‘ธรรมนัส’ ยันไม่เคยค้าเฮโรอีน แค่พบยา แต่ไม่แจ้ง จนท. ท้าตรวจเอกสารออสเตรเลีย

“ธรรมนัส” เปิดใจ ไม่ใช่มาเฟีย โดนแค่ข้อหาพบยาเสพติด ไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ คุก 8 เดือน โวยสื่อ อวตารเล่นงาน เป้าหมายจ้องล้มรัฐบาล

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 11 ก.ค. ที่หอประชุมใหญ่ทีโอที ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการได้รับตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ ว่า สำหรับข้อกล่าวหาในเรื่องของการค้ายา ที่โดนจับในประเทศออสเตรเลียนั้น ถือเป็นเรื่องโอละพ่อ ยืนยันว่าไม่ใช่คนที่นำเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย ไม่ได้เป็นผู้ผลิตยาเสพติด และไม่ได้เป็นผู้จำหน่ายแต่อย่างใด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน เริ่มจากที่ตนเดินทางไปเที่ยวนครซิดนีย์ ออสเตรเลีย โดยได้รับคำเชิญจากพี่คนหนึ่งที่ทำงานอยู่ใน ป.ป.ส.ของสหรัฐ จากนั้นตนจึงเดินทางเข้าออสเตรเลียโดยผ่านการตรวจค้นอย่างถูกต้องทุกขั้นตอน ไม่เป็นไปอย่างที่สื่อมวลชนได้รับทราบข้อมูลจากสื่ออวตารที่พยายามโจมตีอยู่ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องโอละพ่อ

“แต่ผมมีความโชคร้าย เพราะคนที่ถูกจับนั้น กลับอยู่ที่เดียวกับที่ผมอยู่ด้วย ผมจึงโดนข้อหารู้ว่ามียาเสพติด แต่ไม่แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรับทราบ ไม่ได้โดนข้อหาผลิตยาเสพติดและนำเข้ายาเสพติด ผมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหามาตลอด และถูกคุมขังประมาณ 8 เดือน จนถูกปล่อยออกมาใช้ชีวิตตามปกติในนครซิดนีย์ 4 ปีเต็มๆ ก่อนจะถูกส่งตัวกลับมาประเทศไทย เพราะนายกเทศมนตรีนครซิดนีย์ ไม่ต้องการให้คนเอเชียที่ตั้งตัวเป็นกลุ่มก้อน ไม่มีที่พักพิงเป็นหลักแหล่งอยู่ ผมจึงถูกส่งตัวกลับมา แต่ไม่ได้มารับโทษ”

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า สื่อมวลชนสามารถตรวจสอบหลักฐานต่างๆ จากศาลของออสเตรเลียได้ว่า เป็นความจริงหรือไม่ เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องโอละพ่อ และถือเป็นตราบาปที่ตนไม่เคยพูดมาตลอด 30 ปี เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประมาณปี 2535 หรือ 2536 แต่สื่ออวตารกลับโจมตีว่า ตนต้องกลับมารับโทษในประเทศไทย และตอนนี้ตนรู้หมดแล้วว่า ใครอยู่เบื้องหลังความพยายามที่จะล้มตนให้ได้ เพราะสื่อมวลชนเองก็ทราบดีว่า ตนเป็นกำลังหลักในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีบทบาทในการขับเคลื่อนและประสานงาน ซึ่งหากล้มตนได้ รัฐบาลก็สั่นคลอน เพราะหลายเรื่องที่ได้ประสานงานไว้นั้นถือเป็นความลับที่ตนรู้เพียงคนเดียว

“เขารู้ว่าผมเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่จะเอาเลือดไปหล่อเลี้ยงในหัวใจของรัฐบาล จึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อล้มผม ผมรู้หมดแล้วว่าใครอยู่เบื้องหลัง และเรื่องนี้ต้องปล่อยให้กฎหมายบ้านเมืองจัดการต่อไป คนที่อยู่เบื้องหลังไม่ใช่คนในพรรคพลังประชารัฐ ผมรู้ตัวหมดแล้วแต่ขอปิดเป็นความลับ เพราะกำลังดำเนินคดีอยู่ และยืนยันว่าเป็นกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม เป้าหมายเพื่อที่จะล้มล้างรัฐบาล”

ส่วนกรณีที่เคยถอดยศมาก่อนนั้น ร.อ.ธรรมนัสได้โชว์หนังสือการเลื่อนยศ โดยกล่าวว่า เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2541 กระทรวงกลาโหมได้เลื่อนยศให้ตนขึ้นเป็น ร.อ. ไม่ใช่ใช้ยศ ร.อ.นำหน้า โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรที่มีคนปรามาสว่า กระทรวงเกษตรฯ ยุคใหม่เป็นกระทรวงมาเฟีย ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า คนเรานั้น อยากถามว่า สามารถทำอดีตให้เป็นปัจจุบันได้หรือไม่ แต่สิ่งที่จะพิสูจน์คือ ในอนาคตตนจะทำอะไรให้แผ่นดินบ้าง ไม่ใช่เอะอะก็กล่าวหากันว่า มาเพีย นักเลง คนใจนักเลงอย่างตน ลองให้ได้ทำงานดูก่อน หากทำไม่ได้เรื่อง แล้วจะพิจารณาตัวเอง ที่ผ่านมาพูดมาโดยตลอดว่า ไม่จำเป็นต้องรับตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะหลังจากประสบความสำเร็จทางธุรกิจก็ทำงานเพื่อสังคมมาตลอด แต่คนพะเยาให้ความไว้วางใจตน และตนในฐานะประธานยุทธศาสตร์ภาคเหนือของพรรคก็ได้รับปากประชาชนไว้มากมาย ซึ่งเมื่อนายให้มาเป็นรัฐมนตรีก็ต้องทำให้ดีที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีความมั่นใจว่ามีคุณสมบัติเหมาะเป็นรัฐมนตรี ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ตนเป็นลูกชาวนา อยู่กับดินมา การเกษตรคือสิ่งที่อยู่กับดิน ดังนั้นจึงเข้าใจพื้นฐานของประชาชน ในการเป็นเกษตรกรรู้ว่าปัญหาคืออะไร และอะไรคือสิ่งที่เกษตรกรต้องการ

ผู้สื่อข่าวถามว่าสังคมตั้งข้อสังเกตเรื่องคดีความต่างๆ จะพิสูจน์ตัวเองอย่างไร ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ในเรื่องคดีความต่างๆ เรื่องต่างประเทศได้ชี้แจงไปแล้ว สำหรับประเทศ ไม่มีประวัติอาชญากรรมใดๆ ทั้งสิ้น ถึงแม้จะถูกกล่าวหาพาดพิง เป็นเรื่องปกติ ที่ตนมีเพื่อนใต้บังคับบัญชาจำนวนมาก ตนเป็นคนกว้างขวาง เพื่อนฝูงเยอะ และเป็นคนใจกว้าง บางครั้งการคบคนโน้นคนนี้ตนไม่ได้กรอง ดังนั้นเมื่อเขานำภัยมาหาเรา ตนไม่โทษคนโน้น คนนี้ ไม่ใช่วิถี เพราะวิถีของตนต้องแก้ปัญหาให้จบด้วยตัวเอง ด้วยกระบวนการยุติธรรม ตนไม่เคยมีคดีค้างในชั้นศาล ตนได้ใช้กระบวนการยุติธรรมพิสูจน์ตัวเองมาทุกเรื่องทุกสถานการณ์ และตนไม่เคยละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับ และชีวิตของตนผ่าน พ.ร.บ.ล้างมลทิน มาหลายฉบับแล้ว ตนเคยสมัคร ส.ส.รายชื่อกับพรรคการเมืองหนึ่ง หากไม่มีการรัฐประหารครั้งที่แล้ว ก็คงได้เป็น ส.ส. ทำไมถึงไม่มีปัญหา แต่ทำไมถึงมีปัญหาในครั้งนี้ และไม่ถูกโจมตีอะไรเลย

“ธรรมนัส” เปิดใจ ไม่ใช่มาเฟีย โดนแค่ข้อหาพบยาเสพติด ไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ คุก 8 เดือน โวยสื่อ อวตารเล่นงาน เป้าหมายจ้องล้มรัฐบาล

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 11 ก.ค. ที่หอประชุมใหญ่ทีโอที ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการได้รับตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ ว่า สำหรับข้อกล่าวหาในเรื่องของการค้ายา ที่โดนจับในประเทศออสเตรเลียนั้น ถือเป็นเรื่องโอละพ่อ ยืนยันว่าไม่ใช่คนที่นำเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย ไม่ได้เป็นผู้ผลิตยาเสพติด และไม่ได้เป็นผู้จำหน่ายแต่อย่างใด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน เริ่มจากที่ตนเดินทางไปเที่ยวนครซิดนีย์ ออสเตรเลีย โดยได้รับคำเชิญจากพี่คนหนึ่งที่ทำงานอยู่ใน ป.ป.ส.ของสหรัฐ จากนั้นตนจึงเดินทางเข้าออสเตรเลียโดยผ่านการตรวจค้นอย่างถูกต้องทุกขั้นตอน ไม่เป็นไปอย่างที่สื่อมวลชนได้รับทราบข้อมูลจากสื่ออวตารที่พยายามโจมตีอยู่ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องโอละพ่อ

“แต่ผมมีความโชคร้าย เพราะคนที่ถูกจับนั้น กลับอยู่ที่เดียวกับที่ผมอยู่ด้วย ผมจึงโดนข้อหารู้ว่ามียาเสพติด แต่ไม่แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรับทราบ ไม่ได้โดนข้อหาผลิตยาเสพติดและนำเข้ายาเสพติด ผมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหามาตลอด และถูกคุมขังประมาณ 8 เดือน จนถูกปล่อยออกมาใช้ชีวิตตามปกติในนครซิดนีย์ 4 ปีเต็มๆ ก่อนจะถูกส่งตัวกลับมาประเทศไทย เพราะนายกเทศมนตรีนครซิดนีย์ ไม่ต้องการให้คนเอเชียที่ตั้งตัวเป็นกลุ่มก้อน ไม่มีที่พักพิงเป็นหลักแหล่งอยู่ ผมจึงถูกส่งตัวกลับมา แต่ไม่ได้มารับโทษ”

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า สื่อมวลชนสามารถตรวจสอบหลักฐานต่างๆ จากศาลของออสเตรเลียได้ว่า เป็นความจริงหรือไม่ เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องโอละพ่อ และถือเป็นตราบาปที่ตนไม่เคยพูดมาตลอด 30 ปี เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประมาณปี 2535 หรือ 2536 แต่สื่ออวตารกลับโจมตีว่า ตนต้องกลับมารับโทษในประเทศไทย และตอนนี้ตนรู้หมดแล้วว่า ใครอยู่เบื้องหลังความพยายามที่จะล้มตนให้ได้ เพราะสื่อมวลชนเองก็ทราบดีว่า ตนเป็นกำลังหลักในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีบทบาทในการขับเคลื่อนและประสานงาน ซึ่งหากล้มตนได้ รัฐบาลก็สั่นคลอน เพราะหลายเรื่องที่ได้ประสานงานไว้นั้นถือเป็นความลับที่ตนรู้เพียงคนเดียว

“เขารู้ว่าผมเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่จะเอาเลือดไปหล่อเลี้ยงในหัวใจของรัฐบาล จึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อล้มผม ผมรู้หมดแล้วว่าใครอยู่เบื้องหลัง และเรื่องนี้ต้องปล่อยให้กฎหมายบ้านเมืองจัดการต่อไป คนที่อยู่เบื้องหลังไม่ใช่คนในพรรคพลังประชารัฐ ผมรู้ตัวหมดแล้วแต่ขอปิดเป็นความลับ เพราะกำลังดำเนินคดีอยู่ และยืนยันว่าเป็นกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม เป้าหมายเพื่อที่จะล้มล้างรัฐบาล”

ส่วนกรณีที่เคยถอดยศมาก่อนนั้น ร.อ.ธรรมนัสได้โชว์หนังสือการเลื่อนยศ โดยกล่าวว่า เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2541 กระทรวงกลาโหมได้เลื่อนยศให้ตนขึ้นเป็น ร.อ. ไม่ใช่ใช้ยศ ร.อ.นำหน้า โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรที่มีคนปรามาสว่า กระทรวงเกษตรฯ ยุคใหม่เป็นกระทรวงมาเฟีย ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า คนเรานั้น อยากถามว่า สามารถทำอดีตให้เป็นปัจจุบันได้หรือไม่ แต่สิ่งที่จะพิสูจน์คือ ในอนาคตตนจะทำอะไรให้แผ่นดินบ้าง ไม่ใช่เอะอะก็กล่าวหากันว่า มาเพีย นักเลง คนใจนักเลงอย่างตน ลองให้ได้ทำงานดูก่อน หากทำไม่ได้เรื่อง แล้วจะพิจารณาตัวเอง ที่ผ่านมาพูดมาโดยตลอดว่า ไม่จำเป็นต้องรับตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะหลังจากประสบความสำเร็จทางธุรกิจก็ทำงานเพื่อสังคมมาตลอด แต่คนพะเยาให้ความไว้วางใจตน และตนในฐานะประธานยุทธศาสตร์ภาคเหนือของพรรคก็ได้รับปากประชาชนไว้มากมาย ซึ่งเมื่อนายให้มาเป็นรัฐมนตรีก็ต้องทำให้ดีที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีความมั่นใจว่ามีคุณสมบัติเหมาะเป็นรัฐมนตรี ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ตนเป็นลูกชาวนา อยู่กับดินมา การเกษตรคือสิ่งที่อยู่กับดิน ดังนั้นจึงเข้าใจพื้นฐานของประชาชน ในการเป็นเกษตรกรรู้ว่าปัญหาคืออะไร และอะไรคือสิ่งที่เกษตรกรต้องการ

ผู้สื่อข่าวถามว่าสังคมตั้งข้อสังเกตเรื่องคดีความต่างๆ จะพิสูจน์ตัวเองอย่างไร ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ในเรื่องคดีความต่างๆ เรื่องต่างประเทศได้ชี้แจงไปแล้ว สำหรับประเทศ ไม่มีประวัติอาชญากรรมใดๆ ทั้งสิ้น ถึงแม้จะถูกกล่าวหาพาดพิง เป็นเรื่องปกติ ที่ตนมีเพื่อนใต้บังคับบัญชาจำนวนมาก ตนเป็นคนกว้างขวาง เพื่อนฝูงเยอะ และเป็นคนใจกว้าง บางครั้งการคบคนโน้นคนนี้ตนไม่ได้กรอง ดังนั้นเมื่อเขานำภัยมาหาเรา ตนไม่โทษคนโน้น คนนี้ ไม่ใช่วิถี เพราะวิถีของตนต้องแก้ปัญหาให้จบด้วยตัวเอง ด้วยกระบวนการยุติธรรม ตนไม่เคยมีคดีค้างในชั้นศาล ตนได้ใช้กระบวนการยุติธรรมพิสูจน์ตัวเองมาทุกเรื่องทุกสถานการณ์ และตนไม่เคยละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับ และชีวิตของตนผ่าน พ.ร.บ.ล้างมลทิน มาหลายฉบับแล้ว ตนเคยสมัคร ส.ส.รายชื่อกับพรรคการเมืองหนึ่ง หากไม่มีการรัฐประหารครั้งที่แล้ว ก็คงได้เป็น ส.ส. ทำไมถึงไม่มีปัญหา แต่ทำไมถึงมีปัญหาในครั้งนี้ และไม่ถูกโจมตีอะไรเลย

เมื่อถามว่าคดีความที่ออสเตรเลียถือว่าถึงที่สุดแล้วหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่ออสเตรเลียไม่เหมือนในกฎหมายไทย เขาให้ผู้ถูกกล่าวหาไปลองตัดสิน หากพึงพอใจก็ให้รับ หากไม่พึงพอใจก็ให้ต่อสู้คดี และขอยืนยันว่าคดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งคดีของตน ศาลให้ลองมาพิจารณาว่ารู้ว่ามีการกระทำผิด แต่ไม่แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษ ซึ่งตอนนั้นถูกกันไว้เป็นพยานและตนถูกจองจำ 8 เดือน และจากนั้นก็ใช้ชีวิตปกติข้างนอก

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวต่อว่า อยากฝากสื่อมวลชนไปศึกษาเรื่อง พ.ร.บ.ล้างมลทินปี 2550 จะตอบโจทย์เรื่องตนทั้งหมด โดยเฉพาะมาตรา 4 ให้ล้างมลทินแก่ผู้บรรดาต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือก่อนวันที่ 5 ธ.ค. 50 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่ พ.ร.บ.นี้มีผลบังคับใช้ ให้ถือว่าผู้นั้นมิถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ซึ่งถือว่าชัดเจนและตนไม่มีความผิด โดยที่เฉพาะข้อกล่าวหาที่ว่าถูกปลดออกจากราชการข้อหาผิดวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งไม่เกี่ยวกับคดีที่ออสเตรเลีย

เมื่อถามว่าหากในอนาคตมีการยื่นตรวจสอบคุณสมบัติจะหนักใจหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ได้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติมีมาแล้วหลายขั้นตอน ตั้งแต่ลงสมัคร ส.ส. โดยเฉพาะ กกต. ซึ่งไม่กังวลอะไร เพราะเป็นเพียงวาทกรรม ที่มีการพูดกันของสื่อมวลชน แต่ยืนยันว่าตนหนักแน่นพอกับเรื่องพวกนี้

“ชั่วหรือไม่ชั่ว จริยธรรมคือสิ่งที่อยู่ในใจเรา เรารู้ตัวเองว่าเราทำอะไรอยู่ และก็ไม่กังวลว่าใครจะมาตรวจสอบคุณสมบัติ ผมไม่ได้ห้าม และก็ไม่กังวลว่าใครจะมาตรวจสอบคุณสมบัติ ผมไม่ได้ห้าม แต่ถ้าใครจะมาตรวจสอบผม และสุดท้ายผมไม่มีความผิด คุณก็ต้องพร้อมที่จะถูกดำเนินคดี ซึ่งผมฟ้องกลับแน่นอน และจะเดินหน้าทำงานในฐานะรัฐมนตรี เพราะผมมาจากพี่น้องประชาชน ยืนยันเรื่องนี้ยังไม่ได้คุยกับนายกฯให้ทราบ แต่กว่าจะถึงขั้นตอนส่งชื่อ ครม.เพื่อกราบบังคมทูลก็ผ่านหลายขั้นตอนมาแล้ว”

เมื่อถามว่าคดีความที่ออสเตรเลียถือว่าถึงที่สุดแล้วหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่ออสเตรเลียไม่เหมือนในกฎหมายไทย เขาให้ผู้ถูกกล่าวหาไปลองตัดสิน หากพึงพอใจก็ให้รับ หากไม่พึงพอใจก็ให้ต่อสู้คดี และขอยืนยันว่าคดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งคดีของตน ศาลให้ลองมาพิจารณาว่ารู้ว่ามีการกระทำผิด แต่ไม่แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษ ซึ่งตอนนั้นถูกกันไว้เป็นพยานและตนถูกจองจำ 8 เดือน และจากนั้นก็ใช้ชีวิตปกติข้างนอก

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวต่อว่า อยากฝากสื่อมวลชนไปศึกษาเรื่อง พ.ร.บ.ล้างมลทินปี 2550 จะตอบโจทย์เรื่องตนทั้งหมด โดยเฉพาะมาตรา 4 ให้ล้างมลทินแก่ผู้บรรดาต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือก่อนวันที่ 5 ธ.ค. 50 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่ พ.ร.บ.นี้มีผลบังคับใช้ ให้ถือว่าผู้นั้นมิถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ ซึ่งถือว่าชัดเจนและตนไม่มีความผิด โดยที่เฉพาะข้อกล่าวหาที่ว่าถูกปลดออกจากราชการข้อหาผิดวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งไม่เกี่ยวกับคดีที่ออสเตรเลีย

เมื่อถามว่าหากในอนาคตมีการยื่นตรวจสอบคุณสมบัติจะหนักใจหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ได้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติมีมาแล้วหลายขั้นตอน ตั้งแต่ลงสมัคร ส.ส. โดยเฉพาะ กกต. ซึ่งไม่กังวลอะไร เพราะเป็นเพียงวาทกรรม ที่มีการพูดกันของสื่อมวลชน แต่ยืนยันว่าตนหนักแน่นพอกับเรื่องพวกนี้

“ชั่วหรือไม่ชั่ว จริยธรรมคือสิ่งที่อยู่ในใจเรา เรารู้ตัวเองว่าเราทำอะไรอยู่ และก็ไม่กังวลว่าใครจะมาตรวจสอบคุณสมบัติ ผมไม่ได้ห้าม และก็ไม่กังวลว่าใครจะมาตรวจสอบคุณสมบัติ ผมไม่ได้ห้าม แต่ถ้าใครจะมาตรวจสอบผม และสุดท้ายผมไม่มีความผิด คุณก็ต้องพร้อมที่จะถูกดำเนินคดี ซึ่งผมฟ้องกลับแน่นอน และจะเดินหน้าทำงานในฐานะรัฐมนตรี เพราะผมมาจากพี่น้องประชาชน ยืนยันเรื่องนี้ยังไม่ได้คุยกับนายกฯให้ทราบ แต่กว่าจะถึงขั้นตอนส่งชื่อ ครม.เพื่อกราบบังคมทูลก็ผ่านหลายขั้นตอนมาแล้ว”

มติชนออนไลน์

บทความก่อนหน้านี้หญิงหน่อย ซัด! รธน.ปราบโกง แต่บางคนชีวิตดี กินคาร์เวียร์ มีเจ็ทพันล้าน ถ้าใช้เงินตัวเองจ่ายก็คงดี
บทความถัดไปอดีต กปปส. อ่านแล้วมีอึ้ง! “ชูวิทย์” สับ ครม.พิสดาร ชัตดาวน์จนได้ดี แกร่งแบบนี้ใครจะล้มได้?