คลังเปิดลงทะเบียนชิมช้อปใช้เฟส2 สัปดาห์หน้า หลังชงครม. 22 ต.ค. เพิ่มแคชแบ็คกระตุ้นใช้กระเป๋า 2

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า  ขณะนี้คณะทำงานชิมช้อปใช้ เสนอมาตรการชิมช้อปใช้เฟส 2 ไปให้นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณาแล้ว โดยนำเสนอครม.วันที่ 22 ตุลาคม หลังจากนั้นเปิดให้ลงทะเบียนทันทีวันที่ 23 ตุลาคม โดยการลงทะเบียนดำเนินการเหมือนเฟสแรก ลงทะเบียนผ่าน www.ชิมช้อปใช้.com และสามารถลงทะเบียนสาขาของธนาคารกรุงไทย เปลี่ยนเวลาให้ลงทะเบียนจาก 0.01 น. เป็นเวลาทำการแทน

นายลวรณ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในเฟส 2 เน้นให้ประชาชนใช้จ่ายในกระเป๋า 2 โดยอาจจะคืนเงินมากกว่าเฟสแรก กำหนดคืนเงิน 15% หรือไม่เกิน 4,500 บาท ของการใช้จ่าย 3 หมื่นบาท โดยยืนยันว่าเฟส 2 นั้นไม่มีเรื่องของการลดหย่อนภาษีเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนจำนวนผู้ประชาชนให้มาลงทะเบียนในเฟส 2 น้อยกว่าในเฟสแรก เพราะเท่าที่ประเมินประชาชนมีกำลังใช้จ่ายเพิ่มเติมอยู่ที่ประมาณ 10-11 ล้านคน  โดยในเฟสแรกมีการลงทะเบียนไปครบแล้ว แต่พบว่ามีผู้ที่ไม่ยอมมาใช้สิทธิ์ภายใน 14 วันประมาณ 4.3 แสนคน และมีผู้ที่ไม่ยืนยันตัวตนในแอพพลิเคชันเป๋าตังประมาณ 3.4 แสนคน โดยผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์มีประมาณ 7-8 หมื่นคนต่อวัน

นายลวรณ กล่าวว่า ขณะนี้มีการใช้จ่ายเงินในชิมช้อปใช้กว่า 8.2 พันล้านบาท จากวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท โดยงบประมาณขอไว้ประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท พบว่ายังมีเงินที่เหลือจากเฟสแรกที่สามารถดำเนินการต่อเนื่องในเฟส 2 ดังนั้นงบประมาณขอในเฟส 2 คงไม่มาก ทั้งนี้สิทธิ์ประโยชน์จะให้กลุ่มคนลงทะเบียนเฟส 2 นั้นคนที่ลงทะเบียนไว้ในเฟสแรกก็จะได้ด้วย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับคนที่ลงทะเบียนไว้เฟสแรก

นายลวรณ กล่าวว่า จากการใช้จ่ายในเฟสแรกพบว่าประชาชนไม่ค่อยใช้เงินในกระเป๋า 2 พบปัญหาเช่น ประชาชนบางคนไม่ทราบว่ามีกระเป๋า 2 นอกจากนี้การเติมเงินที่อาจยุ่งยาก ดังนั้นปรับระบบการเติมเงินให้สามารถดำเนินการผ่านตู้เอทีเอ็มได้ด้วย  สำหรับการเติมเงินในกระเป๋า 2 นั้นสะดวกและรวดเร็ว สามารถเติมเงินผ่านการสแกน QR Code ได้ทุกธนาคาร หรือกรอกตัวเลข g-Wallet 15 หลักผ่าน mobile banking ของธนาคารต่างๆ ได้ เช่น หากใช้ของธนาคารกรุงไทยและธนาคารทหารไทยให้เลือกเมนูโอนเงินพร้อมเพย์ (Transfer) หากใช้ของธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารออมสินให้เลือกเมนูเติมเงินพร้อมเพย์ (Top up) เป็นต้น

นายลวรณกล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินการเฟสแรกนั้น มีการส่ง SMS ยืนยันให้กับผู้ได้รับสิทธิ์ครบ 10 ล้านรายแล้ว โดยมีผู้เข้ายืนยันตัวตนในแอปพลิเคชันเป๋าตัง  9.6 ล้านคน โดยยืนยันตัวตนสำเร็จ 9.2 ล้านคน ผ่านทั้งช่องทางแอพพลิเคชันและที่สาขา ซึ่งการใช้จ่าย 19 วันแรก มีผู้ใช้สิทธิ์ 8.5 ล้านคน ใช้จ่ายรวม 8.3 พันล้านบาท เป็นการใช้จ่ายกระเป๋า 1 ประมาณ 8.1 พันล้านบาท และการการใช้จ่ายกระเป๋า2  ประมาณ 113 ล้านบาท โดยเป็นการใช้จ่ายในร้านค้าขนาดเล็กตามถึง 82% หรือ 6.8 พันล้านบาท และการใช้จ่ายในร้านค้าขนาดใหญ่ที่มีหลายสาขามีสัดส่วนลดลงอย่างต่อเนื่องจากช่วงเริ่มต้นมาอยู่ที่ 18% หรือ 1.4 พันล้านบาท โดยมีการใช้จ่ายกระจายครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ ไม่ได้กระจุกตัวเฉพาะในเมืองใหญ่ โดยการใช้จ่ายในกรุงเทพฯ คิดเป็นเพียง 13%

นายลวรณ กล่าวต่อว่า เป้าหมายของมาตรการชิมช้อปใช้ เป็นการพยุงเศรษฐกิจไทยในระยะสั้นไม่ให้ชะลอตัวลงตามเศรษฐกิจโลก ผ่านการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว โดยให้แรงจูงใจดึงผู้มีกำลังซื้อออกมาเดินทาง กระจายเม็ดเงินไปยังเศรษฐกิจฐานรากและเกิดความคึกคักในการจับจ่าย ซึ่งการใช้จ่ายงบประมาณในการสร้างแรงจูงใจจะคุ้มค่าเพราะก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมในระบบเศรษฐกิจ ในการบริโภคเอกชนซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งมีการช่วยเหลือในภาคส่วนอื่น เช่น เกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรวมทั้งภาครัฐยังคงมีการลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำอย่างต่อเนื่อง

บทความก่อนหน้านี้‘อุตตม’ มั่นใจเสียงรัฐบาลผ่านร่างพ.ร.บ.งบฯ 63 ลั่น พร้อมแจงงบประมาณ-ฟังข้อเสนอทุกฝ่าย
บทความถัดไป‘ประธานป.ป.ช.’ เผยยึดตามขั้นตอน-หลักฐาน สอบจริยธรรม ‘บิ๊กแดง-ธนาธร’