ความดื้อตาใส | ฐากูร บุนปาน

ฐากูร บุนปาน

สัปดาห์ที่ผ่านมามัวไป “อิน” กับโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

ทั้งตามดูตามอ่าน ตามไปค้นข้อมูลย้อนหลัง (ที่บ้านเขาเก็บเอาไว้ครบถ้วนสมบูรณ์ดี และเข้าถึงได้ง่าย) แล้วก็ยิ่งสนุก

ยิ่งได้เห็นกลยุทธ์ในช่วงไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้ง (หลังจากเขาปูพื้นกันมาเป็นปี แล้วมาขมวดเอาตอนนี้)

ก็ยิ่งสนุกใหญ่

ความจริงเลือกตั้งใหญ่ของสหรัฐทุก 4 ปี ก็คงสนุก ตื่นเต้น ดุเดือด และมากไปด้วยสีสันอย่างนี้มาทุกสมัย

แต่ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่ทำให้การเข้าถึงข้อมูลความเคลื่อนไหวของแต่ละฝ่ายทำได้ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น และทั่วถึงขึ้น

ผู้ดูผู้ติดตามทั้งหลายก็เลยเหมือนขึ้นไปอยู่ร่วมบนขบวนรถแห่กับเขาด้วย

ยิ่งถ้ามีคนที่เอาใจช่วยอยู่ในใจ

การมีส่วนร่วมนี้ยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่

ตอนที่เริ่มลงมือเขียนต้นฉบับอยู่นี้

ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้งสองฝ่าย ได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้งไปตุนเอาไว้แล้วคนละ 200 กว่าเสียง

แต่ความหวังของโจ ไบเดน และเดโมแครตนั้นอยู่ที่คะแนนของผู้ออกมาใช้สิทธิ์ล่วงหน้า ซึ่งมีจำนวนมหาศาลมากกว่าครั้งไหนๆ ในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งสหรัฐ

โดยเฉพาะในรัฐที่จะเป็นพื้นที่ชี้ขาดว่าใครจะครองทำเนียบขาว อย่างวิสคอนซิน มิชิแกน

จนถึงวันที่มติชนสุดสัปดาห์ฉบับนี้วางตลาด ยังไม่รู้ว่าการนับคะแนนจะสิ้นสุดหรือยัง

และจะมีประเด็น “ดราม่า” โดยเฉพาะการฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลติดตามมาหรือไม่

ท่านที่สนใจก็คงเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ดังนั้น เมื่อไม่รู้ผล ก็ยังไม่ต้องพูดถึงผล

ขอพูดแต่ข้อสังเกตบางประการจากการติดตามการเลือกตั้งครั้งนี้

ประการแรก แม้จะเจ้าเล่ห์แสนกลและวางแผนสารพัดกันอีท่าไหน

แต่สิ่งที่เป็นพื้นฐานเบื้องต้นอย่างแรกของแต่ละฝ่าย ก็คือการมัดใจประชาชนหรือผู้สนับสนุนในฝั่งตัวเอง

จะด้วยนโยบาย ด้วยบุคลิก ด้วยเสน่ห์ส่วนตัว ด้วยความบ้าคลั่งสุดโต่ง หรืออย่างไรก็แล้วแต่

ต้องมีฐานผู้สนับสนุนที่เชื่อถือศรัทธาเป็นพื้น

ไม่มีตรงนี้ก็หมดกัน

ให้สารพัดอุบาย เก่งยุทธศาสตร์ยุทธวิธีอะไร

ก็ไม่มีค่าทั้งนั้น

ประการต่อมา อิทธิพลของเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่อย่างที่ว่าไปแล้วบางส่วน

อิทธิพลนี้มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นไม่มีลดลง

และถ้าใช้ให้ถูกทาง จะเป็นเครื่องมือในการจำกัดหรือควบคุมพฤติกรรมของผู้ปกครอง-นักการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพราะเมื่อการติดตามความเคลื่อนไหวทำได้ง่ายขึ้น การบันทึกกิจกรรมทั้งหลายพร้อมจะถูกขุดมาเปิดโปงได้ทุกเมื่อ

ความประพฤติของผู้ที่จะเสนอตัวเป็นตัวแทนประชาชน หรือจะมาเป็นผู้ปกครอง ก็ต้องอยู่ในกรอบในเกณฑ์ที่สังคม “รับได้” มากขึ้น

สภาพเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นในสหรัฐหรือประเทศประชาธิปไตยเท่านั้น

แต่จะขยาย-กระจายออกไปกว้างขวางยิ่งขึ้นตามพัฒนาการของวิทยาการและการสื่อสารในโลกยุคใหม่

ตัวอย่างไม่ไกลตัวก็มีให้ดูกันอยู่

เท่าที่คิดเร็วๆ ด้วยปัญญาหางอึ่งก็ออกมาสองข้อนี้ก่อนละครับ

ถ้าท่านไหนมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม จะแนะนำมาโดยตรงเป็นการส่วนตัว

หรือจะบอกผ่านช่องทางของบรรณาธิการที่ท่านเปิดกว้างอยู่แล้วก็ได้

ประเด็นตบท้ายวันนี้ก็คือ เวลาที่ “ดูละคร” ดูเรื่องของคนอื่นนั้น

ส่วนใหญ่แล้วคนเรามักจะ “ตาใส” เพราะใจไม่มีอคติ เพราะไม่มีส่วนได้เสียกับเขา

แต่พอกลับมาเป็นเรื่องใกล้ตัวของเราทีไร ไม่ใช่แค่ไม่ตาใสกันอย่างเดียวเท่านั้น

เผลอๆ ยังต้องเติมคำนำหน้าเข้าไปให้อีกหนึ่งพยางค์ เป็น “ดื้อตาใส” อยู่เป็นประจำ

พวกนี้ต้องจับไปฟังเพลง “ละครชีวิต” ของคุณบุษยา รังษี เสียให้ขึ้นใจ

“ถึงยามสำราญขอท่านฟังฉันหน่อยก่อน

“แม้นดูละครแล้วกลับมาย้อนดูตัว”

ยังมีใครจำได้

ยังมีใครถือปฏิบัติอยู่อีกไหมนั่น

บทความก่อนหน้านี้เอพีซี ยกทัพยูพีเอสร่วมจัดโปร 11.11 ทั้งลาซาด้า และช้อปปี้
บทความถัดไปขอแสดงความยินดีกับนายกสมาคมและคณะกรรมการบริหาร