หนังสือโป๊ “เล่มแรก” ของไทย และ “ประวัติศาสตร์” ที่ขาดหายไป

ห้วงเวลาที่สื่อสิ่งพิมพ์ถูกแทนที่ด้วยสื่อออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ นิตยสารกระดาษหลายฉบับพากันทยอยปิดตัวไป “หนังสือโป๊” เองก็อยู่ในข่ายนี้

คาดเดากันว่า ต่อไปหนุ่มๆ ยุคหลังอาจจะไม่รู้แล้วว่าหนังสือโป๊เป็นอย่างไร?

(ชมคลิปรายงานพิเศษ)

แม้อนาคตที่ว่ายังไม่รู้ว่าจะเดินทางมาถึงเร็วแค่ไหน? แต่อยากชวนพวกเราให้ลองหมุนเวลากลับด้าน เพื่อย้อนไปดูว่า “หนังสือโป๊เล่มแรก” ของไทยเกิดขึ้นมาตอนไหน? ในสภาพสังคมแบบใด?

ไปพลางๆ ก่อน

ข้อมูลเดิมจากหลายแหล่งอธิบายตรงกันว่า “พระตำหรับโยนี” ที่จัดพิมพ์เมื่อปี พ.ศ.2450 จำนวน 200 ฉบับ และจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มชนชั้นสูง คือ หนังสือโป๊เล่มแรกของไทย

แต่ “อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ” ชายหนุ่มที่เป็นทั้งนักอ่าน นักเขียน แฟนพันธุ์แท้รางวัลซีไรต์ และนักเรียนประวัติศาสตร์ เจ้าของวิทยานิพนธ์หัวข้อ “บุรุษบันเทิง : สื่อบันเทิงกามารมณ์ในสังคมไทย ทศวรรษ 2450-2500” กลับอธิบายว่า ถ้านิยามของหนังสือโป๊ คือ pornography

“พระตำหรับโยนี” ไม่น่าจะเข้าข่าย เพราะเนื้อหาออกไปในทางตำรา ไม่ใช่วรรณกรรม

ส่วนหนังสือโป๊ที่เขาค้นพบและเก่าที่สุด ณ ตอนนี้ คือ “กล่อมครรภ์” ที่เขียนขึ้นในราวทศวรรษ 2460 ฉบับที่ยังหลงเหลือมาจนทุกวันนี้อยู่ในการครอบครองของ “ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์” นักสะสมหนังสือเก่าชื่อดัง

“กล่อมครรภ์” เขียนโดย “ครูเหลี่ยม วินทุพราหมณกุล” หรือ “หลวงวิลาศปริวัตร” นักเรียนทุนวิชาครูรุ่นแรกที่ถูกส่งไปศึกษาต่อยังประเทศอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ 5

ครูเหลี่ยมเป็นนักเขียนที่บุกเบิกงานเขียนหลายแนว ข้อมูลเดิมเชื่อกันว่าเขาเป็นผู้เขียนนวนิยายเรื่องแรกของไทย คือ “ความไม่พยาบาท” ในปี 2458 (อาชญาสิทธิ์บอกว่ามีงานที่น่าจะเก่ากว่านั้น) ขณะเดียวกันก็เป็นผู้นำเข้างานเขียนอีโรติกหรือเรื่องโป๊มาสู่สังคมสยามด้วย

เนื้อหาของ “กล่อมครรภ์” พูดถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่ไปท้องนอกสมรสแล้วต้องการจะทำแท้ง เพราะแนวคิดแบบ “สังคมวิกตอเรียน” ไม่ยอมรับการท้องไม่มีพ่อ เธอจึงไปติดต่อหมอเถื่อนชื่อนายแพทย์เยมส์ (ตามชื่อที่ครูเหลี่ยมใช้ หรือ “เจมส์” ในปัจจุบัน)

หมอเยมส์รู้สึกผิดบาปที่จะต้องทำแท้ง และเสียดายความสวยของหญิงสาว จึงหลอกให้เธอมีเซ็กซ์ด้วยโดยอ้างว่านั่นเป็นวิธีทำแท้ง ซึ่งบังเอิญวันที่ 3 ที่ทั้งคู่มีอะไรกัน แคร่ในโรงนาเกิดหัก จนหญิงสาวตกลงมาแท้งพอดี

อาชญาสิทธิ์บอกว่าสำนวนการบรรยายของครูเหลี่ยม ไม่ต่างอะไรกับบทอัศจรรย์ในวรรณคดีเลย เพียงแต่เป็นร้อยแก้ว ทว่า มีจังหวะจะโคนและใช้ศัพท์เรียกอวัยวะแบบตรงๆ

หลักฐานที่ยังไม่ชัดเจนคือ ครูเหลี่ยมแปลเรื่องนี้มาจากบทประพันธ์ต่างประเทศ หรือเขียนขึ้นเองโดยใช้ตัวละครและฉากของประเทศอังกฤษ

ในยุคที่งานแนวอีโรติกของครูเหลี่ยมเผยแพร่ออกมา เป็นยุคที่เรียกได้ว่าการอ่านกำลังเฟื่องฟูในสังคมสยาม แม้รูปแบบหนังสือโป๊ในยุคแรกจะมีการบรรยายเรื่องราวผ่านตัวอักษร แต่ก็ได้รับความสนใจ

ต่อมา “วัฒนธรรมภาพโป๊” ได้เผยแพร่เข้ามาจากทหารอาสาที่เดินทางไปรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งกลับมาพร้อม “โปสการ์ดฝรั่งเศส” ที่เป็นรูปผู้หญิงเปลือยในอิริยาบถต่างๆ

ภายหลังจึงมีการรวม 2 อย่างเข้าด้วยกัน โดยนำภาพแนวโปสการ์ดฝรั่งเศสไปแทรกในเล่มหนังสือโป๊ที่เคยมีแต่ตัวพิมพ์

ดูเหมือนว่าเมื่อหนังสือโป๊ถือกำเนิดขึ้นแล้ว หนังสือประเภทนี้จะไม่ยอมหายไป แม้มีอุปสรรคขัดขวางต่างๆ นานา

เช่น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กระดาษขาดแคลน รัฐบาลหลวงพิบูลสงครามจึงจัดสรรกระดาษให้แก่เฉพาะหนังสือพิมพ์ที่เห็นด้วยกับรัฐบาล ใครไม่เห็นด้วยก็ไม่ให้ ส่วนวรรณกรรมและหนังสืออ่านเล่น รัฐบาลก็ไม่ค่อยแบ่งกระดาษไปให้เช่นกัน หนังสือโป๊ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเพราะถูกเซ็นเซอร์หนัก

จึงเกิดการผลิตกระดาษสาขึ้นเอง แล้วตีพิมพ์เผยแพร่หนังสือโป๊ผ่านวิธีการพิมพ์ดีดและโรเนียว มีให้อ่านเป็นบริการเสริมของร้านตัดผมผู้ชาย ก่อนจะขยายเป็นการจำหน่ายให้แก่ผู้สนใจ

คนยุคนั้นจึงเรียกหนังสือประเภทนี้ว่า “วรรณกรรมพิมพ์ดีดในร้านตัดผม” จำหน่ายกันราคาเล่มละประมาณ 5 บาท ในยุคที่เงินเดือนพนักงานเทศบาลพระนครยังมีอัตราแค่บาทเดียว

วรรณกรรมพิมพ์ดีดฯ จึงถือว่าเป็นของหรูหราราคาแพงมากทีเดียว

ความน่าสนใจอีกประการของหนังสือโป๊ คือ การบันทึกเรื่องราวของสังคมในยุคนั้นๆ เอาไว้ด้วย

 

โดยเฉพาะหนังสือโป๊ยุค 2490 ที่เรื่องโป๊เริ่มใช้ฉากหลังเป็นเมืองไทยแล้ว (แม้จะมีข้อจำกัดในการวิเคราะห์ จากการไม่รู้ว่าผู้เขียนคือใคร?) เช่น เรื่อง “แม่ม่ายผ้าขะม้าแดง” ที่ตัวละครดูราวกับถอดมาจากเรื่องของอดีตท่านผู้นำที่ได้ชื่อว่ามีอนุภรรยาอยู่ในสังกัดเป็นจำนวนมาก

บางเรื่องเล่าถึงเหตุน้ำประปาขาดแคลนในกรุงเทพฯ ผ่านน้ำเสียงที่บ่นว่าเพราะคนบ้านนอกเข้ากรุงมามากหลังสงคราม, บางเรื่องพูดถึงกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ครั้งแรกที่ไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2509 ไปจนถึงการเขียนให้ตัวละครไปฟังไฮด์ปาร์กที่สนามหลวง แล้วทัศนคติการเมืองตรงกัน จนมามีเซ็กซ์กันในที่สุด

ห้วงเวลานั้นมีศัพท์เฉพาะ ที่เรียกขานวรรณกรรมแนวนี้ว่า “วรรณกรรมเฉาะแฉะ” นัยว่าเลียนเสียงจากการมีอะไรกันของตัวละครในเรื่อง แต่ต่อมาคำนี้ก็เลือนหายไป เหลือเพียงคำว่า “ปกขาว” ที่ยังใช้เรียกหนังสือโป๊ในยุคต่อมา

ถ้าไล่เรียงลำดับเวลา อาชญาสิทธิ์ สรุปให้ฟังว่า

ช่วงเวลาที่เหมือนเป็น “ยุคทอง” ของหนังสือโป๊ คือยุค 2460 ซึ่งเป็นยุคทองของการพิมพ์หนังสือ มีโรงพิมพ์เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก

พอยุค 2470 เริ่มมีความกังวล หลังมีงานแนวนี้ออกมามากขึ้นๆ กระทั่งมีกฎหมายปราบปรามวัตถุลามกอนาจารในปี 2471

“อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ”
นักอ่าน นักเขียน แฟนพันธุ์แท้รางวัลซีไรต์ และนักเรียนประวัติศาสตร์

อีกทั้งช่วงปลายทศวรรษ 2460 มีการสั่ง “โปสการ์ดฝรั่งเศส” เข้ามามหาศาล จากตอนแรกที่สังคมสยามรู้สึกว่าเรื่องโป๊เป็นเรื่องอ่านเล่นปกติ ภาพโป๊เป็นภาพปกติ ก็เริ่มเกิดอารมณ์วิตกเพราะคนที่สั่งโปสการ์ดเข้ามานั้น ประกอบอาชีพค้าขายเครื่องเขียนและอุปกรณ์ต่างๆ เกี่ยวกับนักเรียน

เมื่อนักเรียนเริ่มดูภาพโป๊กัน สังคมสยามจึงรู้สึกยอมรับเรื่องโป๊ไม่ได้

ช่วง 2480 กิจการหนังสือโป๊ค่อนข้างเงียบเหงาเพราะสงครามโลก แต่ยังมีผลิตอยู่

ช่วง 2490 หนังสือแนวนี้กลับมาอีกครั้ง ทั้งแบบ “ใต้ดิน”, “บนดิน” และ “กึ่งๆ”

แบบ “บนดิน” ต้องเซ็นเซอร์เนื้อหาพอสมควร “ใต้ดิน” เปิดเผยเต็มที่ “กึ่งๆ” บางทีก็ปล่อย บางทีก็ควบคุมสำนวนภาษาของคนเขียนเอาไว้บ้าง

พอหลัง 2500 หนังสือโป๊บนดินจึงเริ่มแปรสภาพเป็นนิตยสาร ส่วนแบบใต้ดินกว่าจะหายไปหมดก็เกือบๆ ปี 2520

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ขาดหายไปด้วยตามกาลเวลา คือ ข้อมูลหนังสือโป๊และเรื่องราวในยุคแรกๆ หลังยุคครูเหลี่ยม ซึ่งเป็นการบ้านที่ยากลำบากของผู้ที่พยายามศึกษาค้นคว้าประเด็นดังกล่าว โดยเฉพาะการที่วรรณกรรมแนวนี้ไม่เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

หนังสือโป๊ยุคแรกๆ มักจะถูกทายาทของผู้ครอบครองเผาทำลายเพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าเคยมี แม้แต่หนังสืองานศพของผู้เขียนวรรณกรรมแนวนี้ ก็ไม่ได้บันทึกผลงานดังกล่าวเอาไว้ เช่น หนังสืองานศพครูเหลี่ยม ลูกหลานก็บอกแค่ว่าเขียนและแปลนวนิยาย ไม่ระบุเรื่องการเป็นผู้เขียนวรรณกรรมโป๊คนแรกๆ

หรือกรณีหม่อมหลวงต้อย ชุมสาย ที่เป็นผู้บุกเบิกงานถ่ายภาพนู้ดและมีอัลบั้มภาพนู้ดเยอะแยะ หนังสืองานศพก็แทบจะไม่บอกว่าหม่อมหลวงต้อยมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับภาพนู้ดเลย

“ผมว่ามันสะท้อนให้เห็นความคิดหลายอย่างเหมือนกัน ในแง่หนึ่งลูกหลานเขาก็คงรับไม่ได้” อาชญาสิทธิ์ ทิ้งท้าย

และประวัติศาสตร์เรื่องนี้จึงขาดหายไปอย่างน่าเสียดาย