ยุทธการ “คลองหลวง” (นะจ๊ะ)

AFP PHOTO / CHRISTOPHE ARCHAMBAULT

ยุทธการคลองหลวง ภายใต้ความพยายามของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการใช้มาตรการกระชับวงล้อมวัดพระธรรมกาย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

กดดันพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาส ผู้ต้องหาร่วมฟอกเงินและรับของโจรในคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น และคดีบุกรุกพื้นที่ป่าก่อสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมจังหวัดต่างๆ หลายแห่ง ให้เข้ามอบตัวต่อสู้คดี

หลังจากขี่ม้าเลียบค่ายมาระยะหนึ่ง

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจ นำโดย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. สั่งระดมกำลังปฏิบัติการ “ขอคืนพื้นที่” รุกคืบเข้าหาวัดพระธรรมกาย ระยะประชิด

ปฏิบัติการเริ่มขึ้นเช้ามืดวันที่ 27 ธันวาคม

โดยค่ำคืนก่อนหน้านั้น รายงานข่าวแจ้งว่ามีการสั่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 1 ชุดปราบจลาจล ชุดควบคุมฝูงชน เจ้าหน้าที่ทหาร ดีเอสไอและฝ่ายปกครอง สนธิกำลังเตรียมพร้อม 5 กองร้อย

ต่อมาเช้ามืดตี 4 ครึ่ง ได้เคลื่อนกำลังทั้งหมด รวมถึงเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระบิด (อีโอดี) จากหน้าที่ว่าการอำเภอคลองหลวง พร้อมรถควบคุมผู้ต้องหาและรถเครื่องขยายเสียง

กระจายกำลังโอบล้อมวัดพระธรรมกาย ขอคืนพื้นที่ 2 จุดสำคัญ ตามที่มีการแจ้งดำเนินคดีข้อหาสร้างสิ่งกีดขวางรุกล้ำพื้นที่สาธารณะไว้แล้วก่อนหน้า

ได้แก่ บริเวณถนนหน้าประตู 5 ริมคลองแอน ที่ทางวัดสร้างประตูรั้วเหล็กปิดกั้นไว้ อ้างว่าเพื่อใช้ทำกิจกรรมสวดมนต์ปีใหม่ ทำให้รถยนต์ทั่วไปไม่สามารถขับผ่านได้

กับอีกจุด ถนนสาธารณะทางเข้าอาคารบุญรักษา ริมคลองแอน ห่างจากประตู 5 จุดแรกประมาณ 1 กิโลเมตร ที่มีการขุดถนนเป็นทางเข้าไปยังพื้นที่ก่อสร้างโรงพยาบาล และนำเต็นท์มากางจัดกิจกรรมสวดมนต์

ขณะที่ประตู 7 ฝั่งถนนบางขัน-หนองเสือ เจ้าหน้าที่ตำรวจตรึงกำลังตรวจตรารถยนต์ที่ขับผ่านเข้า-ออกเข้มงวด หากไม่ใช่พระสงฆ์หรือคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย จะไม่อนุญาตให้ผ่านเข้าไป

ปฏิบัติการ “ขอคืนพื้นที่” ครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงสวดมนต์ของบรรดาศิษยานุศิษย์ที่ดังก้องไปทั่วบริเวณวัดพระธรรมกาย

ในตอนแรกแม้จะมีการเผชิญหน้าตึงเครียด แต่จากผลเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับตัวแทนวัดพระธรรมกาย ก็ได้ข้อยุติ โดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเหมือนที่หลายคนวิตกกังวล

ตัวแทนวัดยินยอมให้รื้อประตูรั้วเหล็กและแสลนข้างประตู 5 ขณะที่ฝ่ายตำรวจยืนยันจะดำเนินการรื้อถอนสิ่งกีดขวางพื้นที่สาธารณะเท่านั้น จะไม่บุกเข้าไปในวัดแต่อย่างใด

หลังการเจรจายื้อยุดกันนานหลายชั่วโมง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ดำเนินการรื้อถอนเป็นผลสำเร็จ จากนั้นก็ได้ถอนกำลังกลับโดยไม่ได้เข้าไปในวัดตามที่รับปากไว้กับกลุ่มศิษยานุศิษย์

เช่นเดียวกับแนวรุก-รับฝั่งถนนทางเข้าอาคารบุญรักษา ด้านหลังวัดพระธรรมกาย

กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 1 เปิดเจรจากับฝ่ายทนายความตัวแทนวัดหลายรอบ จนในที่สุดทางวัดยินยอมรื้อถอนเต็นท์สวดมนต์ที่ตั้งขวางถนนออก เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่เข้าซ่อมแซมพื้นผิวถนนได้

อย่างไรก็ตาม ทางคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายได้ย้ายเต็นท์สวดมนต์ไปอยู่บนสะพานและถนนริมคลองแอน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุจะต้องขอคืนพื้นที่ดังกล่าวต่อไป

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ซึ่งมาประชุมติดตามสถานการณ์ที่ สภ.คลองหลวง แสดงความพอใจกับผลปฏิบัติการครั้งนี้

พร้อมระบุปฏิบัติการไม่ใช่การบุกค้นเพื่อจับกุมพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย แต่เป็นการขอคืนพื้นที่รื้อถอนสิ่งกีดขวางทางสาธารณะ ตามที่กรมธนารักษ์แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษไว้

ตรงกับรายงานข่าวที่ว่า ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจครั้งนี้เพื่อ “ทดสอบ” กำลัง และแผนรับมือของวัดพระธรรมกายเท่านั้น

ไม่ได้มีเป้าหมายบุกจับพระธัมมชโย

ส่วนการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมกับวัดพระธรรมกาย จากสัปดาห์ก่อน 158 คดี มาถึงวันที่ 27 ธันวาคม เพิ่มเป็น 175 คดี แบ่งเป็น 9 กลุ่ม ได้แก่

คดีบุกรุกที่สาธารณะ 16 คดี

คดีบุกรุกแผ้วถางป่า ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ 4 คดี, พ.ร.บ.ขนส่งทางบก 20 คดี, พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร 127 คดี, ใช้น้ำบาดาลโดยไม่ได้รับอนุญาต 1 คดี

กีดขวางการจราจร 3 คดี, ขัดขวางเจ้าหน้าที่ 2 คดี, หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา 1 คดี และเอาไปซึ่งทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานยึดไว้อีก 1 คดี

สำหรับคดีบุกรุกแผ้วถางป่า นอกจากศูนย์ปฏิบัติธรรมเวิลด์พีซ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา และสวนป่าหิมวันต์ อ.ภูเรือ จ.เลย ซึ่งศาลอนุมัติหมายจับไปแล้ว

ยังมีสถานปฏิบัติธรรมเวิลด์พีซมุกตะวัน 3 แห่งบนเกาะยาวน้อย จ.พังงา หลายร้อยไร่ ที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ และเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.)

ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าอาจผิดกฎหมายหลายฉบับทั้ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ และ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร

ส่วนการดำเนินคดีกับพระสงฆ์และคนใกล้ชิดพระธัมมชโย ก็มีทั้งส่วนที่คืบหน้าและไม่คืบหน้า

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ก่อนปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ 1 วัน พระวิเทศภาวนาจารย์ (สมบุญ สัมมาปุญโญ) รักษาการเจ้าอาวาส เดินทางมายัง สภ.คลองหลวง เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาให้ที่พักพิงพระธัมมชโย และข้อหาอื่นรวม 19 คดี

ขณะที่ นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์ วัดพระธรรมกาย ซึ่งโดนดีเอสไอแจ้งความดำเนินคดีความผิดฐานยุยง ปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และศาลได้อนุมัติหมายจับในเวลาต่อมา

ยังคงล่องหนหายตัวอย่างไร้ร่องรอย ท่ามกลางกระแสข่าวว่านายองอาจ เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว บ้างก็ว่ายังกบดานอยู่ภายในวันพระธรรมกายนั่นเอง

แต่จะอย่างไรก็แล้วแต่ กรณีนายองอาจ เป็นเหตุให้ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ หรือบอร์ด กสท. มีมติเพิกถอนใบอนุญาตรายการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมดีเอ็มซี (DMC) ของวัดพระธรรมกาย แบบถาวร ไม่สามารถขอใบอนุญาตใหม่ได้ จากเดิมสั่งปิดชั่วคราว 30 วัน

ด้วยเหตุผลว่าทีวีธรรมกาย เนื้อหารายการมีลักษณะล้มล้างการปกครอง มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

มีผลกระทบต่อการก่อให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง

หากดูจากปฏิบัติการกระชับวงล้อม ต่อเนื่องการขอคืนพื้นที่ รวมถึงคดีความต่างๆ ที่พอกพูนมากขึ้นทุกวัน จนมีแนวโน้มอาจทะลุเกิน 200 คดี

ก็จะเห็นถึงความพยายามของตำรวจและดีเอสไอในการ “รุกคืบ” ให้ถึงตัวพระธัมมชโย

เป็นการรุกคืบไปสู่การตรวจค้นจับกุมในห้วงเวลาที่ “เหมาะสม” เหมือนที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ระบุ

เพราะมีแต่เวลาที่เหมาะสมเท่านั้น ที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุบานปลาย

คำถามคือเมื่อไหร่ถึงเรียกว่า “เวลาที่เหมาะสม”

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. อาจให้คำตอบได้

“ถ้าสถานการณ์พร้อมเมื่อไหร่ต้องดำเนินการตามหมายค้น หมายจับ ทำได้เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ไม่ต้องไปเร่งรัด ผมบอกแล้วว่าขอให้ทุกคนมีความสุขในช่วงปีใหม่ก่อน ไม่ดีกว่าหรือ เข้าไปแล้วได้อะไร หรือไม่ได้อะไร จะดีหรือเสีย หรือมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น—”

“—คดีความต่างๆ อยู่ระหว่างการนำสู่กระบวนการพิจารณาฟ้องร้องดำเนินคดีไปแล้วหลายร้อยคดี ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนบังคับใช้กฎหมาย เป็นเรื่องของดีเอสไอ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่า ถ้าเหตุการณ์ส่อไปสู่ความวุ่นวาย มีอันตรายเกิดขึ้น เมื่อได้เวลาที่เหมาะสมค่อยดำเนินการ ไม่ได้สั่งว่าต้องเป็นเมื่อไหร่”

ยุทธการ “คลองหลวง” เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น

ความเป็นไปได้มากที่สุด อย่างเร็ว คือ หลังพ้นช่วงปีใหม่ 2560 ไปแล้ว หรืออย่างช้า ก็ไม่เกินกว่าอายุความ 15 ปี

บทความก่อนหน้านี้ลึกแต่ไม่ลับ : คดีประวัติศาสตร์ ‘เอกชน’ ชนะคดีฟ้ององค์กรรัฐ…และอาจถึงศาลระหว่างประเทศ
บทความถัดไปE-DUANG : 2 ปฏิกิริยา “คมแหลม” ต่อ “การเลือกตั้ง”