นักระบาดวิทยาสหรัฐฯชี้ อัตราเสียชีวิตจากโควิด-19 ต่ำกว่าคาดไว้ในตอนแรก

วันที่ 29 พฤษภาคม 2563 เว็บไซต์สถานีวิทยุแห่งชาติของสหรัฐฯรายงานว่า ผศ.เคทลีน ริเวอร์ส นักระบาดวิทยาจากศูนย์ความมั่นคงสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ในสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยจากการศึกษาและติดตามการระบาดของโควิด-19 ที่ระบาดไปทั่วโลกรวมถึงในสหรัฐฯที่ตอนนี้มีผู้ติดเชื้อกว่าล้านคนว่า จากหลักฐานที่รวบรวมได้มาทั้งการทดสอบหลายตัวอย่างนั้น ได้ตรวจพบแอนติบอดี้ต่อเชื้อโคโรน่าไวรัสในเลือดของมนุษย์มากกว่าพบในตัวเชื้อไวรัสเอง ซึ่งจะย้ำสมมติฐานว่า เชื้อไวรัสนี้มีความปกติมากและก่อเกิดอัตราการเสียชีวิตได้น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก

ผศ.ริเวอร์สกล่าวว่า การทดสอบจากตัวอย่างที่พบในพลเมืองสหรัฐฯจำนวนมากที่แสดงว่าติดเชื้อแต่ไม่มีอาการรุนแรง และเมื่อการติดเชื้อที่ไม่รุนแรงเหล่านี้รวมอยู่ในสถิติโคโรน่าไวรัสนั้น ไวรัสกลับปรากฎว่ามีความอันตรายน้อยมาก

“ประมาณปัจจุบันที่ดีที่สุดสำหรับความเสี่ยงในการติดเชื้อขั้นรุนแรงอยู่ระหว่าง 0.5-1%” ผศ.ริเวอร์ส กล่าว

การประมาณการครั้งใหม่นี้ สนับสนุนการประเมินในตอนแรกของ ดร.แอนโทนี ฟาวซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติและเป็นหัวหน้าทีมเฉพาะกิจรับมือโควิด-19 ของทำเนียบขาวซึ่งในวารสารทางการแพทย์ The New England Journal of Medicine ฉบับปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ในบทบรรณาธิการ ดร.ฟาวซีและทีมงานค้นพบว่า อัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19 อาจประเมินได้ว่ามีค่าน้อยกว่า 1%

อีกทั้งการค้นพบนี้ ได้ออกมาสวนทางกับอัตราการเสียชีวิตที่ตอนแรกที่ประเมินว่าสูงถึง 5% โดยอิงจากการคำนวณที่รวมเฉพาะคนที่ป่วยพอที่จะได้รับการวินิจฉัยด้วยการทดสอบซึ่งตรวจจับการมีอยู่ของไวรัสในร่างกาย

อย่างไรก็ตาม ผศ.ริเวอร์สกล่าวว่า แม้ไวรัสจะก่อเกิดอัตราการเสียชีวิตได้น้อยกว่า 1% แต่ก็ยังเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงอยู่ เพราะถือว่ามีความรุนแรงมากกว่าไข้หวัดตามฤดูกาลหลายเท่า

การค้นพบหลักฐานใหม่นี้ เกิดขึ้นในมลรัฐอินเดียน่า ซึ่งได้ดำเนินการตรวจเชื้อจำนวนมากในเฟสแรกเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมเสร็จสมบูรณ์แล้ว

 


พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์, ศิลปวัฒนธรรม และเทคโนโลยีชาวบ้าน ลดราคาทันที 40% ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย. 63 เท่านั้น! คลิกดูรายละเอียดที่นี่

บทความก่อนหน้านี้‘บิ๊กป้อม’ ถกโอลิมปิคไทย เตรียมบูมกีฬา กระตุ้นเศรษฐกิจ! หลังโควิด19
บทความถัดไป‘เอ็นเอสเอ’ เผยแฮกเกอร์รัสเซียเจาะผ่านช่องโหว่ “ลีนุกซ์” ตั้งแต่ปี 2019