รัฐบาลที่มีรากเหง้ามาจากการรัฐประหาร กับตรรกะพิสดารเผาบ้านไล่หนู | ฐากูร บุนปาน

ฐากูร บุนปาน

มาอีกแล้วครับ ตรรกะพิสดารประเภทเผาบ้านไล่หนู

คำขู่ล่าสุดของนายกรัฐมนตรีที่บอกว่าจะงัดมาตรการเคอร์ฟิวออกมาใช้อีก

เพียงเพราะไม่พอใจที่เห็นกลุ่มเด็กแว้นวัยรุ่นออกมาก่อความเดือดร้อนรำคาญให้ชาวบ้าน

นี่สะท้อนความ “ง่อย” ในการจัดการ ในการบริหาร

สะท้อนความอ่อนด้อยในการแปรนโยบายไปสู่การปฏิบัติ

อันเป็นหัวใจของรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ

เด็กแว้นก่อความเดือดร้อนรำคาญจริง

แต่วิธีจัดการปัญหาด้วยการเหวี่ยงแห ด้วยมาตรการที่ส่งผลกระทบถึงคนวงกว้างทั่วไปทั้งหมด

เผลอๆ ตัวนโยบายหรือมาตรการจะสร้างความเสียหาย ความเดือดร้อนรำคาญเสียยิ่งกว่าพฤติกรรมของเด็กแว้นไม่กี่คน ไม่กี่กลุ่ม

เป็นรัฐหรือรัฐบาลที่มีสติหน่อย

เกิดแว้นขึ้นที่ไหน ก็ไล่เบี้ยเอากับตำรวจหรือฝ่ายปกครองในพื้นที่นั้นไป

ถ้าตำรวจหรือฝ่ายปกครองไม่รู้ที่มาที่ไปของแว้น ไม่รู้ว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ไม่รู้ว่ามีพฤติกรรมอะไรมากน้อยกว่านี้

ที่ต้องทำคือปลดหรือย้ายตำรวจ-ฝ่ายปกครองนั้นออกจากราชการ หรือเข้าประจำไปเสียให้หมด

ฐานที่ไม่รู้จักพื้นที่ ไม่รู้จักชุมชน-ประชาชนที่ต้องดูแล

ดูทีหรือว่า ถ้าปลด ถ้าย้ายเจ้าหน้าที่แบบยกยวงสักสองสามพื้นที่

ที่เหลือจะขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไหม

จะปล่อยให้แว้นออกมาก่อความเดือดร้อนรำคาญอีกหรือไม่

แต่นี่พอมีข่าวแว้นปุ๊บ

ควันก็ออกหูปั๊บ

ประกาศเปรี้ยงปร้างได้ทันที

ว่าจะต้องเอา “ยาแรง” กลับมาใช้

อาการแบบนี้บอกว่าต้องมีโรคอะไรในตัวอย่างน้อยสองอย่าง

อย่างแรกคือโรคเสพติดอำนาจ เพราะขาดความอดทน ลงมือทำงานอย่างอื่นที่ละเอียดอ่อนกว่าไม่ได้และไม่เป็น

เอะอะอะไรมาก็เหวี่ยงแห ครอบจักรวาลเอาไว้ก่อน

ผลกระทบที่ตามมา คนไม่รู้อีโหน่อีเหน่อีกเท่าไหร่จะบาดเจ็บล้มตายเพราะนโยบายนี้

ไม่รู้และไม่สนใจ

ส่วนอีกโรคหนึ่งคือโรคกลัว

กลัวคนดูถูกว่าไม่มีฝีมือ กลัวคนจะเห็นเป็นตัวตลก ไม่ยอมเคารพนับถือ

อะไรเกิดขึ้นก็เลยต้อง “จัดหนัก” เอาไว้ก่อน

ได้ผลไม่ได้ผลก็ไม่รู้ล่ะ

แต่ปลอบใจตัวเองได้ว่ายังมีอำนาจอยู่ในมือนะเฟ้ย

ใครอย่ามาล้อเล่นไป

ซึ่งก็ได้ผลระดับหนึ่ง

ก็ใครอยากจะไปล้อเล่นกับเด็ก 2-3 ขวบที่ถือปืนจริงออกมาควง

ไม่เชื่อลองทำโพล (ที่น่าเชื่อ) สอบถามดูก็ได้

ว่าชาวบ้านคิดยังไง

แต่จะเพราะความเคยตัว ความกลัว ความไม่เป็นงาน หรืออะไรก็ดี

รัฐบาลที่มีรากเหง้ามาจากการรัฐประหาร ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการเลือกตั้งก็ดูจะนิยมให้อำนาจพิเศษชนิด “ครอบจักรวาล” อย่างนี้มาตลอด

สมัยเกลียดกลัวทักษิณ (และมรดกตกทอดของทักษิณ)

ก็จุดไฟเผาเมือง ล้มล้างประชาธิปไตย

จนกลายเป็นแผลเป็น เป็นลิ่มที่ตอกให้สังคมไทยแตกเป็นเสี่ยงมาจนทุกวันนี้

และยังไม่มีท่าทีว่าจะกลับมาประสานรอยร้าว หรือปรองดองอะไรอย่างที่ต้องการได้

พอกลัวโควิด-19 ก็กลัวเสียหัวหด และใช้อำนาจสั่งให้คนทั้งหมดหดหัวกลับเข้าไปอยู่ในกระดองด้วย

ชนะโรคได้ แต่จะอดตายกันทั้งประเทศ

หรือจะต้องทุกข์ยากต่อไปอีกหลายปี

ก็เพราะ “ความไม่พอดี” ความที่ถนัดแต่ใช้ “ยาแรง” เพราะทำอย่างอื่นไม่เป็น

ไอ้เรื่องเด็กแว้นกับเคอร์ฟิวนี่มันแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ที่โผล่มาประจาน “ความไม่เป็นมวย”

ก็เท่านั้นแหละ


พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์, ศิลปวัฒนธรรม และเทคโนโลยีชาวบ้าน ลดราคาทันที 40% ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย. 63 เท่านั้น! คลิกดูรายละเอียดที่นี่

บทความก่อนหน้านี้“วิษณุ” ตอบชัด พรบ.โรคติดต่อ มีข้อจำกัดกว่า “พรก.ฉุกเฉิน” ลุ้นสัปดาห์นี้ต่ออายุอีกหรือไม่?
บทความถัดไป‘วิษณุ’ แย้มช่องเบรก ปม ก.ยุติธรรมตั้ง ‘สุพจน์’ บอกหากโดนท้วงมากทบทวนได้