กิตติรัตน์ เตือน! ระวังระเบิดเวลาลูกใหญ่ ข้าวจะออกมาโดยไม่มีตลาดจำนวนมหาศาล

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย และเป็นอดีตรองนายกรัฐมนตรี เขียนข้อความทางเฟซบุ๊กห่วงปัญหาเรื่องข้าว โดย ระบุว่า

ผมพึ่งกลับมาจากภาคเหนือ ทำให้ผมเห็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ คือ ข้าวจำนวนมหาศาลจะออกมาโดยไม่มีตลาด ปกติเราปลูกเพื่อบริโภคเองแค่ไม่เท่าไหร่ ไม่กี่ตัน ส่วนที่เหลือจำนวนมากเราก็ส่งออก แต่เพราะสถานการณ์โควิดด้วย เรื่องการขาดแคลนตู้สินค้าด้วย เราจึงส่งออกได้น้อยแล้วทำให้มีข้าวค้างอยู่ในโรงสีจำนวนมาก พอข้าวฤดูกาลใหม่ออกมาปรากฏว่า โรงสีเขาไม่สามารถรับซื้อข้าวได้เพราะมีอยู่เต็มโกดังแล้ว หรือถ้าจะรับซื้อก็อาจจะไม่พร้อมซื้อในราคาที่ดี แถมชาวนาเราต้นทุนเยอะ ทั้งค่าปุ๋ย ค่าเช่าที่ ค่าเกี่ยว หากโรงสีซื้อไม่ได้ชาวนาจะเอาเงินที่ไหนไปใช้หนี้จากต้นทุนที่มากมายขนาดนั้น มันเลยเสี่ยงมากโดยเฉพาะเกษตรเชิงเดี่ยวที่เน้นปลูกมากๆและปลูกแบบไม่ค่อยใส่ใจพื้นที่ที่ตนปลูก ดังนั้น เราควรลดพื้นที่เพาะปลูกลงและเอาใจใส่ให้ได้ผลผลิตมีคุณภาพมากขึ้น ผลผลิตต่อไร่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

กรณีข้าว ข้าวอาจจะไม่ได้มีความจำเป็นต้องควบคุมความผันผวนของคุณภาพขนาดนั้น แต่ปัญหาคือ ตลาด เราผลิตได้มากกว่าความต้องการในประเทศมากมหาศาล เราต้องส่งออก ซึ่งแน่นอนว่าตลาดโลกใหญ่มาก แต่เราก็มีคู่แข่งในตลาดโลกมากขึ้นทุกวัน และผู้ซื้อแต่ละที่เขาก็เริ่มหันมาพึ่งพาตัวเองมากขึ้นเช่นกัน ทำให้ในระยะยาวเราจะประสบปัญหา ดังนั้น ผมพูดง่ายๆเลยว่า “เมื่อโลกไม่พร้อมที่จะซื้อเราในราคาที่เราอยากขาย เราก็ลดการผลิตลงเสียเถิดและเพิ่มการผลิตส่วนที่เราขายในราคาที่เราอยากขายดีกว่า”

เรื่องพื้นที่การทำเกษตรก็สำคัญ ถ้าเราจะทำเกษตรเชิงเดี่ยว ปลูกอย่างเดียวทั้งหมด มันต้องเป็นเกษตรแปลงใหญ่ที่ใช้เทคโนโลยีออโตเมชั่นที่ดีที่สุด เพื่อให้สร้างคุณภาพที่ดีที่สุดและลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด แต่เราทำได้จริงกับทุกที่หรือไม่ ก็คงไม่ เราเลยต้องมีอีกตัวเลือกหนึ่งสำหรับแปลงเล็ก คือ ทำให้เป็น “วนเกษตร” (Agroforestry Farming) อย่าทำเกษตรเชิงเดี่ยวในที่ดินแปลงเล็ก เพราะมันเสี่ยงเกินไป

เราต้องพยายามให้คนที่พื้นที่แปลงเล็กเลิกทำเกษตรแปลงเดี่ยวหรือเลิกพึ่งพาน้ำฝนอย่างเดียว อาจต้องเสริมด้วยวนเกษตร เช่น ปลูกไม้มีค่ามาเสริม ปลูกไม้ประดับเสริม ปลูกไม้ยืนต้นแบบป่า วันนี้มีหลายท้องถิ่นช่วยกันปลูกไม้สักนับแสนต้นทำให้เกษตรกรในพื้นที่มีความมั่นคง เพราะไม้มีค่าเหล่านี้จะเป็นไม้บำนาญ มูลค่าจะเพิ่มขึ้นตามอายุ ถ้าหมู่บ้านหนึ่งทำได้ ทำไมตำบล อำเภอ จังหวัด หรือทั้งประเทศจะทำไม่ได้

เรื่องน้ำสำคัญที่สุด หลังจากน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 รัฐบาลยิ่งลักษณ์เลยเสนอโครงการบริหารจัดการน้ำขึ้นมาโดยให้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยกันเสนอเป็นโมดูล แก้น้ำท่วมน้ำแล้งน้ำเสียทั้งระบบ แต่กลับมีหน่วยงานหนึ่งมาฟ้องร้องจนศาลสั่งชะลอ และเมื่อเกิดรัฐประหาร เขาก็ตัดสินใจไม่ทำต่อ ทำให้น่าเสียดายที่ทำให้เราวางโครงสร้างพื้นฐานเรื่องน้ำไม่สำเร็จ

ผมไปพูดคุยกับเกษตรกรมากมาย รับฟังทุกเรื่อง เจอคนเก่งเยอะมาก เรียกได้ว่ามีทุกพื้นที่จริงๆ คนเก่งมีความรู้เรื่องเกษตร ผมเลยว่าพวกเขาไปทำนองเดียวกับคำพูดของอ.ปรีดีว่า “เมื่อผมมีอำนาจ ผมกลับไม่มีเวลามาฟังพวกคุณ แต่เมื่อผมมีเวลามาฟังพวกคุณ ผมก็ไร้ซึ่งอำนาจเสียแล้ว” ซึ่งผมยินดีที่จะฟังทุกคนทุกพื้นที่ เราต้องฟังให้มาก ฟังผู้รู้ตัวจริง ไม่ใช่ตัวแทนนักธุรกิจ ตัวแทนผู้ครอบงำผูกขาด เพราะเขาจะไม่เสนอทางออกใหม่มาหรอก สภาพตอนนี้ที่เป็นอยู่ทุนผูกขาดเหล่านี้เขากินดีอยู่ดีอยู่แล้ว ดังนั้นเราต้องไปฟังเกษตรกรแล้วต้องฟังอย่างจริงใจ

แนวทางการแก้ไขปัญหาเกษตรไทย

พรรคเพื่อเสนอสโลแกนเดียว คือ “เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส”

1. เพิ่มรายได้ อาจจะเป็นการเพิ่มราคาจากการเพิ่มคุณภาพด้วยเทคโนโลยี อาจจะเป็นการลดอุปทานสิ่งที่ล้นความต้องการของตลาด อาจจะเป็นการกระจายความเสี่ยงไม่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวสำหรับแปลงเล็ก อาจจะเป็นการจัดระบบในสิ่งที่เกิดในการระหว่างผลิตไม่ให้สูญเปล่า หรืออาจจะเป็นเรื่องใหม่ เช่น Carbon Credit ที่เกิดขึ้นจากการปลูกไม้มีค่าตามหัวไร่ปลายนา ต้องมีกระบวนการที่ทำให้เขามีรายได้จาก Carbon Credit

2. ลดรายจ่าย เราต้องขจัดการด้อยประสิทธิภาพใดที่มันแฝงและฝังอยู่ในกระบวนการผลิตของเกษตรกรออกไป มันจะต้องให้รายได้สุทธิของเขาสูงขึ้น

3. ขยายโอกาส โดยเฉพาะน้ำ เพราะน้ำคือชีวิต เราต้องให้มีระบบชลประทานของหมู่บ้าน ชุมชน เมื่อเขามีน้ำเขาจะคิดออกเองว่าเขาจะขยายไปทางไหน รวมทั้งเรื่องเงินทุนที่รัฐต้องพร้อมที่จะสนับสนุนให้เขาไปขยายต่อ
ดังนั้น การเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส คือ คำตอบสำหรับการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อคุณภาพชีวิตของเกษตรกรที่ดีขึ้นครับ

บทความก่อนหน้านี้ธรรมนัส-นฤมล ปักหมุดขอนแก่น ตั้งแกนนำพรรค สู้ศึกเลือกตั้ง ย้ำ พปชร.มีตัวแทนครบ 400 เขต