มีคนบอกว่าเศรษฐกิจไทยวันนี้ยังไม่ถึงขั้นมะเร็ง แค่เป็นไข้อ่อนๆ กินยาก็หาย ? | ฐากูร ปุนบาน

ฐากูร บุนปาน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ท่านผู้มีส่วนกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ขึ้นเวทีสาธารณะและแสดงความเห็นในเรื่องเศรษฐกิจที่ติดหูติดใจอย่างน้อยสองข้อด้วยกัน

เมื่อติดค้างอยู่แล้วจะไม่พูดถึงก็ไม่ได้

เรื่องแรก ท่านแรกระบุว่า เศรษฐกิจไทยวันนี้ยังไม่ถึงขั้นมะเร็ง แค่เป็นไข้อ่อนๆ กินยาเสียก็หาย

ฟังแล้วแทบสะดุ้งตกเก้าอี้

เพราะตกลงไม่รู้ว่าท่านอยู่โลกใบเดียวกันหรือไม่ หรือว่าไปพบปะพูดคุยกับมนุษย์ดาวพลูโตที่ไหนมา

ก็รัฐบาลเองหรือมิใช่ที่เทกระจาด-เหวี่ยงแหเงิน 300,000 กว่าล้านบาทไปหมาดๆ

แล้วจะมาบอกว่าเศรษฐกิจเป็นไข้อ่อนๆ

ถ้าเป็นหมอรักษาไข้ ก็ต้องสันนิษฐานเอาไว้ก่อนว่า คุณหมอท่าจะวินิจฉัยโรคผิดเสียแล้วกระมัง

พอชักไม่เชื่อใจหมอ ก็พาลนึกไปว่า แล้วยาที่คุณหมอจ่ายมานั้นตรงกับอาการป่วยที่เป็นอยู่หรือไม่

ร้ายกว่านั้นก็คือ สงสัยว่าคุณหมอจ่ายยาให้ถูกคนหรือไม่

เพราะท่านพูดเต็มปากเต็มคำว่า โรคาพยาธิสังคมหนนี้ที่มีอาการป่วยหนักสุดก็คือรากหญ้าทั้งหลาย

อันนั้นไม่เถียง

แต่ถ้าลงจากหอคอยงาช้างมาเดินดินจริงๆ ท่านอาจจะได้ยินได้เห็นว่า ที่หนักหนาพอกันหรือยิ่งกว่ารากหญ้าทั้งหลายงวดนี้ก็คือธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อมทั้งหลาย

พวกซัพพลายเชน ที่เดี๋ยวนี้ซัพพลายจากการส่งออกเป็นศูนย์

พ่อค้าแม่ค้าที่ตกรถไฟสายดิจิตอล

หรือผู้รับเหมาขนาดเล็กขนาดกลางที่งานหดหมดตัวกันเป็นแถว

ฯลฯ

กลุ่มตรงกลางที่เคยเป็นเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

ฟันวันนี้เฟืองหัก แต่ช่างซ่อมบำรุงบอกว่าแค่หยอดน้ำมันเครื่องก็เดินต่อได้

เจออย่างนี้เข้าให้ มีคำถามคำเดียวสั้นๆ ว่า

ถ้าคนไข้ไม่เชื่อใจหมอ

มีสิทธิ์ขอเปลี่ยนหมอได้ไหมครับ

เรื่องที่สอง ท่านที่สองใหญ่กว่าท่านแรกขึ้นมาอีก ประกาศด้วยความภูมิใจว่าเมืองไทยนั้นหนอเป็น Save Haven ของนักลงทุนจากทั่วโลก

เพราะฉะนี้แล เงินบาทถึงได้แข็งค่าขึ้นมา

เพียงแต่ท่านไม่ยักบอกด้วยว่า เงินที่ไหลมาเทมาเข้ามานั้น ไม่ได้มาลงทุนที่จะสร้างงานหรือสร้างรายได้เพิ่มให้สังคมไทย

แต่เป็นเงินที่มา “เก็งกำไร” จากหุ้นจากพันธบัตรเป็นหลัก

ไหลเข้ามาแล้ว พอเงินบาทแข็งก็ไหลออกไป เงินอ่อนลงก็กลับเข้ามาใหม่

กำไรสองต่อสามต่อเห็นๆ

และท่านไม่ได้บอกด้วยว่า ไอ้ “ค่าเงินบาทแข็ง” นี่แหละที่เป็นหนึ่งในปัจจัยของอาการป่วยไข้ทางเศรษฐกิจไทยทุกวันนี้

ประเทศที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยวมากกว่าร้อยละ 70 ของจีดีพี

ผ่าดีใจหรือไม่ทำอะไรกับค่าเงินที่แข็งเกินจริง

ไม่ปวดกบาลวันนี้แล้วจะไปกลุ้มใจวันไหน

อันที่จริงก็เชื่อว่าท่านทั้งหลายก็คงพอจะรู้ๆ กันอยู่ว่า เงินบาทแข็งนั้นเป็นปัญา

ไม่งั้นคงไม่ตั้งกรรมกงกรรมการอะไรมาร่วมหารือนโยบายการเงินกับแบงก์ชาติ

แต่จนถึงป่านนี้ก็ยังไม่เห็นมีมรรคผลอะไรออกมา

อย่ากระนั้นเลย ขอถือโอกาสจำขี้ปากผู้รู้มาช่วยเสนอหนทางลดค่าเงินบาทให้แข็งลงบ้าง

เดี๋ยวจะหาว่าดีแต่ติ ไม่เสนอทางออกหรือความเห็นอะไร

ถามว่า ค่าเงินบาทแข็งเพราะอะไร ตอบว่า เพราะเงินต่างประเทศไหลทะลักเข้ามา

ทางแก้ตรงๆ ง่ายๆ ก็คือ เอาเงินที่ทะลักเข้ามานั้นไปลงทุนในต่างประเทศกลับคืนเสีย

ไม่ใช่ลงทุนแบบแบงก์ชาติที่ไปซื้อพันธบัตรสหรัฐ ผลตอบแทนไม่ถึงครึ่งเปอร์เซ็นต์

แต่ลงทุนแบบ “มืออาชีพ” จ้างผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญมาบริหาร เป็นการลงทุนของรัฐ ลงทุนระดับประเทศที่ฝรั่งเรียกว่า Sovereign Fund อย่างที่สิงคโปร์มี GIC ที่ตระเวนลงทุนไปทั่วโลกนั่นปะไร

ลงทุนในกิจการดีๆ ผลตอบแทนดีๆ ถึงเวลาอยากใช้เงินก็ขายไปบ้าง ย้ายไปลงทุนอย่างอื่นบ้าง

ก็เห็นเขารวยเอาๆ

ส่วนปู่โสมของเราก็เฝ้าทรัพย์ผุผุไป

อ้อ-แล้วอย่าปล่อยให้เอกชนขนเงินออกเสรี ที่เป็นอยู่เท่านี้ก็พอแล้ว

ขืนเปิดเสรีจริง เดี๋ยวจะตกใจ

ว่าเงินทำไมไหลออกเหมือนคนท้องเสีย

ให้เงินออกได้เสรีจริงๆ

เผลอๆ บาทจะร่วงไป 100 บาท/ดอลลาร์ อย่าหาว่าทำเป็นเล่นไป

ทำไมเงินถึงจะไหลหรือร่วงขนาดนั้น

อันนี้ต้องตอบกันเป็นส่วนตัวละครับ

บทความก่อนหน้านี้‘ณัฏฐพล’ เร่งแก้ ‘หนี้สินครู’ จี้ครูปรับวิธีสอนให้ทันโลก
บทความถัดไป“อรรถพล อนันตวรสกุล” การศึกษาไทย (เหลื่อม) ล้ำหน้า โจทย์ปัญหา-ความท้าทายของทุกคน