‘สนธิรัตน์’ดึงไฟสำรองหนุนลดค่าตั๋ว ช่วยปชช.ใช้บีทีเอส-เอ็มอาร์ทีถูกลง

“สนธิรัตน์”ปักธงปี63 สั่งขรก.เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก หวังลดค่าครองชีพคนไทยทั้งปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน-ก๊าซฯ ดึงไฟสำรอง 30% ลดค่าไฟกดค่าตั๋วโดยสารรถไฟฟ้าบนดิน-ใต้ดินลดลง ดันราคาสินค้าเกษตรมุ่งเป้าปาล์ม อ้อย มันสำปะหลัง ผุดโรงไฟฟ้าชุมชน7-8หมื่นลบ.

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษ”นโยบายพลังงานเพื่อทุกคน” ในงานสัมมนาการสื่อสารนโยบายพลังงานสู่การปฏิบัติปี 2563 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพฯ ว่า ได้มอบหมายให้ข้าราชการกระทรวงฯโดยเฉพาะพลังงานจังหวัดเดินหน้านโยบายพลังงานที่มุ่งเน้นพลังงานเพื่อทุกคน มีเป้าหมายระยะสั้นในปี 2563 ให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เป็นรูปธรรมได้แก่ การลดค่าครองชีพของประชาชนด้านพลังงาน ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยอยู่ระหว่างปรับปรุงโครงสร้างราคาพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซให้เกิดความเป็นธรรม รวมถึงเตรียมจะดึงไฟฟ้าสำรองที่เหลือเกินความต้องการใช้ราว 30% มาลดค่าไฟให้กับระบบขนส่งมวลชนทั้งรถไฟฟ้าบนดิน(บีทีเอส)และใต้ดิน(เอ็มอาร์ที)ภายใต้เงื่อนไขต้องงนำมาลดค่าบัตรโดยสารให้กับผู้บริการ

“เมื่อเร็วๆนี้ได้หารือกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อตั้งคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติในการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า(อีวี)อย่างเป็นระบบเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่าน ส่วนสำรองไฟที่เหลือที่จะส่งผ่านมายังระบบขนส่งสาธารณะ เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการใช้รถไฟฟ้าในอนาคต”นายสนธิรัตน์กล่าว

นายสนธิรัตน์กล่าวว่า จะมุ่งยกระดับราคาสินค้าเกษตรผ่านกลไก 3 มิติได้แก่ 1.พืชพลังงานชีวภาพ(ไบโอดีเซล เอทานอล) กำหนดให้ดีเซลบี 10 เป็นน้ำมันพื้นฐานเริ่ม 1 มกราคม 2563 ดูดซับน้ำมันปาล์มดิบ(ซีพีโอ)ยกระดับราคาปาล์ม และเตรียมทำเรื่องอ้อยและมันสำปะหลังในส่วนของเอทานอลผสมเบนซิน ยกระดับน้ำมันอี 20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน เบื้องต้นอาจลดชนิดน้ำมันกลุ่มเบนซินลง 1 ประเภท 2.ส่งเสริมปลูกพืชเป็นพลังงาน อาทิ ไผ่ หญ้าเนเปียร์ และ3.วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เกิดมูลค่าเพิ่มด้านพลังงาน อาทิ ซังข้าวโพด ขณะเดียวกันจะมุ่งขับเคลื่อนโรงไฟฟ้าชุมชน จะเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)พิจารณาวันที่ 16 ธันวาคมนี้ คาดว่าปี 2563 เฟสแรกจะเกิดการลงทุนโรงไฟฟ้าราว 7-8 หมื่นล้านบาทจากเป้าหมาย 1,000 เมกะวัตต์ใน 3 ปี กำหนดให้ชุมชนมีส่วนร่วมขายไฟเข้าระบบ(ออน กริด)และรับซื้อเชื้อเพลิงจากภาคเกษตรระบบคอนแทรกฟาร์มมิ่ง

นอกจากนี้จะมุ่งการมีเอกสารสิทธิ์ผู้ไฟฟ้าบริเวณชายแดน สายส่งไฟฟ้า ไม่มีไฟใช้ 40 จังหวัด 662 หมู่บ้าน และพื้นที่อยู่ปลายสายส่งเกิดปัญหาไฟตกไฟดับบ่อย 11 จังหวัด 52 หมู่บ้าน โดยจะทำกรอบสนับสนุนผ่านกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พัฒนาสถานีพลังงานชุมชนที่ไม่ขายไฟผ่านการไฟฟ้า(ออฟ กริด) นำพลังงานจากแสงอาทิตย์ ชีวมวล ขยะ มาบริหารจัดการในกิจกรรมต่างๆ ลดรายจ่ายด้านพลังงานและสร้างรายได้ชุมชน ส่วนการขับเคลื่อนความมั่นคงพลังงานระยะยาว จะผลักดันยุทธศาสตร์ให้ไทยเป็นฮับภูมิภาค ทั้งการซื้อขายไฟฟ้า และก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) และเจรจาการพัฒนาพื้นที่ปิโตรเลียมทับซ้อนไทย-กัมพูชา ตั้งเป้าเกิดขึ้นในปี 2563

บทความก่อนหน้านี้‘วราวุธ’ ลั่น อย่ามาเล่นเกมสมมติ ‘ปรับครม.’ ขอให้ถึงเวลาก่อน ค่อยมาคุย
บทความถัดไปคลังเผยอากาศหนาว-นักท่องเที่ยวแห่เที่ยวเหนือดันยอดใช้จ่ายชิมช้อปใช้พุ่งทะลุ 2 หมื่นล้าน