งัดยาแรง ห้ามส่งออกหน้ากากอนามัย ดัดหลังรง.ผู้ผลิต-เร่งกระจายให้รพ.

กกร.ทบทวนมติหันใช้ยาแรง “ระงับ” ส่งออกหน้ากากอนามัย 3 เดือนจนถึง 30 มิ.ย. หลังพบเอกชนแอบเลี่ยงเงื่อนไขขออนุญาตส่งออกไม่ถึง 500 ชิ้น แต่อนุญาตให้ส่งออกได้ 1 ราย เหตุผลิตเพื่อส่งออกตามคำสั่งเจ้าของลิขสิทธิ์

นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน ในฐานะเลขาฯคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ประชุม กกร.ได้มีมติ “ห้าม” การส่งออกหน้ากากอนามัยทุกรายการไม่ว่าจะกี่ชิ้น นับตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ถึง 30 มิถุนายน 2563 โดยการประชุมของ กกร.ครั้งนี้ เป็นการ “ทบทวน” มติเดิมที่ออกไว้เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่อนุญาตให้ผู้ที่ต้องการส่งออกหน้ากากอนามัย ซึ่งเป็นสินค้าควบคุม ในปริมาณ 500 ชิ้นสามารถขออนุญาตส่งออกได้ หากได้รับการอนุญาตจากเลขานุการ กกร. ตามความเห็นของ กกร. แต่ภายหลังกลับพบว่า มีผู้ส่งออกใช้วิธีการหลบเลี่ยงเงื่อนไขโดยแจ้งปริมาณการส่งออกต่ำกว่า 500 ชิ้นเข้ามาประมาณ 10 ราย

ทั้งนี้มีผู้ค้าขออนุญาตส่งออกหน้ากากอนามัยเข้ามาเป็นจำนวน 100 ราย หรือคิดเป็นจำนวนหน้ากาก 32.68 ล้านชิ้น แต่ทางคณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตให้ส่งออกได้เพียง 1 รายจำนวน 2.1 ล้านชิ้นคือ ผู้ส่งออกหน้ากากที่มีคุณลักษณะหรือสเป็กที่ไม่ได้ใช้ในประเทศและมีข้อจำกัดด้านลิขสิทธิ์ของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ว่าจ้างผลิต แต่ผู้ผลิตรายดังกล่าวก็พร้อมปรับการผลิตตามเงื่อนไขที่ขอ กล่าวคือ จะผลิตให้ผู้ซื้อภายในประเทศจำนวนไม่น้อยกว่า 7.2 ล้านชิ้น “โดยสมัครใจ”

อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ผลิตหน้ากากอนามัยที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เข้ามาขออนุญาตส่งออกอีก 3 ราย แต่อนุญาตไป 1 ราย อีก 2 รายอยู่ระหว่างการพิจารณาตามเงื่อนไขที่กำหนด และมีผู้ขอถอนการขออนุญาตส่งออกหน้ากากอนามัยไปอีก 8 รายปริมาณ 11 ล้านชิ้น ดังนั้นจึงเหลือปริมาณที่ขอส่งออก 32.68 ล้านชิ้น เหตุที่ขอถอนตัวเนื่องจากเมื่อตรวจสอบสต๊อกผู้ขออนุญาตไว้ไม่มีสินค้าตามที่ขออนุญาต ดังนั้นขณะนี้จึงมีจำนวนหน้ากากอนามัยที่ขออนุญาตส่งออกเพียง 20 ล้านกว่าชิ้นเท่านั้น

ส่วนประกาศ กกร.ที่กำหนดให้ผู้ผลิตต้องปันส่วนการผลิตหน้ากากอนามัย 50 : 50 สำหรับขายในประเทศให้กับศูนย์บริหารจัดการหน้ากากอนามัย กรมการค้าภายใน ในราคาไม่เกินชิ้นละ 2 บาทนั้น นายวิชัยกล่าวว่า ราคานี้คำนวณจากต้นทุนที่ผลิตจริงแล้ว ก่อนที่จะเกิดภาวะไวรัสต้นทุนหน้ากากต่ำกว่า 2 บาท จำหน่ายหน้าโรงงานก็ถูกกว่ามาก “เราพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นราคาที่เหมาะสม” และหน้ากากจำนวนนี้จะกระจายไปให้โรงพยาบาลที่ประสบปัญหาขาดแคลนด้วย

สำหรับแผนจัดสรรหน้ากากของศูนย์บริหารจัดการฯ แบ่งเป็น องค์การเภสัชกรรม-โรงพยาบาล 3.5 ล้านชิ้น, ร้านธงฟ้าลดค่าครองชีพ 1.8 ล้านชิ้น, การบินไทย 180,000 ชิ้น, สมาคมร้านขายยา 175,000 ชิ้น รวมเดือนกุมภาพันธ์ 2563 กระจายไปแล้ว 12 ล้านชิ้น และในเดือนมีนาคมจะมีหน้ากากอนามัยสำหรับจัดสรร 15 ล้านชิ้น ปรากฏจนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 มีผู้แจ้งสต๊อกเข้ามาเป็นจำนวน 74 ราย มีสต๊อกรวม 28 ล้านชิ้น

บทความก่อนหน้านี้“ชูวิทย์” เย้ย “อนาคตใหม่” ประเทศนี้มีความยุติธรรม ซัด “ธนาธร” คิดสู้อำนาจรัฐ แต่ตกม้าตาย
บทความถัดไปE-DUANG : ​​​นิวคัมเมอร์ บนสนาม การเมือง ​​​หลัง คำสั่งยุบ “อนาคตใหม่”