33 ปี ชีวิตสีกากี (65) | “ข้อคิด” ตลอดระยะเวลาการรับราชการตำรวจ

พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์

เหตุการณ์ต่างๆ ที่เจอตลอดระยะเวลาการรับราชการตำรวจ ประการต่อมาคือ

21. ผมถูกรัฐมนตรีเรียกเข้าไปพบเพื่อขอคดี และถูกรัฐมนตรีเรียกไปด่าทอด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย จนทุกวันนี้ผมยังสงสัยว่า ด่าผมเพราะอะไร

และนอกจากนั้น ยังถูก ส.ส.พรรคใหญ่ ตำแหน่งใหญ่ในพรรค โทรศัพท์มาด่าว่าผมมากมายในการดำเนินคดี เพียงแค่ผมไม่ทำตามที่เขาขอให้ช่วยคนทำผิด

22. ทั้งชีวิตของผม ไม่เคยจัดงานวันเกิดของตัวเอง เพื่อให้คนอื่นมาอวยพรหรือเอาของขวัญมาให้ และไม่คิดที่จะทำ

23. ผมได้พบเห็นความเหลื่อมล้ำของสังคมไทยมาตลอดชีวิตการเป็นตำรวจ เมื่อผมต้องเข้าตรวจค้นบ้านเรือนของบุคคลต้องสงสัยซึ่งอาจมีสิ่งของผิดกฎหมายไว้ในครอบครอง

มีการตรวจค้นบ้านของชาวบ้านที่ยากจนเหมือนยาจกเข็ญใจ เพียงกวาดสายตามองแวบเดียวก็เห็นทั่วบ้าน กับการค้นคฤหาสน์ใหญ่โตหรูหราของผู้ที่มีอำนาจและมีทรัพย์มาก ค้นทั้งวันก็ยังไม่ทั่ว ทั้งที่รู้ว่าทุกอย่างสร้างมาจากการโกงแผ่นดิน มันจึงเห็นความแตกต่างกันเหมือนอยู่กันคนละโลก

24. ผมรู้ว่า การดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ยากจนช่างง่ายดายแม้จะเป็นคดีอุกฉกรรจ์โทษร้ายแรง

ต่างกับการดำเนินคดีคนมีอำนาจมีทรัพย์มาก แม้จะเป็นคดีที่ธรรมดาง่ายๆ แต่กลับยุ่งยาก สร้างความลำบาก และถ้าประมาทไม่ระมัดระวัง ภัยจะมาถึงตัวทันที

จนผู้บังคับบัญชาเตือนเอาไว้เป็นอุทาหรณ์ เรื่องเล็กของคนเล็ก, เรื่องใหญ่ของคนเล็ก, เรื่องเล็กของคนใหญ่ และเรื่องใหญ่ของคนใหญ่ ต้องรู้จักจัดลำดับความสำคัญให้ดี

25. ผมรู้ว่า ยิ่งผมทำถูกต้องตามกฎหมายและปฏิบัติตามระเบียบยิ่งถูกต่อต้านถูกเย้ยหยัน ทั้งจากคนในและคนนอกอาชีพ ได้ยินคำพูดที่แย่ๆ ทำให้เกิดความชอกช้ำใจ เจ็บช้ำใจ

คำที่ได้ยินบ่อย ในหมู่คนอาชีพเดียวกัน คือ ตรงเกินทุกคนต้องการให้ตามน้ำ อย่าขวางผลประโยชน์ที่เขามีกันมา

ผมเริ่มรู้แล้วว่า องค์กรที่ผมสังกัดอยู่ เปรียบเสมือนตึกหลังใหญ่ แต่ภายในโครงสร้างตึกนั้น มีวัสดุที่สกปรกนำมาผสมและก่อสร้างตึกหลังนี้

วัสดุนั้นถ้าเผอิญอยู่ในส่วนของโครงสร้างที่สำคัญของตึก วันหนึ่งตึกนี้จะเกิดรอยแตกปริร้าว หากไม่รีบแก้ไข และปล่อยให้ขยายความเลวร้ายต่อไป สักวันตึกหลังนี้จะพังทลายลงมา

 

26. ผมเข้าใจผิดมาตลอดตั้งแต่เริ่มเป็นตำรวจ เพราะคิดว่า นายตำรวจระดับสูง หรือข้าราชการระดับสูง รวมทั้งนักการเมืองที่มาทำหน้าที่บริหารประเทศ ที่ผมรู้จักเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม ซื่อสัตย์ทั้งต่อตัวเองและประเทศชาติ

และเมื่อพูดในที่สาธารณะ ในห้องประชุมต่อหน้าข้าราชการจำนวนมาก ล้วนมีคำพูดที่ดีน่าเชื่อถือ

แต่ในความจริงส่วนใหญ่ของคนเหล่านั้นกลับปฏิบัติตนยึดถือแต่ประโยชน์ของตัวเอง ครอบครัว พรรคพวก บริวารใกล้ชิดเป็นที่ตั้ง ทั้งยังทุจริต คอร์รัปชั่น ตะกละตะกลาม และทำอย่างหน้าด้าน ไม่มียางอาย พูดจาสับปลับ กลับกลอก

คำพูดที่พูดออกไปเพื่อให้ดูว่าเป็นคนดี แต่พฤติกรรมล้วนเลวชาติชั่ว เมื่อเกษียณหรือพ้นตำแหน่ง จึงมีเงินทองทรัพย์สมบัติที่ได้จากการโกงประชาชนเป็นร้อยล้านพันล้านบาท หรือมากกว่านั้น และประเทศไทยจึงอุดมไปด้วยข้าราชการและนักการเมืองประเภทนี้

27. ผมได้เรียนรู้ว่า สังคมไทยกำลังนำคนไทยไปติดกับความไร้สาระมากมายที่ทุ่มเททรัพยากรทั้งแผ่นดิน บุคลากรที่มีคุณภาพ ต้องหมดไปกับสิ่งไร้สาระเหล่านี้ และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะรู้ตัว เมื่อนั้นความสามารถในการแข่งขันกับทั่วโลกคงจะรั้งท้าย

28. ผมหวังว่า ระบบราชการไทยทั้งระบบที่เน่าเหม็นในยุคของผม รวมทั้งนักการเมืองเลวๆ ที่ผมพบเห็นและสัมผัสมา ทั้งหมดนี้คงจะไม่ถ่ายทอดส่งต่อไปยังคนรุ่นใหม่ และจะต้องได้รับกวาดล้างทำลายให้สิ้นซาก และให้ความรุ่งเรืองบังเกิดกับคนไทย ประเทศไทย ที่ทุกคนรัก

29. ผมไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลยว่า ผมจะมีตำแหน่งอย่างเป็นทางการ คือ ผู้ลี้ภัย

ซึ่งกลายมาเป็นตำแหน่งที่แท้จริงของผม ทั้งที่ผมไม่เคยนึกอยากได้ และคิดว่า มันคงจะมีแต่เรื่องที่แต่งขึ้นมาในหนังสือเท่านั้น

ไม่คาดคิดว่า จะต้องมาเกิดขึ้นกับผมเองจริงๆ

แต่เป็นเพราะเขาสอนผมมา ให้ยึดมั่นในอุดมคติตำรวจ ซึ่งมีข้อสำคัญข้อหนึ่ง คือ ให้รักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต

ดังนั้น เมื่อเหตุการณ์พลิกผันจนเกินจะแก้ไข ผมจึงเลือกรักษาชีวิตตัวเอง แล้วรอโอกาสนำเรื่องที่เกิดขึ้นมาเล่าให้สังคม และคนทั่วโลกได้รู้ และสุดท้ายจะเป็นการให้บทเรียนกับทุกคน

ที่ผ่านมาพบความลำบากมากมาย แต่ท้ายสุดผมยังเชื่อว่า ผมจะผ่านความทุกข์ยากนั้นไปได้ และเป็นโอกาสดีที่ถึงเวลาได้เล่าเรื่องของผมแล้ว

30. เรื่องราวในประเทศนี้ บางเรื่องแทบจะไม่รู้หรือไม่เข้าใจว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น จนกระทั่งมาประสบด้วยตัวเองจึงเข้าใจ

ถึงแม้จะเข้าใจ แต่ก็ยังบอกใครตรงๆไม่ได้เพราะเขาไม่เชื่อ เหมือนหลวงปู่ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ท่านมีธรรมเทศนาไว้นานมากแล้วว่า มะม่วงลูกนี้ มีคนบอกว่า มันมีรสชาติยังไง มีรสหวานยังไง หรือมันมีรสเปรี้ยวยังไง

ถ้าตราบใดที่เรายังไม่ได้ชิมหรือได้ลองกินด้วยตัวเอง ก็ได้แต่เพียงฟังเขาเล่ามา

จนกระทั่งเราได้กินมะม่วงลูกนี้ด้วยตัวเอง ตัวเราเองจึงเป็นพยานว่า มะม่วงลูกนี้มีรสชาติหวาน หรือมีรสเปรี้ยว ตามที่เขาว่า

มันเป็นเช่นไรก็เป็นเช่นนั้นเอง