ผิดอย่างแน่นอน

ดิฉันเปิดประตูห้องประชุมเข้าไปอีกครั้ง เป็นห้องประชุมขนาดใหญ่มาก ข้างในเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ ผู้มีอำนาจที่เคยเห็นตามข่าว และ สนช. สภานิติบัญญัติฯ ได้เชิญหน่วยงานราชการระดับประเทศที่เกี่ยวข้องมาทั้งหมดเกือบ 10 แห่ง กะเกณฑ์ด้วยสายตาแล้วโดยรวมทั้งหมดน่าจะอยู่ที่ราว 50-60 คน

และวาระแรกในการประชุมของวันนั้นคือเรื่องของชุมชนดิฉัน

พวกเขาให้ดิฉันกล่าวเปิดประเด็นและสรุปข้อมูล

แน่นอนค่ะ ดิฉันใส่ไปเต็มที่ด้วยภาษาทางราชการอันดีงามและเหมาะสม ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อละค่ะว่าดิฉันเดินทางมาถึงวันนี้ได้อย่างไรถ้าไม่ใช่เพราะ “หัวใจกับแรงผลักดัน” ล้วนๆ

จากการประชุมเพื่อหาข้อสรุปราวสามครั้งจึงได้ข้อยุติในเบื้องต้นว่า โรงปูนทั้งสี่แห่งจะเปลี่ยนทางเข้า-ออกใหม่เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชน โรงปูนจะยังตั้งตระหง่านตรงนั้นต่อไปจนกว่าจะหมดสัญญา (ที่จับต้องไม่ได้)

เหตุผลที่ถูกหยิบยกมาอ้างคือพวกเขาทำเพื่อความเจริญของประเทศ

ดังนั้น พวกเรากลุ่มเล็กๆ จึงจำเป็นต้องเข้าใจ เหตุผลนี้ถูกกล่าวตามจริงที่ดิฉันได้รับมา

ข้อสรุปนี้ใช่ว่าชุมชนจะพอใจ แต่อย่างที่เราทั้งหลายก็รู้กันว่า “อำนาจ” ทรงคุณค่ากว่าเสียงเล็กๆ เสมอโดยเฉพาะในประเทศที่เราอยู่นี้

เป็นการยากที่จะขับไล่เห็บยักษ์ออกจากสุนัขขนาดเล็ก ดูเหมือนว่าการครอบครองพื้นที่นี้ช่างเหลื่อมล้ำและแปลกประหลาด

แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ก็เหมือนซีรี่ส์ใน Netflix นั่นละ เมื่อเริ่มได้ที่ก็ย่อมมีภาคต่อไป ไม่จบสิ้น จะยังมีมลภาวะเป็นพิษตกทอดสืบต่อไป ปัญหาใหม่จะตามมา เปรียบดังฝีไข้แห่งชาติ

อุตสาหกรรมยังต้องเติบโต ซึ่งผู้หญิงคนหนึ่งกับน้ำหนัก 48 กิโลกรัมของเธอ รวมถึงมนุษย์อีกหลายคนในสังคมก็จำใจต้องประสบภาวะเจ็บปวดทางใจและกายจากผลพวงของมันอย่างไม่มีสิทธิ์ลืมตาอ้าปากแม้จะพยายามอย่างดีที่สุดแล้วก็ตาม

บทความก่อนหน้านี้จรัญ มะลูลีม : “สันติภาพ-ความขัดแย้ง” บนพื้นที่พิพาทแคชเมียร์
บทความถัดไปฉัตรสุมาลย์ : ภิกษุณีสงฆ์ในสังคมไทย ว่าด้วย “นรินทร์ กลึง” และ “พระบัญชา 18 มิ.ย.2471”