อนุสรณ์ ติปยานนท์ : ซานไห่ เก้าคนหลังฉาก ในประวัติศาสตร์ผลัดใบ (9)

อนุสรณ์ ติปยานนท์frontfirework@hotmail.com

“ผมหลงรักหญิงสาวในชุดสีดำเบื้องหน้า สะโพกอันรัดรึงบอบบาง
รูปกายอันสูงโปร่งเย้ายวน”

คำพูดเหล่านี้หล่นออกมาจากริมฝีปากของผม ค็อกเทลสีกุหลาบไหลผ่านลำคอของผมผ่านทางหลอดน้ำ ในขณะที่ดวงตาของผมไหลผ่านไปมาบนร่างกายของเธอ-หญิงสาวผู้เป็นสาวนักเต้นประจำสถานที่แห่งนี้

เหนือขมับของเธอประดับประดาด้วยดอกคาร์เนชั่นสีขาว เมื่อเธอเอี้ยวตัวผมแลเห็นจมูกโด่งเป็นสันและใบหน้าเรียวงาม ดวงตากลมโต ขนคิ้วสวยขึ้นรูป ขอบตาของเธอซ่อนอยู่ภายใต้ดอกคาร์เนชั่น ขนตายาวงอน ริมฝีปากอ่อนนุ่มส่งประกาย ติ่งหูของเธอประดับด้วยตุ้มหูรูปสามเหลี่ยมยาวจนจรดเนินไหล่ นี่สินะ ความงามในแบบสาวสเปน!

ทว่า ไม่ใช่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้หรอกที่ผมหลงรัก สิ่งที่ผมหลงรักในตัวเธอคือท่าทีอันผ่อนคลายที่เธอเป็นอยู่ยามนี้ต่างหาก มือเท้าไปที่คาง โน้มตัวมาด้านหน้าเล็กน้อย โดยมีดอกไม้ประดับประดาที่ขมับ ท่าทีอันผ่อนคลายเหล่านี้ปลอบโยนผมผู้ปรารถนาลมหายใจบริสุทธิ์ท่ามกลางชีวิตอันปั่นป่วนในเมืองแห่งนี้

ทันทีที่ดนตรีบรรเลงขึ้น ชายหนุ่มจากทุกมุมของโรงเต้นรำแห่งนี้ล้วนพุ่งเข้ามาหาเธอ

ทว่า ผู้ชนะคือชายในชุดทักซิโด้สีดำจากด้านหลังผมที่ดึงตัวเธอไปสู่กลางลานเต้นรำได้สำเร็จ

เธอเคลื่อนตัวผ่านผมรอบแล้วรอบเล่า ใบหน้าของเธอแนบชิดกับปกเสื้ออันโชกชุ่มด้วยเหงื่อของเขา

เธอใช้มันเป็นที่พักพิงศีรษะ ในขณะที่ดวงตาของเธอกวาดไปรอบๆ โรงเต้นรำ

ภายใต้แสงไฟสีคราม ชุดผ้ามันเลื่อมสีดำบนส้นสูงของเธอเคลื่อนย้ายไปตามจังหวะอย่างแม่นยำ ราวกับฝูงกาที่โบยบินเป็นระเบียบใต้สายรุ้งบนท้องฟ้า

หลังจากเธอเคลื่อนผ่านผมเป็นรอบที่ห้าและเสียงเพลง “Neapolitan Night” สิ้นเสียงลงพร้อมกับไฟสีขาวนวล ดวงตาข้างหนึ่งของผมแลเห็นเธอทอดตัวลงนั่งอย่างเหนื่อยอ่อนในที่เดิม

ในขณะที่ดวงตาอีกข้างของผมแลเห็นชายในชุดทักซิโด้เดินผ่านไป

ปกเสื้อของเขายับยู่ยี่และเต็มไปด้วยรอยเปื้อนสีแดงชาด ส่วนที่หน้าอกนั้นเปื้อนเป็นรอยริมฝีปากสีแดงชัดเจน

เป็นสีแดงที่ทำให้คุณนึกถึงครีมข้นที่ให้รสชาติยามกลืนกินอย่างยิ่ง”

Black Peony-เรื่องสั้นโดยมูซื่ออิง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Liangyou 1934

 


เรื่องสั้นชื่อ Black Peony ของมูซื่ออิงเล่าถึงตัวละครสองตัว ชายหนุ่มผู้เบื่อหน่ายชีวิตและหญิงสาวผู้ได้รับอิทธิพลแบบตะวันตก

ทั้งคู่อาศัยอยู่ในซานไห่ช่วงทศววรษที่สามศูนย์ภายหลังจากที่ซานไห่ได้กลายเป็นอาณานิคมกลายๆ ของพวกตะวันตก

ชายหนุ่มทำความรู้จักหญิงสาวผู้นั้นในโรงเต้นรำก่อนที่ทั้งคู่จะได้รับคำเชิญให้ไปดูดอกไม้สีดำที่บ้านพักในชนบทของเพื่อนคนหนึ่งนามว่าเชงวู

ช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันนั่นเองที่หญิงสาวผู้นั้นได้เปิดเผยความลับของเธอให้ชายหนุ่มผู้นั้นได้รับรู้ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเชงวูด้วย

สภาพอันสงบเงียบและน่ารื่นรมย์ของชนบททำให้เธอตัดสินใจพำนักอยู่ที่บ้านพักของเชงวูต่อไป ในขณะที่ชายหนุ่มต้องเดินทางกลับซานไห่ นครอันวุ่นวาย ชายหนุ่มใช้มดเป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งที่กลุ้มรุมกัดกินเขา

เขาใช้ตัวเลข 3 แทนมดและร้องตะโกนว่า “มี 333333333333 จำนวนมากเคลื่อนไหวอยู่บนตัวของฉัน พวกมันเดินทางมาจากทุกทิศทุกทางและผมไม่อาจหลบหนีมันได้ ผมกำลังถูกมันทำลาย ผมกำลังกลับไปสู่ชีวิตของฉัน ห้องพักสีขาวสะอาดสะอ้าน สวนดอกไม้ ดอกไวโอเล็ตที่เลื้อยอยู่ตามระเบียง กลิ่นของเถาองุ่น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ผมจำต้องโยนมันทิ้งไว้เบื้องหลัง และเชื่อว่าไม่นาน สักวันหนึ่งผมคงล้มลงกลางถนนในเมืองเป็นแน่!”

นั่นคือตอนจบของเรื่องสั้นเรื่องนี้ เป็นเรื่องสั้นที่เราได้ยินเสียงตะโกนของมูซื่ออิงในนั้น

เป็นเสียงตะโกนของชายหนุ่มนำสมัยที่กำลังเผชิญกับกระแสการเปลี่ยนแปลงซึ่งอยู่นอกพ้นอำนาจในการจัดการของเขา


สิ่งหนึ่งที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมจีนหลังการปฏิวัติซินไห่ในปี 1911คือกฎหมายว่าด้วยการสมรสซึ่งรัฐบาลประกาศใช้ในปี 1927 กฎหมายข้อนี้ทำให้การแต่งงานต้องมีลักษณะผัวเดียวเมียเดียวและทำให้ระบบพระยาเทครัวที่มีมาเนิ่นนานในสังคมจีนที่ผู้ชายสามารถมีภรรยาได้หลายคนต้องสั่นสะเทือน

ผลกระทบนอกจากจะทำให้บรรดาภรรยาคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภรรยาหลวงสามารถฟ้องหย่าจากผู้เป็นสามีได้หากไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอ ยังทำให้หนุ่มสาวมีอิสระและมีความทะเยอทะยานที่จะเลือกคู่ครองของตนเองแทนระบบแม่สื่อแม่ชักอย่างที่เป็นมา การเลือกคู่ผ่านสถานะทางสังคมและเครือญาติกลายเป็นการเลือกคู่ผ่านทางความรักและความโรแมนติกในแบบต่างๆ แทน

ความเปลี่ยนแปลงแบบนี้เองที่เป็นผลทำให้มูซื่ออิงต้องร้องตะโกน ชีวิตในมหาวิทยาลัยของเขาที่เขาต้องเผชิญกับวัฒนธรรมที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อน การหลั่งไหลของตะวันตก การต่อสู้ สงคราม ความรักที่แลกด้วยเงินตราและเพชรพลอยแทนบทกวี

การได้เห็นบิดาของตนเองตกอยู่ในสภาพที่แทบจะสิ้นเนื้อประดาตัวหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทำให้มูซื่ออิงไม่ไว้ใจในอนาคต

ตัวละครเอกผู้เป็นนักค้าทองคำในเรื่องสั้นชื่อ “Five in a Nightlub” ของเขาถึงกับยิงตัวเองตายเพราะผลจากความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองด้วยซ้ำไป

ไม่นับคู่รักของเขาซึ่งเป็นสาวนักเต้นในไนต์คลับหรือโรงเต้นรำที่ชื่อว่าเดซี่ซึ่งต้องเจ็บปวดเพราะกลายเป็นหญิงสาวที่ไม่มีใครต้องการ

ความมั่งคั่งและความงามคือสองสิ่งที่เสื่อมสลายรวดเร็วที่สุดในช่วงเวลาเหล่านั้น

โรงพนันที่ผุดขึ้นราวดอกเห็ดในซานไห่อาจทำลายชายหนุ่มผู้บากบั่นสร้างเนื้อสร้างตัวมาตลอดชีวิตได้เช่นไร หญิงสาวแสนงามที่ไม่ว่าจะเป็นนักแสดง นักเต้น หรือโสเภณี อาจถูกแทนที่ได้ด้วยสาวงามคนใหม่ชั่วข้ามคืนเช่นกัน

อายุ 25 ปีคือจุดจบของหญิงสาวในยุคนั้น

มูซื่ออิงได้ะสะท้อนจุดจบและช่วงเวลาอันแสนสั้นของสิ่งเหล่านี้ไว้ในงานเขียนของเขา

 

การเลือกสาวคู่เต้นหรือ Dance Hostess เป็นตัวละครหลักในงานของมูซื่ออิงนั้นน่าสนใจยิ่ง

หากหลู่ซิ่น (ซึ่งเป็นคู่ปรับของเขา) สนใจในชีวิตของชาวนาและกรรมกรภายใต้วัฒนธรรมของการใช้แรงงาน

มูซื่ออิงก็สนใจหญิงสาวเหล่านี้ภายใต้สิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมเมือง-Urban Culture ภายใต้โรงเต้นรำนับร้อยที่แข่งกันอวดแสงสียามค่ำคืนและนิตยสารจำนวนมากที่นำเสนอความเพลิดเพลินเหล่านั้น สาวคู่เต้นเป็นตัวละครที่คลุมเครือและมืดมัวที่สุดตัวละครหนึ่งก็ว่าได้

พวกเธอไม่ใช่ชนชั้นสูง ไม่ใช่ดารานักแสดง ไม่ใช่สาวสังคม และยังไม่ใช่โสเภณีหรือหญิงขายบริการอีกด้วย

อัตลักษณ์ของเธอสร้างความกระอักกระอ่วนใจให้กับเหล่าชายหนุ่มผู้หวังจะมีสัมพันธ์ด้วย การดำรงอยู่ของพวกเธอเป็นดังเมฆหมอกที่จับต้องไม่ได้เช่นเดียวกับอนาคตของนครซานไห่เอง

นครซานไห่นั้นเป็นดังนครของบุรุษเพศ มันเต็มไปด้วยอาคารสมัยใหม่ที่ดูดกลืนการโอบอุ้มจากชนบทและเมืองเล็กๆ รอบๆ ที่เป็นตัวสตรีเพศ การขยายตัวเช่นนี้เป็นดังอาณานิคมซ้อนอาณานิคมอีกที ชาวตะวันตกรุกรานจีนและชาวจีนในเมืองรุกรานชาวจีนในชนบทอีกต่อหนึ่ง

ภาพโฆษณาสุรายี่ห้อ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ ในเรื่องสั้นชื่อ “Shanghai Foxtrot” ของมูซื่ออิงที่บอกว่า “จงเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง” คือการประกาศถึงการรุกรานเช่นนั้นเอง

เราอาจพิจารณาว่างานวรรณกรรมของมูซื่ออิงคือการต่อต้านลัทธิอาณานิคมแบบกลายๆ ในที

และถ้าเขายังมีชีวิตอยู่จนถึงปี 1943 ที่เขตอาณานิคมตะวันตกในซานไห่ต้องสิ้นสลายไป

เขาคงมีความสุขมาก

ทว่า กระสุนที่ปลิดชีพเขาในปี 1940 ไม่เปิดโอกาสให้เป็นเช่นนั้น และนั่นคือปริศนาที่เราต้องตั้งคำถาม

บทความก่อนหน้านี้ปิยบุตร แสงกนกกุล : ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลรัฐประหาร? (1)
บทความถัดไปภานุ บุญพิพัฒนาพงศ์ : สื่อยุคใหม่ (8) ศิลปะสะท้อนภัยพิบัติ