ธปท.ยันสภาพคล่องแบงก์ยังดี | ดันไทยฮับ “แอลเอ็นจี” ปี 2565 | ธกส.โอน 9 พัน ล.เข้าบัญชีชาวนา

แฟ้มข่าว

คลังไม่ขยายเพดานกู้ 1 ล้านล้าน

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การดำเนินการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 หรือ พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน 1 ล้านล้านบาทนั้น ขณะนี้วงเงินกู้ยังเพียงพอสำหรับช่วยเหลือ เยียวยา และชดเชยให้กับภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการและเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม จึงยังไม่จำเป็นต้องขยายกรอบการกู้เพิ่ม พร้อมกับมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เร่งเบิกจ่ายงบฯ ลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ปี 2564 หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติวงเงิน 2.85 แสนล้านบาท ตั้งเป้าหมายการใช้จ่าย 95% เพื่อเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้มากที่สุด โดยการขับเคลื่อนโครงการสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน เป็นโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (พีพีพี) ระหว่างปี 2559-2563 วงเงิน 8.31 แสนล้านบาท และโครงการปี 2563 ที่อยู่ระหว่างการนำเสนอและเตรียมเสนอกับคณะกรรมการพีพีพี 2.47 แสนล้านบาท รวมเป็น 1.1 ล้านล้านบาท

ธปท.ยันสภาพคล่องแบงก์ยังดี

น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 3/2563 พบว่า ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคง โดยมีเงินกองทุน เงินสำรองและสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง สามารถสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ โดยมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ และการผ่อนปรนการจัดชั้นลูกหนี้ ช่วยสนับสนุนการเติบโตของสินเชื่อ และชะลอการด้อยลงของคุณภาพสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ ขณะที่ผลประกอบการของระบบธนาคารพาณิชย์ปรับลดลง ซึ่งเป็นผลจากการกันสำรองระดับสูงต่อเนื่อง ทั้งนี้ ระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุน 2,959 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่ 19.8% เงินสำรองอยู่ระดับสูง 782.5 พันล้านบาท โดยอัตราเอ็นพีแอลอยู่ที่ 149.7% และอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องอยู่ที่ 184.9% ส่วนภาพรวมการเติบโตของสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 3 ขยายตัวในอัตราชะลอเล็กน้อย ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคอยู่ที่ 35.4% ของสินเชื่อรวม ขยาย 4.8%

ทั้งนี้ ธปท.อยู่ระหว่างปรับหลักเกณฑ์ เพื่อให้เงินกู้ซอฟต์โลนของ ธปท.ปล่อยได้มากขึ้น และอยู่ภายใต้ พ.ร.ก.ซอฟต์โลน 5 แสนล้านบาท โดย ธปท.พยายามออกให้ทันภายในปีนี้

ดันไทยฮับ “แอลเอ็นจี” ปี 2565

นายวุฒิกร สติฐิต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ภายในปี 2565 ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันอุตสาหกรรมก๊าซแอลเอ็นจี รวมทั้งดึงดูดภาคการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ (ไมซ์) เนื่องจากจะมีกลุ่มผู้ประกอบการก๊าซแอลเอ็นจี เดินทางมาประชุมท่องเที่ยว โดยแผนทั้งหมดจะส่งผลให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น 16,000 คนต่อปี สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวม คิดเป็นมูลค่าประมาณ 165,000 ล้านบาทภายใน 10 ปี อย่างไรก็ตาม การเป็นศูนย์กลางการซื้อขายแอลเอ็นจี จะเริ่มเห็นปริมาณการนำเข้าและส่งออกที่คึกคักมากขึ้นในปี 2565 ปตท.จึงเชื่อมั่นว่าประเทศไทยเหมาะสมการเป็นฮับการซื้อขายแอลเอ็นจี เนื่องจากไทยมีจุดยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบ เช่น เรื่องพื้นที่ตั้ง มีโครงสร้างพื้นฐานที่มีความพร้อม ทั้งท่าเรือ คลัง มีปริมาณความต้องการใช้แอลเอ็นจีในแถบภูมิภาค จากปัจจุบันมีคู่แข่ง อาทิ สิงคโปร์ ที่ปริมาณการซื้อขาย แต่ไม่มากเท่าไทย ขณะที่เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ประกาศตัวเป็นฮับเช่นกัน

ปี 2564 เปิดสนามบินเบตง

นายเจือ ราชสีห์ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า คณะทำงานเร่งรัดการเปิดใช้งานท่าอากาศยานเบตง ของกรมท่าอากาศยาน (ทย.) คาดว่า สนามบินเบตงจะไม่สามารถเปิดให้บริการได้ทันตามเป้าหมายในเดือนธันวาคม 2563 อาจต้องเลื่อนไปเปิดให้บริการในช่วงต้นปี 2564 เนื่องจาก ทย.ต้องเข้าไปดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องด้านการบริหารความปลอดภัยด้านการบิน จำนวน 72 ข้อ ซึ่งสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ตรวจพบตามข้อกำหนดขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) ทั้งนี้ สนามบินเบตงยังติดปัญหาต้องเร่งแก้ไขข้อบกพร่อง 72 ข้อก่อน ซึ่ง ทย.ต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้แล้วเสร็จ และเสนอแผนการแก้ไขปัญหากลับมาให้ กพท.พิจารณาภายใน 1 เดือน โดย กพท.จะใช้เวลาอีก 1 เดือนพิจารณาว่าปัญหาข้อบกพร่องแก้ไขครบถ้วนหรือไม่ หากครบถ้วนคาดว่าจะเปิดสนามบินเบตงได้ช่วงต้นปี 2564 ส่วนเรื่องแผนธุรกิจการทำการบิน โดยเฉพาะข้อเสนอของนกแอร์ให้รัฐบาลประกันจำนวนผู้โดยสารในระยะแรกไม่น้อยกว่า 75% และระยะถัดไป 60% ได้มอบให้ ทย.ไปหารือกับหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ หอการค้าจังหวัด สำนักงานท่องเที่ยวจังหวัด เพื่อให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว

ทดลองวิ่งสายสีแดงฟรี มี.ค.2564

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้รายงานความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต และช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ให้กับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (ไจก้า) ประจำประเทศไทย รับทราบ โดยเตรียมเปิดทดลองวิ่งเสมือนจริงในเดือนมีนาคม 2564 และให้บริการฟรี 3 เดือน ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2564 ก่อนที่จะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์เดือนพฤศจิกายน 2564 โดยในส่วนสถานีกลางบางซื่อ จะเปิดให้บริการก่อนมีการเปิดเดินรถเสมือนจริง ทั้งนี้ ยืนยันว่าค่างานก่อสร้างที่เพิ่มเติม (วีโอ) ขณะนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) อยู่ระหว่างดำเนินการหารือทั้งกระทรวงการคลังและสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการตามระเบียบกฎหมายให้ดีที่สุด และยืนยันจะไม่กระทบกับการเดินรถไฟฟ้าสายสีแดงอย่างแน่นอน

ธกส.โอน 9 พัน ล.เข้าบัญชีชาวนา

นายกษาปณ์ เงินรวง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2563/2564 (รอบที่ 1) เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน เป็นงวดแรกที่ได้จ่ายชดเชยส่วนต่างราคาประกันข้าวเปลือกให้กับเกษตรกรที่มีคุณสมบัติถูกต้องที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว จำนวน 871,869 ราย คิดเป็นเงิน 9,298 ล้านบาท ซึ่งโครงการนี้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและป้องกันความเสี่ยงด้านราคาไม่ให้ประสบปัญหาขาดทุน ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณ 18,096 ล้านบาท จำนวนเกษตรกรที่จะได้รับประโยชน์กว่า 4.04 ล้านราย โดยโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวแต่ละชนิดรับเงินส่วนต่าง

ซึ่งการคำนวณราคาข้าวขณะนี้ ถ้าชาวนาปลูกข้าวเปลือกหอมปทุมธานี จะได้รับเงินส่วนต่างสูงสุดถึง 26,674 บาท ข้าวเหนียวเปลือกจะได้รับเงินส่วนต่างสูงสุด 33,349 บาท ข้าวเปลือกเจ้าได้รับเงินส่วนต่างสูงสุด 36,670 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลิจะได้รับเงินส่วนต่างสูงสุด 34,199 บาท ถึง 40,756 บาท

บทความก่อนหน้านี้วิษณุ ให้ฝ่ายมั่นคงประเมิน ประกาศกฎอัยการศึกทั่วปท. ชี้นอกจากบิ๊กตู่ ผบ.ทบ.ก็มีอำนาจ
บทความถัดไปอดีตพุทธะอิสระ วอนคนรักชาติอยู่ในที่ตั้ง อย่าถูกม็อบปั่นหัว หวังปะทะให้รุนแรง