เมอร์คิวรี่ : โจทย์ใหญ่ศึก “ไทยจีพี” การก้าวสู่ระดับโลกที่แท้จริง

ปิดฉากลงไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก “โมโตจีพี” สนามที่ 15 รายการ “พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์” ซึ่งประเทศไทยได้รับหน้าที่จัดการแข่งขันเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ช่วงระหว่างวันที่ 4-6 ตุลาคมที่ผ่านมา

ภาพการแข่งขันที่สนุกตื่นเต้น และการฉลองแชมป์โลกสมัยที่ 8 อย่างยิ่งใหญ่ของ “มาร์ก มาร์เกซ” ยอดนักบิดชาวสแปนิชจากเรปโซล ฮอนด้า ทีม ถูกถ่ายทอดไปยังแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลกกว่า 800 ล้านคน ที่รับชมการถ่ายทอดสดศึกไทยจีพีในครั้งนี้

แน่นอนว่าภาพบรรยากาศดังกล่าวสะท้อนให้ผู้คนทั่วโลกได้รู้ถึงศักยภาพของประเทศไทยในการจัดการแข่งขันกีฬาใหญ่ระดับโลกได้อย่างมีมาตรฐาน

ขณะที่ยอดผู้ชมในสนามก็มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นจากเมื่อปีก่อน ทำให้โดยรวมของการแข่งขันครั้งนี้ถือว่าส่งผลที่ดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย

 

ข้อมูลจากกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้มีการประเมินเบื้องต้นพบว่าจำนวนผู้ชมการแข่งขันศึกไทยจีพีครั้งนี้ รวมระยะเวลาตลอดการแข่งขันทั้งหมด 3 วัน รวมทั้งสิ้นจำนวน 226,655 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 4,120 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 1.85

สัดส่วนของผู้ชมการแข่งขันแบ่งออกเป็น ชาวต่างชาติจากทั้งหมด 41 ประเทศ รวมทั้งสิ้นจำนวน 59,525 คน หรือร้อยละ 26.3 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีสัดส่วนร้อยละ 17.5 แต่ขณะเดียวกันสัดส่วนผู้ชมชาวไทยมีทั้งหมดจำนวน 167,130 คน หรือร้อยละ 73.7 ซึ่งลดลงจากปีก่อนที่มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 82.5 แต่ถือว่ามีการขยายตัวของผู้ชมชาวต่างชาติร้อยละ 52.8

ตลอดระยะเวลาการแข่งขัน 3 วัน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้มีการประเมินยอดเงินสะพัดภายในจังหวัดกว่า 3,100 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เนื่องจากค่าลิขสิทธิ์ของการแข่งขันโมโตจีพีตกอยู่ที่ปีละ 300 ล้านบาท

แต่สามารถทำรายได้เพิ่มสูงขึ้นถึง 10 เท่าตัวเลยทีเดียว

 

“พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า การจัดการแข่งขันปีนี้ได้แก้ไขปรับปรุงความบกพร่องจากปีที่แล้ว

ขณะที่ตัวเลขผู้เข้าชมปีนี้มีจำนวนราว 230,000 คน ซึ่งถือว่ามากกว่าปีที่แล้วประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์

และคาดว่าจะมีเงินสะพัดในจังหวัดมากกว่า 3,100 ล้านบาท

จึงถือว่าการจัดปีนี้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายเป็นอย่างดี

ขณะที่ “ดร.ก้องศักด ยอดมณี” ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจัดปีนี้ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งได้แก้ไขปัญหาต่างๆ และบริหารจัดการดีขึ้น รวมทั้งปีนี้เป็นการชิงชัยที่ตื่นเต้น และช่วงชิงกันถึงช่วงโค้งสุดท้าย

อีกทั้งยังเป็นสนามตัดสินแชมป์โลกด้วย ทำให้ถือเป็นเรซที่พิเศษที่สุดใน 19 สนามเลยทีเดียว หลังจากนี้ก็จะไปวิเคราะห์เรื่องสถิติตัวเลขต่างๆ ที่ส่งผลประโยชน์ต่อประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม จากตัวเลขเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าศึกไทยจีพีปีนี้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ทั้งตัวเลขของผู้ชมการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น และการสร้างเม็ดเงินรายได้ให้ประเทศ

แต่การจัดการแข่งขันในปีต่อไปจะถือเป็นโจทย์ที่ยากยิ่งกว่าเดิม เนื่องจากดอร์น่า สปอร์ต เจ้าของลิขสิทธิ์เตรียมที่จะขยับสนามที่ไทยมาจัดเป็นสนามที่ 2 ในช่วงเดือนมีนาคม 2563

ในช่วงดังกล่าวเป็นช่วงที่มีสภาพอากาศค่อนข้างร้อน และที่สำคัญเหลือระยะเวลาเตรียมการเพียงแค่ 5 เดือนหลังจากนี้เท่านั้น ทำให้เป็นโจทย์สำคัญที่ทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, การกีฬาแห่งประเทศไทย, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต รวมทั้งภาคเอกชนต่างๆ ที่จะต้องนำการบ้านนี้ไปเร่งทำให้เสร็จสิ้น

และต้องทำให้ดีกว่าเดิมอีกด้วย

 

แนวคิดเบื้องต้นสำหรับศึกโมโตจีพีในปีหน้าได้วางแผนเตรียมเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันมาจัดดวลความเร็วในช่วงกลางคืน หรือ “ไนท์เรซ” ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องสภาพอากาศที่ร้อนจัดให้นักบิดดาวดังโลกได้ลงชิงชัยกันในช่วงค่ำที่มีอากาศเย็นสบาย แต่ก็หนีไม่พ้นปัญหาเรื่องแสงไฟส่องสว่างที่จะต้องมีเพียงพอสำหรับนักบิดในการดวลความเร็ว และเพียงพอต่อการถ่ายทอดสดด้วย

ศึกไทยจีพี ไนท์เรซ ยังมีข้อดีอีกอย่างก็คือ ช่วงเวลาของการถ่ายทอดสดที่เป็นช่วงค่ำตามเวลาประเทศไทย ซึ่งตรงกับช่วงเวลาบ่ายของทวีปยุโรป ซึ่งเป็นโซนที่มีแฟนมอเตอร์สปอร์ตติดตามชมการถ่ายทอดสดกันเป็นจำนวนมาก

ทำให้แน่นอนว่า หากถูกเปลี่ยนเป็นไนท์เรซก็จะมียอดผู้ชมการถ่ายทอดสดเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากกว่าเดิม

 

เ”นวิน ชิดชอบ” ประธานที่ปรึกษา สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ระบุว่า ในปีหน้ากำลังคิดกันอยู่ว่าอาจเปลี่ยนไปจัดแข่งขันตอนกลางคืน ซึ่งคนดูจะได้ประโยชน์แน่นอน เพราะว่าการจัดไนท์เรซมีผลดีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอากาศที่เย็นสบาย ไม่ต้องทนแดดร้อน ซึ่งเป็นไอเดียที่ดีมากๆ เพราะไนท์เรซจะทำให้ยอดคนดูหรือวิวเวอร์สูงขึ้นกว่าปกติแน่นอน

“การจัดไนท์เรซในไทยจะเป็นเวลากลางวันของฝั่งยุโรปพอดี ทุกวันนี้ที่เราจัดอยู่ทางฝั่งยุโรปเพิ่งเป็นเวลาเช้า อาจจะยังไม่ตื่นกัน แต่ถ้าเป็นไนท์เรซจะเป็นเวลาที่เหมาะมากๆ ในต่างประเทศ จะได้มูลค่าในการโปรโมตประเทศมากยิ่งขึ้นมากกว่าเรซปกติ ซึ่งจุดนี้ต้องขอไปดูตัวเลขอะไรต่างๆ ก่อน และถ้าพอไหวก็จะพยายามช่วยๆ กันให้มันเกิดขึ้นให้ได้” เนวินกล่าว

นอกจากนี้ ศึกไทยจีพีในปีหน้าจะเป็นปีสุดท้ายตามสัญญา 3 ปี ซึ่งทางภาครัฐโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากำลังเจรจากับทาง “ดอร์น่า สปอร์ต” เจ้าของลิขสิทธิ์ เพื่อขยายสัญญาการเป็นเจ้าภาพศึกบิดระดับโลกออกไปอีกระยะยาว 5 ปี ในช่วงปี 2021-2025 แต่จะต้องแลกกับค่าลิขสิทธิ์จัดการแข่งขันเพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิมที่รวม 5 ปีสูงถึงราว 48 ล้านยูโร หรือประมาณ 1,600 ล้านบาท!

หลังจากนี้การกีฬาแห่งประเทศไทยจะเก็บรวบรวมสถิติตัวเลขต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากความสำเร็จในการจัดการแข่งขันปีที่ผ่านมาว่า ช่วยส่งผลกระตุ้นภาคเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศไทยได้มากน้อยเพียงใด ก่อนเตรียมนำเรื่องเสนอเข้าบอร์ด กกท. และนำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีได้ภายในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

พร้อมกับขอเพิ่มการสนับสนุนค่าลิขสิทธิ์จากภาครัฐจากเดิม 1 ใน 3 เป็น 2 ใน 3 ของค่าลิขสิทธิ์ทั้งหมด

 

ศึกโมโตจีพีถือว่ามีส่วนสำคัญในการกระตุ้นภาคเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี รวมทั้งช่วยกระตุ้นการกีฬาโดยเฉพาะวงการมอเตอร์สปอร์ตที่มีผู้เริ่มให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้น แต่อย่าลืมว่า การพัฒนานักกีฬามอเตอร์สปอร์ตก็เป็นอีกเรื่องที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนควรที่จะให้ความสำคัญเช่นกัน เพื่อให้เป็นการพัฒนาวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยไปสู่ระดับโลกอย่างแท้จริง

เพราะตลอดการแข่งขันไทยจีพี 2 ปีที่ผ่านมานั้น มีนักบิดไทยเพียงคนเดียวที่ลงแข่งขันก็คือ “ก้อง” “สมเกียรติ จันทรา” นักบิดดาวรุ่งวัย 20 ปี จากอิเดมิตสึ ฮอนด้า ทีมเอเชีย ซึ่งในปีแรกสมเกียรติได้แข่งขันรุ่นโมโตทรีในฐานะไวลด์การ์ด และปีที่สองได้ขยับมาลงแข่งขันรุ่นโมโตทูแบบเต็มฤดูกาล ซึ่งเจ้าคิงคองก้องก็สามารถทำผลงานในศึกโฮมเรซได้ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว

แต่แน่นอนว่า เพียงนักบิดไทยในสนามระดับโลกแค่คนเดียวคงไม่เพียงพอ ซึ่งทุกภาคส่วนจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันในการสร้างนักบิดไทยคนต่อไปให้ก้าวขึ้นมาเป็น “ฮีโร่” ในสนามระดับโลก โดยฉพาะในรุ่นใหญ่อย่างโมโตจีพีให้ได้ เพราะจะกลายเป็นแม่เหล็กในการช่วยดึงดูดให้ผู้คนหันมาสนใจวงการมอเตอร์สปอร์ตเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณแน่นอน

และถึงเวลานั้นศึกไทยจีพีก็จะได้รับความสนใจ และมีกระแสคึกคักยิ่งกว่านี้แน่นอน

ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่สำคัญในการพัฒนาวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยให้ก้าวสู่เวทีระดับโลกได้อย่างแท้จริงและภาคภูมิ ซึ่งในอนาคตเชื่อว่าเป้าหมายที่จะได้เห็นนักบิดไทยก้าวไปลงแข่งขันในรุ่นโมโตจีพีก็คงไม่ยากจนเกินไปหากทุกฝ่ายต่างร่วมกันสนับสนุนและพัฒนาวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยที่เพิ่งเริ่มตั้งไข่ให้ลุกขึ้นยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง

ถึงเวลานั้นถึงจะเรียกได้ว่าได้ก้าวสู่วงการมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกได้อย่างแท้จริง…

บทความก่อนหน้านี้นายกฯ แซว คุยกับยักษ์ ว่างวันไหนบ้าง มาเฝ้าประตูทำเนียบหน่อย หลังสารพัดม็อบบุก
บทความถัดไปกก.สภาหอการค้าไทย แนะ “ชิม ช็อป ใช้” ขยายเวลาใช้เงิน หลังรายได้กระจุกบางร้าน